ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ แชร์มุมมองสำคัญเพื่อต่อยอดและพัฒนา ‘ยุทธศาสตร์ AI ของไทย’

ในการสัมมนา “Decoding Thailand AI Future strategy for competitive” ณ งานประชุมวิชาการ สวทช. (NAC2025) ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางและ ยุทธศาสตร์ AI ของไทย ไว้อย่างน่าสนใจในหลากหลายประเด็น ดังนี้


AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือหัวใจของการแข่งขันยุคใหม่

ดร.สมเกียรติ ชี้ว่า AI ได้แทรกซึมไปในทุกวงการ แม้กระทั่งวงการวิทยาศาสตร์ จนเกิดประเด็นการให้รางวัลโนเบลแก่ผู้พัฒนา AI ที่ช่วยในการค้นพบทางฟิสิกส์และเคมี (เช่น การทำนายโครงสร้างโปรตีน) นี่แสดงให้เห็นว่า AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรมยุคใหม่ โลกอนาคตอาจแบ่งคนเป็น 4 กลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่เก่งและใช้ AI อย่างเชี่ยวชาญ (Smart Cyborgs) ไปจนถึงกลุ่มที่อาจตามไม่ทันและใช้ AI ไม่เป็น (Plain Humans) ซึ่ง AI จะเป็นตัวขยายความสามารถของคน บริษัท และประเทศอย่างชัดเจน

AI Nations

มองเทรนด์ AI โลก : แพงสุดขั้ว สู่ ถูกลงอย่างรวดเร็ว

พัฒนาการของ AI ในช่วงที่ผ่านมามี 2 ทิศทางที่น่าสนใจ หนึ่งคือ โมเดล AI ที่เก่งที่สุด (State-of-the-art) มีขนาดใหญ่ขึ้น เก่งขึ้น แต่ก็มีต้นทุนการพัฒนาที่สูงขึ้นมหาศาล จนแทบจำกัดอยู่แค่ในมือบริษัทยักษ์ใหญ่ (Big Tech) แต่อีกทิศทางหนึ่งคือ ต้นทุนในการพัฒนา AI ที่มีประสิทธิภาพ “ดีพอใช้” สำหรับงานส่วนใหญ่ กลับลดลงอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด (Exponential) นอกจากนี้ยังมีเทคนิคใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดโมเดล AI ขนาดเล็กลง แต่ยังคงความสามารถไว้ได้ ทำให้ AI สามารถทำงานบนอุปกรณ์ขนาดเล็กได้ง่ายขึ้น

ย้อนมองแผน ยุทธศาสตร์ AI ของไทย ชวนตั้งคำถามถึงแนวคิดและทิศทาง

ดร.สมเกียรติ ตั้งข้อสังเกตต่อแผน ยุทธศาสตร์ AI ของไทย ว่า แม้จะมีความพยายามที่ดี แต่รูปแบบการวางแผนอาจยังมีจุดที่ต้องพิจารณา แผนฯ มักเน้นความครอบคลุมในหลายๆ ด้าน (เช่น จริยธรรม โครงสร้างพื้นฐาน กำลังคน วิจัย การประยุกต์ใช้) ซึ่งอาจทำให้ขาดการมุ่งเน้นที่ชัดเจน นอกจากนี้ แนวคิดมักเป็นแบบ “Supply-side” คือเน้นสร้างปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ก่อน แล้วค่อยหาทางนำไปใช้ ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์เท่าแนวคิดแบบ “Demand-side” ที่เริ่มต้นจากความต้องการหรือปัญหาที่ต้องการแก้ไข แล้วค่อยวางแผนพัฒนาสิ่งที่จำเป็นมารองรับ ท่านยังตั้งคำถามถึงที่มาและความเหมาะสมของตัวเลขเป้าหมายต่างๆ ในแผน เช่น จำนวนคน หรือโจทย์จริงๆ ที่ AI ควรเข้ามาแก้ปัญหาให้ประเทศไทย ใช่เรื่องจริยธรรม หรือเป็นเรื่องการถูกหลอกลวงผ่านเทคโนโลยี หรือการยกระดับศักยภาพด้านอื่นๆ

เส้นทาง AI

6 ข้อเสนอแนะกำหนดทิศทาง AI ไทยจาก “โจทย์จริง”

ดร.สมเกียรติเสนอว่า ยุทธศาสตร์ AI ที่ดีของไทยควรเริ่มต้นจากการมอง “โจทย์ใหญ่” ของประเทศเป็นหลัก ซึ่งได้แก่
ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว : การเติบโตของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้แต่บริษัทใหญ่ก็เริ่มประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน
สังคมสูงวัย : ประเทศไทยกำลังแก่ก่อนรวย ทำให้ขาดแคลนแรงงานและกระทบการเติบโต
คุณภาพการศึกษา : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของเด็กลดลง ทักษะสำคัญอย่างภาษาอังกฤษอยู่ในอันดับท้ายๆ
เมื่อตั้งหลักจากโจทย์เหล่านี้แล้ว แนวทางการใช้ AI ที่เหมาะสมกับบริบทไทย อาจไม่ใช่การมุ่งสร้าง AI ที่ล้ำที่สุด แต่คือ การประยุกต์ใช้ (Adoption) AI ที่มีอยู่แล้วและราคาถูกลงเรื่อยๆ เพื่อ
เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) : นำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจและการผลิตอย่างจริงจัง ดังที่บริษัทต่างๆ เริ่มทำแล้ว เช่น การใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพสินค้า (Visual Inspection) หรือการคาดการณ์ความต้องการ (Demand Forecasting)
ยกระดับทักษะและการศึกษา : ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยครูในการออกแบบการสอน หรือช่วยนักเรียนที่เรียนตามไม่ทันให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ
เสริมจุดแข็งของประเทศ : ใช้ AI ต่อยอดในด้านที่ไทยเก่งอยู่แล้ว เช่น การแพทย์และสุขภาพ หรือการท่องเที่ยว (วิเคราะห์ข้อมูลนักท่องเที่ยวเพื่อการตลาดที่แม่นยำ)

วิจัยและพัฒนาที่ตอบโจทย์ : สร้างในสิ่งที่จำเป็น

สำหรับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ดร.สมเกียรติเห็นว่า ไทยไม่ควรแข่งขันสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่แพงมหาศาล แต่ควรมุ่งเน้น R&D ในส่วนที่ จำเป็นและไม่มีใครทำให้ หาก สวทช. หรือ เนคเทค เป็นเจ้าภาพในส่วนนี้จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก เช่น การพัฒนาโมเดลภาษาไทย (Thai LLM) ที่มีประสิทธิภาพ การสร้างคลังข้อมูล (Corpus) ภาษาไทยขนาดใหญ่และมีคุณภาพสูง การพัฒนาเทคโนโลยีจัดการเอกสารภาษาไทย และการทำให้ AI เข้าใจบริบทและเอกลักษณ์ความเป็นไทย สิ่งเหล่านี้คือส่วนที่ไทยต้อง “สร้างเอง”

 

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.121
Next articleNegative Ratings 3 ปัจจัยเสี่ยง สะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจลากยาว
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์