ธุรกิจไทย ต้องปรับตัวและสร้าง Ecosystem อย่างไร เพื่อดึงดูด การลงทุน Data Center จากทั่วโลก

ที่ผ่านมา แม้ว่าผู้ประกอบการของไทยจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของ การลงทุน Data Center ของบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลก และความต้องการใช้บริการ Data Center จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2567-2571 แต่ต้องยอมรับว่าผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำของโลกยังแสดงความสนใจที่จะลงทุน Data Center ในประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ อีกด้วย

และเพื่อให้ไทยไม่ตกขบวนรถไฟแห่งโอกาสนี้และสามารถดึงดูดการลงทุน Data Center ได้มากขึ้นในอนาคต แล้วภาครัฐและเอกชนของไทยควรต้องปรับตัวอย่างไร บทความวิเคราะห์จาก Krungthai Compass เรื่อง “ธุรกิจ Data Center โตแรง หนุนธุรกิจใน Ecosystem” มีคำตอบ

อัปเดตสถานการณ์ การลงทุน Data Center ในไทย

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจในการลงทุน Data Center และมีศักยภาพที่เป็น Data Center Hub ในอาเซียน ทั้งในแง่ของทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ใจกลางของอาเซียน ซึ่งทำให้สามารถขยายการให้บริการ Data Center ไปยังประเทศอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบอินเทอร์เน็ตและกฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุน Data Center จึงสามารถดึงดูดให้ผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำของโลกเข้ามาลงทุน Data Center ในไทยมากขึ้น
KrungthaiCOMPASS คาดว่าขนาด Data Center ของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 13.9 เท่า ในช่วงปี 2566-71 ซึ่งก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นราว 3.2 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของ
1) กลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เช่น Microsoft Google และ TikTok
2) กลุ่มผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำในระดับภูมิภาค เช่น CtrlS NEXTDC และ Beijing Haoyang Cloud Data Technology

และแนวโน้มการลงทุน Data Center ดังกล่าวนี่เองที่คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการของไทยในระหว่างที่พัฒนา Data Center ราว 1.3 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2567-71 โดยธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์มากที่สุด คือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างและอาคาร ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กลุ่มธุรกิจนี้ราว 4.8 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีสัดส่วนความจุของ Data Center ต่อปริมาณการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลก เพื่อให้ไทยมีสัดส่วนดังกล่าวในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของโลก สามารถเพิ่มลงทุน Data Center ได้อีก 1.1 เท่า จากขนาด Data Center ในปี 2571 จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ให้บริการ Data Center ที่เข้ามาลงทุนในไทย
ในส่วนรายได้จากการบริการ Data Center ของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 5.7 หมื่นล้านบาทในปี 2566 เป็น 1.5 แสนล้านบาท ในปี 2571 หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 21.3% CAGR โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการใช้บริการ Public Cloud เพื่อสนับสนุนการฝึกอบรมโมเดล AI และการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามความต้องการใช้ AI และการลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทย
ความต้องการใช้บริการ Data Center ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกทั้ง Data Center ที่มีแนวโน้มที่จะใช้สาธารณูปโภคด้านพลังงานและดิจิทัลเพิ่มขึ้นตามขนาด Data Center ในช่วงที่เปิดให้บริการ คาดว่าจะทำให้รายได้จากให้บริการติดตั้งระบบ Cloudและการให้บริการสาธารณูปโภคแก่ Data Center ในประเทศของผู้ประกอบการของไทยเพิ่มขึ้นจาก 2.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2566เป็น 8.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2571 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 31.7% CAGR โดยธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตโดดเด่นในส่วนของการให้บริการแก่ Data Center ในไทย คือ ธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งมีอัตราเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 71.6% และ 62.2% ตามลำดับ

