วันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี “รัสเซีย” เฉลิมฉลอง “Victory Day” หรือ “День Победы” เพื่อรำลึกถึงชัยชนะเหนื อเยอรมนีนาซีในสงครามโลกครั้งที่ สอง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคั ญอย่างยิ่งต่ออัตลักษณ์ และบทบาทของรัสเซียในเวทีโลก
“С Днем Великой Победы!”…เสียงแห่งชัยชนะที่ไม่ เคยเงียบหาย ในวันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี ทั่วทั้งรัสเซียดังกึกก้องด้ วยเสียงดนตรีทหาร ขบวนพาเหรดของกองกำลัง พร้อมสายตาของโลกที่จับจ้อง “Victory Day” หรือ День Победы ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมรำลึกถึ งการชนะนาซีเยอรมนี ในสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น แต่นี่คือ “เวทีแสดงพลังประวัติศาสตร์ และความภาคภูมิใจของชาติ” รวมถึง “สัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรมและเครื่ องมือทางการเมืองที่รัสเซียหยิ บใช้ซ้ำอย่างแยบคาย”
ชัยชนะที่หล่อหลอมความเป็นชาติ
ในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย สงครามโลกครั้งที่สองไม่ได้ถู กเรียกว่า World War II เหมือนในโลกตะวันตก แต่ถูกจดจำในนาม “The Great Patriotic War” (Великая Отечественная война) หมายถึง “สงครามรักชาติอันยิ่งใหญ่” ซึ่งกินระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 1941 (เมื่อกองทัพนาซีบุกสหภาพโซเวี ยต) ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 1945 (เมื่อเยอรมนียอมจำนน)
ตัวเลขผู้เสียชีวิ ตของสหภาพโซเวียตสูงถึง 27 ล้านคน (ทหารเสียชีวิตกว่า 8.6 ล้านคน และพลเรือนเสียชีวิตกว่า 18-19 ล้านคน) นับเป็นหนึ่งในความสูญเสี ยของมนุษย์ที่รุนแรงที่สุ ดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และฝังรากลึกในความทรงจำของคนรั สเซียรุ่นต่อรุ่น
นี่คือชัยชนะที่เป็นมากกว่าแค่ ชัยชนะทางทหาร
ชัยชนะในสงครามไม่ได้เพียงแต่ ทำให้สหภาพโซเวียตกลายเป็นหนึ่ งในสองมหาอำนาจโลก (เคียงข้างสหรัฐฯ) หากแต่ยังกลายเป็นแก่นของอัตลั กษณ์ชาติที่ผูกโยงกับ “การเสียสละเพื่อชาติ” และ “การกู้โลกจากลัทธินาซี” จนถึงปัจจุบัน
นี่คือประวัติศาสตร์อันเจ็ บปวดแต่ทรงเกียรติภูมิยิ่ งของสหภาพโซเวียตที่มีเหนือยุ ทธการการปิดล้อมเลนินกราด (Leningrad Siege) ที่กองทัพนาซี (Wehrmacht) ล้อมเมืองเลนินกราด (ปัจจุบันคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ ก) เมืองหลวงเก่าที่มีประชากรเกือบ 3 ล้านคน เมืองทั้งเมืองถูกตัดขาดจากเส้ นทางคมนาคม อาหาร น้ำ ยารักษาโรค และเชื้อเพลิงหายไปจากชีวิ ตประจำวัน ในฤดูหนาวปีแรก (1941-42) อุณหภูมิลดลงต่ำถึง -30 องศาเซลเซียส ชาวเมืองไม่มีความร้อน ไม่มีไฟ ไม่มีอาหาร และไม่มีหลบลี้หนีภัย ขนมปังเพียง 125 กรัม/วัน ต่อคน คือเสบียงที่แจกจ่ายในช่วงวิกฤต (น้อยกว่าขนมปังแซนด์วิช 1 แผ่น) ผู้คนเริ่มกินกาว ผิวหนังสัตว์ รองเท้าไม้ แม้กระทั่งศพ เด็กหลายแสนคนเสียชีวิ ตจากความหนาวและความอดอยาก

