เรียนรู้เพื่ออยู่ในโลก ‘Weather Whiplash’ สภาพอากาศเหวี่ยงสุดขั้ว พร้อมแนะ 4 มาตรการดันธุรกิจให้โตได้แม้อากาศไม่เป็นใจ

น้ำท่วมสเปนและประเทศทางตะวันออกกลางหลายประเทศสร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และมหันตภัยไฟไหม้ป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ความหนาวเย็นสุดขั้วในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงมวลอากาศร้อนรุนแรงที่ประเทศไทยต้องเผชิญตั้งแต่ปี 2566 จนกระทั่งในปีที่ผ่านมาและปีนี้ เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ยืนยันได้ถึงผลกระทบของวิกฤตการณ์ ‘สภาพอากาศเหวี่ยงสุดขั้ว’ หรือ Weather Whiplash ที่ทั่วโลกต้องหันมาให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ในทุกมิติ

โดยล่าสุด รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง #มารู้จัก “Weather Whiplash” สภาพอากาศเหวี่ยงสุดขั้ว มีแนวโน้มมากขึ้น เร็วขึ้น รุนแรงขึ้น ?

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี อธิบายเพิ่มเติมว่า สภาพอากาศเหวี่ยงสุดขั้ว หรือ Weather whiplash เป็นเหตุการณ์ที่สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากร้อน แล้ง ไปสู่การมีฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรง หรือเปลี่ยนแปลงในทางกลับกันจากเหตุการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรง ไปสู่ความแห้งแล้ง ในระยะเวลาจำกัด ซึ่งยากต่อการคาดการณ์
ดังนั้นเราจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมทุกปี ไม่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดสภาพอากาศแปรปรวนแบบ El Nino หรือ La Nina ทั้งนี้เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง (ปี 2566 สูงที่สุดตั้งแต่มีการจดบันทึก) ทำให้อัตราการระเหยมากขึ้น ความชื้นสูงขึ้นในชั้นบรรยากาศ (โดยทฤษฎี ทุกๆ 1 oC ที่อุณหภูมิสูงขึ้น จะมีน้ำระเหยสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น 7%) เมื่อโลกเสียสมดุลวัฏจักรน้ำ ย่อมเกิดเหตุการณ์วิกฤตตามมา ?