Data Center

แชร์แนวทางในการปรับตัวเพื่อดึงดูด การลงทุน Data Center จากต่างประเทศ

เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน Data Centerในไทย ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยควรปรับตัวตามแนวทาง ดังนี้
1. เพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายของการเชื่อมต่อข้อมูลอินเทอร์เนตด้วยการเพิ่มสถานีเคเบิ้ลใต้น้ำ โดยปัจจุบันไทยมีจำนวนสถานีเคเบิลใต้น้ำน้อยกว่าอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย จึงทำให้ไทยมีความสามารถในการรองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศได้น้อยกว่าประเทศเหล่านี้ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ไทยสามารถขยายการลงทุนเพิ่มสถานีเคเบิ้ลใต้นำเพื่อให้สามารถรองรับการเก็บข้อมูลจากต่างประเทศได้มากขึ้น
2. อนุญาตให้ผู้ให้บริการ Data Center ใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของภาคเอกชนผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของภาครัฐ โดยไม่คิดค่าระบบบริการดังกล่าว เพื่อให้สามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในราคาที่ถูกลง โดยหากผู้ให้บริการ Data Center ซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ของภาคเอกชนผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของภาครัฐ โดยไม่ต้องเสียค่าบริการระบบดังกล่าว ซึ่งคล้ายคลึงกับนโยบายของอินเดีย จะทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นสามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในราคาที่ไม่สูงกว่าค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยของประเทศใน อาเซียน อย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย
3. ขยายระยะเวลาการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและพิจารณาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับ Data Center ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยปัจจุบันไทยให้ระยะเวลาในการใช้สิทธิการยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ต่างๆใน Data Center และภาษีเงินได้เป็นเวลา 8 ปี ซึ่งสั้นกว่า มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเวลา 10-20 ปี นอกจากนั้น มาเลเซียและอินโดนีเซียยังให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับ Data Center ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ภาครัฐสามารถขยายระยะเวลาการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เทียบเท่ากับมาเลเซียและอินโดนีเซีย รวมทั้งให้สิทธิประโยชนทางภาษีเพิ่มเติมแก่ Data Center ในพื้นที่ EEC

4. เพิ่มบุคลากรด้านไอทีของไทยผ่านการจัดทำโครงการฝึกงานร่วมกับผู้ให้บริการ Data Center โดยที่ภาครัฐให้เงินสนับสนุนค่าจ้าง โดยไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ด้านดิจิทัลน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ และ มาเลเซีย และยังขาดแคลนบุคลากรด้านไอที จึงทำให้บริษัทด้านเทคโนโลยเลือกตั้งสำนักงานในประเทศไทยน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ดังนั้น ภาครัฐสามารถร่วมมือกับผู้ให้บริการ Data Center เพื่อพัฒนาโครงการฝึกงานที่เน้นปฏิบัติงานจริง และสนับสนุนค่าจ้างในระหว่างที่ฝึกงาน ซึ่งคล้ายคลึงกับโครงการ Amazon’s Data Center Apprenticeship Program ของสหราชอาณาจักร เพื่อเพิ่มบุคลากรที่มีทักษะด้านไอทีที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน
5. ดึงดูดผู้ผลิตส่วนประกอบของ Data Center มาตั้งฐานการผลิตในไทยผ่านการให้เงินสนับสนุน เพื่อให้ผู้ให้บริการ Data Center สามารถซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ในราคาที่ลดลง โดยหากภาครัฐสามารถให้เงินสนับสนุนตามยอดขายที่เพิ่มขึ้นให้ผู้ผลิตส่วนประกอบของ Data Center ที่ผลิตในไทย สามารถกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นเร่งขายสินค้าให้ผู้ให้บริการ Data Center ในราคาที่ถูกลง ซึ่งทำให้ไทยมีความน่าสนใจในการลงทุน Data Center ในแง่ของต้นทุนการพัฒนา Data Center มากขึ้น ซึ่งคล้ายคลึงกับโครงการ Production Linked Incentive Scheme (PLI) ของอินเดีย
6. ปรับปรุงกระบวนการอนุมัติการลงทุนของอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งรวมถึงธุรกิจให้บริการ Data Center ให้มีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น โดยปัจจุบันภาครัฐของไทยใช้เวลาในการอนุมัติการลงทุน Data Center เฉลี่ยราว 60 วัน ซึ่งยาวนานกว่าอินโดนีเซีย อินเดีย และเวียดนาม เพื่อลดระยะเวลาและความซับซ้อนในการอนุมัติ ภาครัฐสามารถจัดทำแพลตฟอร์มการพิจารณาและอนุมัติการลงทุนแบบรวมศูนย์ ซึ่งรวบรวมกระบวนการอนุมัติของฝ่ายต่างๆ ในแพลตฟอร์มเดียว และมีฟีเจอร์ที่สามารถติดตามความคืบหน้าของการอนุมัติโครงการ ซึ่งคล้ายคลึงกับแพลตฟอร์ม single window system ของอินเดีย เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการ Data Center ได้รับการอนุมัติจากภาครัฐได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น

แชร์ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมด้าน Data ของไทย

เปิดตัว ‘Medical AI Data Platform’ แพลตฟอร์มกลางของไทยเพื่อพัฒนา AI วินิจฉัยโรค

Data Center หมุดหมายการลงทุนยุคใหม่ในไทย

เนคเทค สร้างต้นแบบ แพลตฟอร์ม Data Sharing for Thais ใช้พลังแห่งข้อมูลขับเคลื่อน พัฒนาประเทศไทยในทุกมิติ