บทวิเคราะห์: มองอนาคต Game of Chicken ของ Donald Trump: จาก Zero-Sum ถึง Negative-Sum

หากเราพิจารณาแนวนโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศต่อต้านโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี ท่ามกลางความวิตกกังวลกรณีการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจ ในนาม Global South และ BRICS

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายที่จะมีการจัดเก็บภาษีศุลกากรอัตราใหม่ต่อจีน และชาติพันธมิตรอื่นๆ รวมถึงนโยบายภาษีชายเเดนกับเม็กซิโก เเละประเทศต่างๆ หรือนโยบายที่จะยกเลิก TPP เเละความต้องการเปิดการเจรจาใหม่ในเรื่อง NAFTA กับเม็กซิโก เเคนาดา
ต่อกรณีนี้ ในทางปฏิบัติแล้ว Donald Trump คงดำเนินการไม่ได้ทั้งหมด เพราะนั่นย่อมหมายถึง การเปิดสงครามการค้าโลก เสมือนสงครามโลกครั้งที่ 3 เลยทีเดียว
ทำให้มีการวิเคราะห์กันถึง “ทฤษฎีเกม” ที่ Donald Trump งัดออกมาเล่น ไม่ว่าจะโดยความตั้งใจของเหล่ากุนซือเบื้องหลัง Donald Trump ใน War Room หรือจะโดยไม่ตั้งใจก็ตาม
แต่ทั้งหมดมันล้วนเข้าข่ายความเป็น “ทฤษฎีเกม”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Chicken Game หรือ Game of Chicken
Game of Chicken เป็นเกมที่มี “ผู้เล่น 2 คน” และ “ทางเลือก 2 ทาง” เช่นเดียวกัน
โดยมี “สถานการณ์” หรือ “กติกา” คือ “ผู้เล่น 2 คน” ขับรถด้วยความเร็วสูงเข้าหากัน ฝ่ายไหน “หักหลบรถก่อน” จะเป็นฝ่ายแพ้ (หรือเป็น “ไก่อ่อน”)
ซึ่งหาก “ผู้เล่น” ทั้ง 2 ฝ่าย “ไม่หักหลบรถ” แน่นอนว่า รถก็จะชนกัน และจะทำให้ผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่าย เกิดความเสียหายอย่างมาก
ดังนั้น Game of Chicken จึงมีความคล้ายกับ “สงครามจิตวิทยา” หรือ “สงครามเย็น” ในอดีตนั่นเอง
เพราะใน “สงครามจิตวิทยา” นั้น วิธีทางจิตวิทยาสำหรับ “ผู้เล่น” Game of Chicken ก็คือ การพยายาม “ส่งสัญญาณ” ให้ “ผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม” เห็นว่า ตนจะ “ไม่หักหลบรถ” อย่างแน่นอน
ใครใจเด็ดกว่า ใครแน่วแน่กว่า ก็จะพุ่งตรงไปข้างหน้า บีบทำให้ “ผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม” ต้องยอม “หักหลบรถ”
แม้จะมี “ความเสี่ยง” คืออีกฝ่าย “ไม่หักหลบรถ” ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้ทั้ง 2 ฝ่าย
แต่วิธีดีที่สุดของ Game of Chicken ก็คือ การ Bluff หรือ “เกทับ” คล้ายกับรูปแบบของ “สงครามจิตวิทยา”
พูดอีกแบบก็คือ จะต้องมีการ “สื่อสาร” (ด้วยคำพูด ด้วยภาษากาย หรือด้วยการส่งสายตา) ให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า เราจะ “ไม่หักหลบรถ” อย่างแน่นอน!
แปลไทยเป็นไทยก็คือ วิธีดีที่สุดในการชนะ Game of Chicken ก็คือ “การสื่อสาร” นั่นเอง
หากเปรียบ Game of Chicken เทียบกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” กับ “จีน” ในขณะนี้
ก็คล้ายกับการทำ “สงครามจิตวิทยา” หรือ “สงครามเย็น” ระหว่างกันนั่นเอง

