การใช้เวลาเพียง 7.2 วินาที โอนเงิน “ดิจิทัลหยวน” จากจีนไปยังคู่ค้าในต่างประเทศ และค่าธรรมเนียมการโอนที่ลดลงถึง 98% เมื่อเทียบกับการโอนเงินดอลลาร์ผ่านระบบ SWIFT ซึ่งใช้เวลาทำธุรกรรมนาน 3-5 วัน กำลังกลายเป็น “ศึกใหม่” ของสงครามการเงิน และบทบาทของเงินหยวนในการยกระดับสู่เทคโนโลยีการเงินยุคใหม่ ราวกับจะผลักไส “ดอลลาร์” กลับไปสู่ “ยุคหิน” ยังไงยังงั้น
การประกาศระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนด้วย “ดิจิทัลหยวน” หรือ e–CNY ของ ธนาคารกลางจีน (PBOC) เชื่อมต่อกับ “10 ประเทศอาเซียน” และ “6 ประเทศตะวันออกกลาง” ด้วยระบบชำระเงินระหว่างธนาคารข้ามพรมแดนเวอร์ชัน CIPS 2.0 นับเป็นการฉีกหน้าเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างรุนแรง
จีนได้ทดลองทำธุรกรรมแรก โอนเงินค่าอะไหล่รถยนต์ 120 ล้านหยวน (16.5 ล้านดอลลาร์) จาก เมืองเสิ่นเจิ้น ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย ปรากฏว่าใช้เวลาในการโอนเงินเพียง 7.2 วินาทีเท่านั้น เร็วกว่าการโอนเงินดอลลาร์ผ่านระบบ SWIFT ที่ใช้เวลาทำธุรกรรมนานถึง 3-5 วัน ขณะที่ค่าธรรมเนียมการโอนลดลงถึง 98% ถูกกว่าการโอนผ่านระบบ SWIFT ซึ่งต้องชำระค่าธรรมเนียมผ่านคนกลางหลายเท่าตัว
มีการเปรียบเทียบด้วยภาพที่ชัดและเข้าใจง่ายคือ ถ้าใช้ระบบ SWIFT โอนเงินระหว่างประเทศ 100,000 ดอลลาร์ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการโอน 4.95% หรือ 4,950 ดอลลาร์ ประมาณ 165,800 บาท และใช้เวลาขั้นต่ำ 3 วัน แต่ถ้าโอนผ่านระบบ CIPS 2.0 ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ 0.12 ดอลลาร์ หรือประมาณ 4 บาทเท่านั้น และใช้เวลาโอนเพียง 7.2 วินาที ต่างกันราวฟ้ากับเหว
จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน เริ่มหันมาใช้ดิจิทัลหยวนชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างกันสูงถึง 90% ในปี 2025
ขณะที่ Saudi Aramco บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ได้ขายน้ำมันดิบให้กับ Sinopec บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของจีน โดยกำหนดราคาเป็นเงินดิจิทัลหยวนถึง 65% ลดต้นทุนการชำระเงินในระบบการค้าที่มีมูลค่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ลงกว่า 90%
ที่น่าเซอร์ไพร้สมากกว่านั้นคือระบบ CIPS 2.0 สามารถโอนเงินได้แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต จากการทดสอบของธนาคาร DBS ประเทศสิงคโปร์ โดยใช้ระบบ “offline payment” ปรากฏว่า CIPS 2.0 สามารถโอนเงินได้โดยไม่ต้องเข้าอินเตอร์เน็ต และเมื่อใช้เทคโนโลยี Smart Contact (การกำหนดขั้นตอนทำธุรกรรมอัตโนมัติล่วงหน้าโดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง) CIPS 2.0 ก็สามารถโอนเงินให้โดยอัตโนมัติ เมื่อสินค้าไปถึงท่าเรือปลายทาง

นอกจากนี้ โครงสร้างบล็อกเชนของดิจิทัลหยวน ยังติดตามการทำธุรกรรมได้ทุกขั้นตอน ป้องกันการฟอกเงินโดยอัตโนมัติ ดังกรณีตัวอย่างจากธนาคารกลาง UAE ได้ทดลองใช้ระบบ CIPS 2.0 ตรวจจับการฟอกเงินผิดกฎหมายที่โอนเงินผ่านบัญชีถึง 16 บัญชี ซึ่ง AI ของระบบสามารถตรวจจับได้ในเวลา 0.3 วินาที ในขณะที่ระบบ SWIFT ต้องใช้คนในการช่วยสกรีนถึง 85% เสียเงินและเวลามากกว่ามหาศาล ส่งผลให้วันนี้การค้าระหว่างประเทศประมาณ 38% หลีกเลี่ยงการใช้ดอลลาร์ในระบบ SWIFT ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน
โลกกำลังกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงดอลลาร์ แม้กับพวกที่เป็นมิตรกับสหรัฐก็มองว่าจำเป็นต้องเลือกระบบชำระเงินทางอื่นที่ไม่ต้องพึ่งพิงระบบ SWIFT และดอลลาร์เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ประเด็นของความน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค ด้วยการสร้างระบบชำระเงินใหม่ๆ ขึ้นมา และกระบวนการนี้จะเดินหน้าต่อไป
การพัฒนาระบบการค้าของสมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจ BRICS ด้วยการหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นสำหรับชำระสินค้านำเข้าจากอินเดีย จีน และ รัสเซีย ชาติสมาชิกหลักของกลุ่ม BRICS รวมถึงบราซิลและแอฟริกาใต้ ข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุสัดส่วนของดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศของโลก ลดลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ ที่ 58% ในไตรมาส 4 ของปี 2022 สวนทางกับสถานะของหยวนในตลาดโลกกำลังเติบโตขึ้น
จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ระบุว่า สัดส่วนของของหยวนในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านตลาดอย่างไม่เป็นทางการ เพิ่มขึ้นจากระดับเกือบ 0% เมื่อ 15 ปีก่อน เป็น 7% ในปี 2023 หลายประเทศเริ่มเพิ่มทางเลือกใหม่ในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน โดยเฉพาะประเทศที่ต้องค้าขายกับจีนที่หันมาใช้เงินสกุลท้องถิ่นและเงินหยวนแทน
ต้องติดตามดูว่า “ดอลลาร์” จะแก้เกมนี้อย่างไร
Post Views: 3,231