เลนินกราดพิสูจน์ว่ าประชาชนธรรมดาสามารถกลายเป็น “ทหารแนวหลัง” ที่สำคัญที่สุดในสงครามได้ โดยไม่ต้องถือปืน ด้วยการอดทนยืนหยัดไม่ยอมแพ้ต่ อศัตรู ไม่ลุกฮือ ไม่ยอมจำนน และยังผลิตอาวุธในโรงงานแม้ จะหนาวจนแข็งตาย
โรงงานหลายแห่งยังคงเดินเครื่ องแม้ขาดไฟ ด้วยแรงคนและตะเกียง เด็กๆ และผู้หญิงช่วยลำเลียงอาวุ ธในเมืองหรือทำหน้าที่ดับไฟหลั งระเบิด มีการแสดงดนตรี “Symphony No. 7 (Leningrad Symphony)” โดยคีตกวี Dmitri Shostakovich ท่ามกลางเสียงระเบิด เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ ชาวเมือง
เมื่อกองทัพสหภาพโซเวี ยตสามารถทำลายวงล้อมในปี 1944 ได้สำเร็จ เลนินกราดกลายเป็น สัญลักษณ์ของความอดทนอย่างเหนื อมนุษย์ และจิตวิญญาณของประชาชนที่ “ไม่ยอมจำนนแม้ในห้วงแห่ งความตาย”
ภายหลังสงคราม เมืองเลนินกราดได้รั บการอวยยศเป็น “Hero City” จากสหภาพโซเวียต สร้างอนุสรณ์ “Piskaryovskoye Memorial Cemetery” ฝังศพพลเรือนและทหารราว 420,000 ราย มีอนุสรณ์เส้นทาง “Road of Life” ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำแข็งเหนื อทะเลสาบลาดอกกา ที่ใช้ลำเลียงเสบียงเข้าสู่เมื องช่วงฤดูหนาว

ขณะที่ยุทธการสตาลินกราด (Battle of Stalingrad) ที่สหภาพโซเวียตพลิกเกมด้ วยความสูญเสียมหาศาล ได้กลายเป็น turning point สำคัญของสงครามโลก
เมืองสตาลินกราด (ปัจจุบันคือโวลโกกราด) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโวลกา มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่ างยิ่ง เพราะเป็นศูนย์กลางการผลิตอาวุ ธและอุตสาหกรรมหนักของโซเวียต เป็นเส้นทางเชื่อมน้ำมั นจากคอเคซัส ที่สำคัญต่อการดำเนินสงคราม และเป็นเมืองที่ตั้งชื่อตาม “สตาลิน” ผู้นำโซเวียต จึงมีความหมายทางจิตวิทยาอย่ างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็จุดชี้ชะตาสงคราม เพราะเป็นครั้งแรกที่กองทัพนาซี จะต้องต่อสู้อย่างยืดเยื้อในพื้ นที่เมืองใหญ่ของโซเวียต
ในช่วงกลางปี 1942 ฮิตเลอร์จึงต้องการยึดครองสตาลิ นกราดและแหล่งน้ำมันในเทื อกเขาคอเคซัส เพื่อทำให้โซเวียต “หมดแรงต่อสู้” และเข่นฆ่าศัตรูให้สิ้นภายในฤดู หนาว เขาส่งกองทัพที่ 6 ของเยอรมนี (6th Army) นำโดยจอมพลฟอน เปาลุส (Friedrich Paulus) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังที่มี ประสิทธิภาพสูงสุดในกองทัพนาซี

ยุทธการเริ่มตั้งแต่ 23 สิงหาคม 1942 ถึง 2 กุมภาพันธ์ 1943 เป็นเวลากว่า 5 เดือนครึ่ง ที่เมืองทั้งเมืองกลายเป็ นสนามรบที่โหดเหี้ยมที่สุ ดในศตวรรษที่ 20 ด้วยการรบกันแบบประชิดตัว ทหารต้องสู้กันในตึก บันได ห้องน้ำ ซากอาคารไม่มีเส้นแนวหน้า ศัตรูอยู่ห่างกันไม่เกิน 10 เมตร ได้รับฉายาว่า “Rattenkrieg” หรือ “สงครามหนู” เพราะการรบใต้ซากอิฐใต้ดินเหมื อนหนูวิ่งไปมาในเขาวงกต ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย -40 องศาในฤดูหนาว ไม่มีอาหาร ยารักษาโรค หรือแม้แต่รองเท้า
กองทัพนาซีทิ้งระเบิดเมืองจนพั งยับ แต่กลับกลายเป็น กับดักธรรมชาติ ให้โซเวียตแอบซ่อนและโจมตีเป็ นจุดๆ ได้