สงครามการค้ารอบใหม่

โดยหากวิเคราะห์สถานการณ์สงครามการค้าระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” กับ “จีน” ในขณะนี้
ผลลัพธ์ของการเจรจาที่อาจจะมีขึ้น ที่จะเปิดเป็นทางเลือกให้แต่ละฝ่ายในฐานะคู่เจรจาเลือกที่จะใช้ เพื่อจบภารกิจตามเป้าหมายของแต่ละฝ่าย สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะกล่าวคือ
1. Zero-Sum Game
Zero-Sum Game คือการวางเดิมพันไว้ที่กองกลาง สมมุติ 10 บาท ผู้ชนะในการเล่นเกมจะได้ 10 บาท และผู้แพ้ในการเล่นเกมจะเสีย 10 บาท
จะเห็นได้ว่า เมื่อมีผู้แพ้-ผู้ชนะ ไม่รายได้ก็รายหนึ่ง เงินกองกลางจะเหลือ 0 บาท การเจรจาในลักษณะนี้ คือการเจรจาแบบ “เกมศูนย์” หรือ Zero-Sum Game นั่นเอง
ดังนั้น บทสรุปของการเจรจา คือผู้ชนะ-ได้ และผู้แพ้-เสีย คล้ายกับการพนัน ที่ไม่ก่อให้เกิดการเพิ่มพูนของทุนจากผู้เล่นทั้งสองฝ่าย
2. Positive-Sum Game
บทสรุปของการเจรจาแบบ Positive-Sum Game จะเป็นไปในลักษณะ Win-Win คือทุกฝ่ายได้ประโยชน์ แต่ก็อาจจะมีผู้ Win มาก หรือ Win น้อยก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของคู่เจรจา
3. Negative-Sum Game
บทสรุปของการเจรจาแบบ Negative-Sum Game จะไม่สามารถหาข้อยุติได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีใครยอมใคร ดังนั้น คู่เจรจามักพยายามหลีกเลี่ยงการเจรจาในลักษณะนี้
ทั้งหมดนี้ รวมเรียกว่า “ทฤษฎีเกม” หรือ Game Theory ซึ่งเป็นองค์ความรู้หนึ่งในแขนงของ “คณิตศาสตร์ประยุกต์” ครับ
“ทฤษฎีเกม” เป็นการมุ่งศึกษาเกี่ยวกับ “การตัดสินใจ” แบบ “เป็นเหตุเป็นผล” ของ “ผู้เล่น” หลายฝ่าย ที่มีปฏิสัมพันธ์กัน
ประเด็นสำคัญก็คือ “ผู้เล่น” หลายฝ่าย ที่มีปฏิสัมพันธ์กันนั้น มักจะ “ตัดสินใจ” โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน และ “ตัดสินใจ” ตามเป้าหมายของตนเอง โดยพยายามให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด หรือไม่ผิดพลาดเลย
องค์ประกอบที่สมบูรณ์ของ “ทฤษฎีเกม” ประกอบด้วย “ผู้เล่น” กับ “ทางเลือก” หรือ “กลยุทธ์” ครับ โดย “ทางเลือก” นี้เองที่ทำให้ “ทฤษฎีเกม” มีความแตกต่างจาก “ทฤษฎีการตัดสินใจ”
เพราะใน “ทฤษฎีการตัดสินใจ” นั้น เป็นการศึกษา “การตัดสินใจ” ของ “ผู้เล่นรายเดียว” ขณะที่ “ทฤษฎีเกม” เป็น “การตัดสินใจ” ของ “ผู้เล่นหลายคน” (อย่างน้อย 2 คนขึ้นไป)
ดังนั้น “ผู้เล่น” จึงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของ “ทฤษฎีเกม” และกล่าวได้ว่า “ทฤษฎีเกม” นั้น อยู่ในรูปของแบบลักษณะเฉพาะ (Characteristic Function Form) นั่นเอง

และ “หมากเกมนี้” ของ Donald Trump จะเข้าทฤษฏี Negative-Sum Game ที่กล่าวไปในตอนต้น ซึ่งจะเดินตามรอยกรณีปี ค.ศ. 1929 หรือสถานการณ์กีดกันทางการค้า ที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ซึ่งส่งให้ “ฮิตเลอร์” แทรกแซงจนขึ้นมามีอำนาจ นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
ดังนั้น ท่าที่ข่มขู่ของ Donald Trump จึงเป็นเพียงกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรองเพื่อสร้างเเรงกดดันให้กับคู่แข่ง ซึ่งอาจทำได้เพียงการตะโกนดังๆ และเกิดการกีดกันทางการค้าในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ถึงกับการก่อให้เกิดสงครามการค้าโลกครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ และกำลังเป็นกังวล
ในเเง่ของการจัดระเบียบโลกใหม่ ภายใต้นโยบายเพื่อเปลี่ยนสถานะโลกหลังสงครามเย็น ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการถ่วงดุลจีน เเละรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าทีที่คลุ่มเครือต่อ NATO ในสถานการณ์สงครามยูเครน-รัสเซีย
ขณะเดียวกัน ก็เปิดไพ่อีกหน้าด้วยการตอกย้ำสถานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับญี่ปุ่น เกาหลี เเละอาเซียน เป็นการตลบหลังอีกชั้นหนึ่งเพื่อถ่วงดุลจีน
ท่ามกลางความหวาดระแวงที่ Donald Trump มีความสัมพันธ์อันดีกับ Vladimir Putin รัสเซีย พร้อมกับการหันหลังให้ NATO เเละลดบทบาทของสหรัฐอเมริกาเองในหลายพื้นที่ของภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
ขณะเดียวกัน Donald Trump ก็ยังเล่นไพ่อีกหน้า ด้วยการรักษานโยบายถ่วงดุลจีน กับรัสเซียต่อไป โดยนัยของความพยายามปิดโอกาสการขยายเเสนยานุภาพทางการทหาร (นิวเคลียร์) และทางเศรษฐกิจ ของจีน และรัสเซีย ที่จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐอเมริกาในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหันกลับมาเป็นพันธมิตรที่ดีของ NATO เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลรัสเซีย พร้อมๆ กับกระชับความสัมพันธ์อันแนบเเน่นกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เเละอาเซียนที่ยังคงอยู่เพื่อถ่วงดุลจีน
ทั้งนี้ ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ในแง่ความเข้มแข็งของ Global South และ BRICS จะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในสงครามการค้าครั้งนี้ระหว่างอเมริกากับจีนไปด้วย
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน จะยังคงรูปแบบสามเส้าที่ประกอบด้วยละครอย่าง NATO วิกฤติการณ์ทะเลจีนใต้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึง การสร้างสมดุลของ Global South และ BRICS (เอเชีย-แอฟริกา-ละตินอเมริกา)
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจเกิดการรื้อฟื้นนโยบายปราบปรามผู้ก่อการร้ายอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง ควบคู่ไปกับการเจรจาทางการค้า และการหาแนวทางลงทุนร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ Global South และ BRICS ต่อไปในอนาคตนั่นเองครับ