Saturday, August 29, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.86

“อีอีซี” พลิกโฉม AI ไทย ก้าวสู่แถวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาค

ศูนย์ธุรกิจ EEC

EBC Financial Group (EBC) ติดตามแนวโน้ม AI ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นชาติที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัญญาประดิษฐ์ ผ่านการลงทุนในโครงการวิจัย การสนับสนุนสตาร์ทอัพด้าน AI และการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยี (Data Center) โดยรัฐบาลไทยตั้งเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีสัดส่วน 30% ของ GDP ภายในปี 2030 กลยุทธ์นี้ได้รับการสนับสนุนผ่านการลงทุนขนาดใหญ่จากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก รวมถึง Google ที่ประกาศลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 36,000 ล้านบาท) ในประเทศไทย โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้สร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกของ Google ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  (EEC)
พื้นที่อีอีซีถือเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการพัฒนา AI โดยเฉพาะในด้านการผลิตระบบอัตโนมัติ (Automation) การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพด้าน AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการบ่มเพาะธุรกิจ (Incubators) และตัวเร่งการเติบโต (Accelerators) ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในหลากหลายสาขา เช่น ฟินเทค (Fintech) AI ด้านการแพทย์ และหุ่นยนต์ เพื่อเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาค 

“เกาะสมุย” แชมป์ต่างชาติจองโรงแรมเที่ยวสงกรานต์ จุดหมายปลายทางเข้าพักนานที่สุด

ท่องเที่ยวเกาะสมุย

ข้อมูลจาก SiteMinder ผู้นำแพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายห้องพักและจัดการรายได้ระดับโลก ระบุช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 68 ประเทศไทยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็น 86% ของยอดจองโรงแรมวันที่ 10-17 เม.ย. 68 เพิ่มขึ้น 15% โดยเกาะสมุยมียอดจองเพิ่มขึ้นสูงถึง 65% รองลงมา คือ เชียงใหม่ เพิ่มขึ้น 41% และ กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 20% คาดว่าจะสร้างรายได้ท่องเที่ยวกว่า 2 หมื่นล้านบาท
สำหรับระยะเวลาการเข้าพักในโรงแรมทั่วประเทศไทยช่วงสงกรานต์เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉลี่ยจาก 2.41 คืน เป็น 2.59 คืน ขณะที่ เกาะสมุยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวเข้าพักนานที่สุด เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.5% จาก 3.74 คืน เป็น 3.80 คืน มีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน เพิ่มขึ้น 38% เป็น 11,073 บาท

“สิงคโปร์” ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ หนุนโอกาสผู้ประกอบการไทย

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุรายงานจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์ ถึงแนวโน้มตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพในสิงคโปร์ มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาขนมที่ดีต่อสุขภาพและเหมาะกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ รวมถึงกลุ่มประชากรสูงอายุที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมมากขึ้นในสิงคโปร์ ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพที่ดีทั้งในด้านการผลิตและการส่งออกขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เนื่องจากไทยเป็นแหล่งวัตถุดิบคุณภาพสูงที่มีความหลากหลาย ประกอบกับความสามารถด้านการแปรรูปอาหาร จึงควรมองหาโอกาสในการขยายตลาดขนมขบเคี้ยวเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษี “ยานยนต์” นำเข้าเพิ่ม 25%

เมื่อวันพุธ (26 มี.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามคำประกาศใช้มาตรา 232 ของรัฐบัญญัติขยายการค้า ปี 1962 ซึ่งระบุแผนการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมร้อยละ 25 กับยานยนต์ทุกประเภทและชิ้นส่วนยานยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. เป็นต้นไป เพื่อรับมือกับภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ
ทำเนียบขาวเผยว่าการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมร้อยละ 25 จะบังคับใช้กับยานยนต์นั่งโดยสาร (ซีดาน เอสยูวี ครอสโอเวอร์ มินิแวน และรถตู้สินค้า) และรถบรรทุกเบา รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญ (เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ระบบส่งกำลัง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) พร้อมเปิดทางให้มีการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับชิ้นส่วนอื่นๆ อีกหากจำเป็น
นอกจากนั้นผู้นำเข้ายานยนต์ภายใต้ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) จะมีโอกาสยื่นขอการรับรองชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ เพื่อถูกจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมร้อยละ 25 กับชิ้นส่วนยานยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ เท่านั้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีศุลกากรร้อยละ 2.5 กับยานยนต์นำเข้า และร้อยละ 25 กับรถบรรทุกเบานำเข้า โดยยานยนต์ที่ผ่านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา จะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรเหล่านี้ ทว่าคำประกาศล่าสุดบ่งชี้การจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมร้อยละ 25 จากอัตราที่มีอยู่เดิม
ทรัมป์อ้างว่าการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมนี้จะกระตุ้นการย้ายฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ มากขึ้น สร้างรายได้ใหม่แก่รัฐบาล และช่วยลดหนี้สินของประเทศ แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าจะกลายเป็นตัวผลักดันราคายานยนต์สูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่เผชิญปัญหาราคาสินค้าพุ่งสูงอยู่แล้วในเวลานี้
แกรี ไคลด์ ฮัฟเบาเออร์ นักวิชาการอาวุโสประจำสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน แสดงความเห็นว่านี่ส่งผลกระทบใหญ่ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ หุ้นของฟอร์ด (Ford) และจีเอ็ม (GM) ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว โดยต้นทุนที่สูงขึ้นจะลดความต้องการซื้อ โดยเฉพาะเมื่อสถานะการเงินของผู้บริโภคอ่อนแอ รวมถึงอาจทำให้เกิดการตกงานครั้งใหญ่ในกลุ่มบริษัทยานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ (ที่มา : ซินหัว)