ในวันที่ 4 เมษายนที่จะถึงนี้ “ไทย” เราจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม BIMSTEC ครั้งที่ 6 เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจทุกมิติ ภายใต้ความท้าทายในวิกฤตการณ์โลก
ถือเป็นการประชุมในระดับผู้นำครั้งแรก ในรัฐบาลภายใต้การนำของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี โดยจะมีการนำเสนอประเด็นสำคัญ อาทิ “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030”
เป็นการกำหนดเป้าหมาย และทิศทางอย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมให้ BIMSTEC เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็ฯการยกระดับความร่วมมือในการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงกฎระเบียบสำหรับกลไกการดำเนินงาน ภายใต้กรอบ BIMSTEC
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีการประกาศปฏิญญาการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งใหม่ โดยคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้ง 7 ประเทศ ทั้งในมิติเชิงเศรษฐกิจ มิติทางสังคม มิติด้านความมั่นคง และมิติเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

BIMSTEC ย่อมาจาก The Bay of Bengal Initiative for Multi-Sector Technical and Economic Cooperation หรือ “ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ”
โดย BIMSTEC มีสมาชิกทั้งหมด 7 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา และ “ไทย”
โดยในครั้งนี้ “ไทย” เราจะรับตำแหน่งประธาน BIMSTEC ต่อจากศรีลังกา เมื่อปี ค.ศ. 2022
ซึ่ง “ไทย” จะนำเสนอวิสัยทัศน์ PRO BIMSTEC เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนความร่วมมือในช่วงที่ “ไทย” เราเป็นประธาน BIMSTEC
ทั้งนี้ เป็นไปเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หลัง COVID-19 และการรับมือความท้าทายในวิกฤตการณ์โลก
ผ่านการขับเคลื่อนในมิติต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกสาขา ทั้งในมิติเชิงเศรษฐกิจ มิติทางสังคม มิติด้านความมั่นคง และมิติเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
ส่วน Global South เป็นปรากฏการณ์ใหม่เรียกว่า South-South Cooperation หรือ SSC ของ “กลุ่มประเทศโลกใต้”
จัดตั้งขึ้นเพื่อท้าทายกลุ่มประเทศโลกเหนือ ที่ผูกขาดการเมืองโลก และเศรษฐกิจโลกมาอย่างยาวนาน
ปรากฏการณ์นี้ ดำรงอยู่ภายใต้บริบทการย้ายฐานการผลิตจากกลุ่มประเทศโลกเหนือไปยังกลุ่มประเทศโลกใต้ ซึ่งส่งอิทธิพลต่อนโยบายทางการทูตของประเทศมหาอำนาจในกลุ่มประเทศโลกใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จีน”

ดังนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจสมัยใหม่ ที่กำลังก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาของการเพิ่มศักยภาพในการเติบโต และก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ของกลุ่มประเทศโลกใต้ ภายใต้ความพยายามดำเนินการอย่างมุ่งเป้า
เพื่อปลดแอกการกดขี่ที่มีมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก้าวข้ามเส้นแบ่งทางการเมือง “ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่” ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมือง ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปลดแอกอาณานิคม
Global South เป็นการบัญญัติศัพท์ของ Carl Oglesby นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญของโลกในปี ค.ศ. 1969
โดย Global South เป็นคำที่มีนัยสื่อถึง “ประเทศกำลังพัฒนา” หรือ “ประเทศโลกที่สาม” หรือ Third World ในยุคที่โลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม
“โลกที่หนึ่ง” คือคำนิยามของกลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยระบบทุนนิยมก้าวหน้าผ่านการผลิตแบบ Mass Production
“โลกที่สอง” คือคำนิยามของกลุ่มประเทศที่ปกครองแบบสังคมนิยม นำโดย “สหภาพโซเวียต”
“โลกที่สาม” คือ “ประเทศกำลังพัฒนา” หรือประเทศที่ยังไม่มีอำนาจในการปกครองตัวเอง อยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าอาณานิคม
ที่ผ่านมา คำว่า “โลกที่สาม” มักถูกให้ความหมายในทางลบ หมายถึง ประเทศที่ยังทนทุกข์ทรมานจากความยากจน สกปรก ไม่มั่นคง
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความขัดแย้งในประเด็นสงครามการค้า ที่เป็นผลมาจากความตึงเครียดระหว่าง 2 ขั้วมหาอำนาจโลกในปัจจุบัน คือ “สหรัฐ” และ “จีน”
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Global South ค่อยๆ ทยอยก้าวขึ้นมามีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อินเดีย” ประเทศที่มีคนยากคนจนมากที่สุด ผู้ได้รับการคาดการณ์จาก Goldman Sachs สถาบันทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกว่า จะผงาดขึ้นสู่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
ซึ่งในปัจจุบัน หลายประเทศได้ล็อคเป้า เพื่อดึงดูด “นักท่องเที่ยวอินเดีย” เข้าประเทศมากกว่าการพึ่งพานักท่องเที่ยวจากจีนแล้ว
สมาชิก Global South มีรากฐานของกลุ่ม G77 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อทศวรรษ 1960 เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันในองค์การสหประชาชาติ
ประกอบด้วย 134 ชาติจากอเมริกากลาง อเมริกาใต้ แอฟริกา เอเชีย และโอเชียเนีย ที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอด Voice of the Global South แบบเสมือนจริงครั้งแรกที่อินเดียเมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2023