สภาพอากาศเหวี่ยงสุดขั้ว ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก กรณีน้ำท่วมสเปน บริเวณภูมิภาคตะวันออกกลางหลายประเทศที่เป็นทะเลทราย และล่าสุดไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะที่ หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับความหนาวเย็นสุดขั้ว ส่วนประเทศไทยเอง ตั้งแต่ต้นปี 2566 มวลความร้อนก็ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นแบบปรอทแตก แถมมาพร้อมกับความแห้งแล้ง ที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมอย่างรุนแรง (GDP ภาคเกษตรกรรมติดลบ 6.4%)
ทว่า ต่อมาตั้งแต่ช่วงกลางปีจนถึงปลายปีกลับเกิดฝนตกหนักในรอบกว่า 100-1,000 ปี ในหลายพื้นที่ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งรุนแรง สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน ?
อย่างไรก็ดี มีการประเมินสภาพอากาศเหวี่ยงสุดขั้วในอนาคตว่าจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 170 % มีช่วงเวลาที่สั้นลง และมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะไทยเป็นหนึ่งในประเทศจะได้รับผลกระทบที่รุนแรง ดังนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี จึงเน้นย้ำว่าการเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนในทุกด้านจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งต้องทำให้รอบด้าน ดังนี้
1. ประเมินความเสี่ยงและความรุนแรงจากสภาพอากาศเหวี่ยงสุดขั้วรายละเอียดเชิงพื้นที่
2. สร้างความเข้าใจและความตระหนักต่อความเสี่ยง และระดับความรุนแรงเชิงพื้นที่
3. พัฒนาแผนงาน ฯ โครงการฯป้องกันลดผลกระทบ และการปรับตัว
4. ออกแบบ และประเมินราคาแผนงาน และโครงการฯ
5. จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนและบรรจุแผนงานฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ
6. ติดตามประเมินสถานการณ์เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการจัดการ
นอกจากนั้น ยังมีผู้เชี่ยวชาญอีกหนึ่งท่าน ที่อธิบายถึงปรากฎการณ์ สภาพอากาศเหวี่ยงสุดขั้ว ไว้เช่นกัน นั่นคือ ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Sonthi Kotchawat ระบุโลกร้อนขึ้น..ฤดูหนาว..หนาวปากสั่น ส่วนฤดูร้อน..ร้อนเหงื่อตก! โดยเน้นย้ำว่า
ทั้งนี้ อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น จะทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather) เกิดขึ้นได้บ่อย ก่อให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง อากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง ลมพายุรุนแรงเกิดบ่อยครั้ง ฝนตกหนักกว่าปกติ ฤดูหนาวเกิดอากาศหนาวเย็นอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ
และ ดร.สนธิ ยังระบุด้วยว่า ปี 2024 ประเทศไทยอยู่สภาวะลานีญากำลังแรง มีฝนตก น้ำท่วมหนัก แต่ในเดือนเมษายน-พฤษภาคมกลับมีอุณหภูมิสูงสุงถึง 44 องศาฯ ไม่แน่ฤดูว่าร้อนปี 2025 ลานีญาอ่อนกำลังลงเข้าสู่ภาวะเป็นกลางระหว่างลานิญาและเอลนีโญ ประเทศไทยอาจร้อนสุดขีดก็ได้
นอกเหนือจากคนทั่วไปที่จะต้องเตรียมปรับตัวเพื่อรับมือกับ Weather Whiplash หรือ สภาพอากาศเหวี่ยงสุดขั้ว แล้ว ภาคธุรกิจหรือภาคอุตสาหกรรม ก็จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อตั้งรับกับวิกฤตการณ์นี้ด้วย โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เน้นย้ำว่าภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ไม่สามารถมองว่า Weather Whiplash เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในภาคตะวันออกของไทย จำเป็นต้องหยุดการผลิตเพราะภัยแล้งรุนแรงที่ทำให้ขาดแคลนน้ำสำหรับกระบวนการผลิต
และเมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น โรงงานกลับมาผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้อีกครั้ง แต่เพียงไม่นาน กลับต้องเผชิญกับฝนที่ตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันทำให้สินค้าคงคลังเสียหายและการขนส่งเกิดความล่าช้าเกิดขึ้น นี่จึงถือเป็นภาพสะท้อนของ “Weather Whiplash” ที่กำลังส่งผลต่อ โลจิสติกส์ การผลิต พลังงาน เกษตรกรรม ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดย BOI ชี้ว่า “Weather Whiplash” ส่งกระทบธุรกิจต่อภาคธุรกิจได้หลากหลายด้าน ดังนี้
ต้นทุนพุ่ง ซัพพลายเชนสะดุด : จากการที่วัตถุดิบขาดแคลน แหล่งน้ำไม่พอใช้ในการผลิต ไฟฟ้าดับจากภัยพิบัติ โดยทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วแบบไม่มีสัญญาณเตือน
ของแพงขึ้น แต่กำไรอาจไม่ได้เพิ่มขึ้น : ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ค่าขนส่งสูงขึ้น ค่าแรงกระทบทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจที่ไม่มีแผนสำรองอาจต้องลดขนาดหรือปรับโมเดลธุรกิจ
นักลงทุนและลูกค้ารุ่นใหม่ “เลือกข้าง” ชัดเจน : นโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Environmental, Social, Governance : ESG) จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือเงื่อนไขมาตรฐานใหม่ของโลกธุรกิจ อีกทั้ง กองทุนระดับโลกลดการลงทุนในธุรกิจที่สร้างมลพิษ ผู้บริโภคหันไปหาแบรนด์ที่ใส่ใจความยั่งยืนมากขึ้น
ดังนั้น Weather Whiplash จึงไม่ใช่แค่เรื่องของภัยธรรมชาติ แต่ยังเป็นบททดสอบการปรับตัวของภาคธุรกิจอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ BOI จึงขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวคิด “BOI x ความยั่งยืน” เพื่อสะท้อนโอกาสของภาคธุรกิจกับมาตรการสนับสนุนยุคโลกรวน ซึ่ง BOI เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงผ่านมาตรการต่างๆ เช่น
1. มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart & Sustainable Industry
สนับสนุนให้โรงงานอัปเกรดเครื่องจักร ลดมลพิษ ใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์หรือพลังงานสะอาดเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล
2. มาตรการส่งเสริมกิจการที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
ส่งเสริมธุรกิจรีไซเคิล ธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะและพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ไฮโดรเจน สนับสนุนธุรกิจบริการด้านจัดการพลังงาน และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพื่อลดมลพิษ
3. กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับบางธุรกิจให้ใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กำหนดให้ภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงต้องใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
ส่งเสริม Smart Environment เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการส่งเสริมธุรกิจพัฒนาพื้นที่เมืองอัจฉริยะ
4. มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม
สนับสนุนโครงการที่ช่วยชุมชน เช่น เกษตรแม่นยำ ลด PM2.5 และการจัดการขยะชุมชน
อย่างไรก็ตาม บีโอไอ ยังได้เน้นย้ำให้ภาคธุรกิจของไทยตระหนักว่า “ธุรกิจที่ปรับตัวก่อน = ได้เปรียบก่อน” เนื่องจากพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียนกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ภาคธุรกิจจึงต้องลงทุนในโซลูชันที่ลดผลกระทบจากอากาศแปรปรวน ใช้ Big Data คาดการณ์ความเสี่ยง และไม่พึ่งพาแหล่งผลิตเพียงจุดเดียว รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่ช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านง่ายขึ้น ลดต้นทุนพลังงาน และได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีด้วย

ตามติดประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อหลายภาคส่วน

ทางเลือกทางรอดของกรุงเทพฯ เพื่อหลุดจาก Top 5 เมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก

เมื่อสภาพภูมิอากาศพลิกเกม! วิกฤตผักกาดขาว กระหน่ำกิมจิเกาหลีใต้

นี่คือการเดินทางสู่อันตราย สู่มหันตภัยเลวร้าย! เมื่อ “ไทย” เป็น 1 ใน 13 ประเทศ ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุดจากปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.84
Next articleไทยเอาไง เมื่อ “สิงคโปร์” เร่งสร้าง Tuas Port หวังทุบสถิติท่าเรือขนส่งสินค้าอัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์