ในเดือนพฤศจิกายน 1942 กองทัพสหภาพโซเวียตเปิดปฏิบัติการ “Operation Uranus” ใช้ยุทธวิธีหนีบปีก (pincer movement) โจมตีด้านข้างของกองทัพเยอรมนี ซึ่งกำลังอ่อนแอและมีทหารพันธมิ ตร เช่น โรมาเนีย ฮังการี เป็นแนวป้องกัน ผลลัพธ์คือ กองทัพที่ 6 ของเยอรมัน ถูกล้อมไว้ทั้งหมดกว่า 300,000 นาย ไม่สามารถลำเลียงเสบียงเข้าเมื องได้เพียงพอ ทหารต้องอดอาหารและต่อสู้กั บความหนาวเหน็บ ทว่าฮิตเลอร์สั่ง “อย่าเคลื่อนทัพออก” และให้ “ยืนตายอยู่กับที่” เมื่อความช่วยเหลือจากอากาศล้ มเหลว ทหารนาซีต้องอดตาย และหนาวตาย ในที่สุด ฟอน เปาลุสยอมจำนนต่อสหภาพโซเวี ยตในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1943 กลายเป็นนายพลเยอรมันคนแรกที่ ยอมแพ้ในสนามรบ
อย่างไรก็ตาม ยุทธการสตาลินกราดนับเป็นหนึ่ งในยุทธการที่นองเลือดที่สุ ดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 2 ล้านคน ทั้งทหารและพลเรือน สหภาพโซเวียตสูญเสียมากกว่า 1.1 ล้านคน (รวมทหารและพลเรือน) เยอรมนีและพันธมิตรสูญเสียกว่า 800,000 คน ประชากรในเมืองสตาลินกราดราว 500,000 คน เหลือรอดไม่ถึง 20,000 คน

การพ่ายแพ้ครั้งนี้ถือเป็ นความอัปยศครั้งใหญ่ที่สุ ดในประวัติศาสตร์ของเยอรมนี กองทัพที่เคยเป็น “สายฟ้าฟาด” ในยุโรปตะวันตก กลับพ่ายแพ้ต่อความแข็งแกร่ งของสหภาพโซเวียต เป็นการเปลี่ยนโมเมนตั มของสงครามอย่างแท้จริง
หลังยุทธการนี้ เยอรมนีต้องตกเป็นฝ่ายรับ ขณะที่โซเวียตเริ่ม “รุกกลับ” อย่างต่อเนื่อง จนขยายแนวรบไปถึงกรุงเบอร์ลิ นในปี 1945
ยุทธการสตาลินกราดกลายเป็นบทเรี ยนของความเสียสละเพื่ อประเทศชาติ และถูกนำมาเล่าใหม่ซ้ำแล้วซ้ำ เล่าในวรรณกรรม ภาพยนตร์ และการศึกษา
สตาลินกราดยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่ ใช้ในการปลุกเร้าความภาคภูมิ ใจในชาติและต่อต้านลัทธิฟาสซิ สต์ ในรัสเซียจนถึงทุกวันนี้ อนุสาวรีย์ “แม่แห่งแผ่นดิน” (The Motherland Calls) ที่โวลโกกราด คือหนึ่งในรูปปั้นสูงที่สุ ดในโลก Victory Day Parade ในวันที่ 9 พฤษภาคม ของทุกปี มักมีการกล่าวถึงความกล้ าหาญของเหล่านักรบในสตาลินกราด

สำหรับฉากสุดท้ ายของสงครามในตำนานนี้คื อการยกธงสหภาพโซเวียตเหนืออาคาร Reichstag ในเบอร์ลิน เมื่อชัยชนะสิ้นสุดลง
วันที่ 30 เมษายน 1945 ในขณะที่กองทัพแดง (Red Army) บุกเข้าสู่กรุงเบอร์ลินอย่างดุ เดือด อาคารไรช์สตาก (Reichstag) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของอำนาจและระบอบนาซีในเยอรมนี ถูกหมายตาให้เป็น “ฉากสุดท้าย” ของชัยชนะ
แม้ว่าตัวฮิตเลอร์จะฆ่าตั วตายในบังเกอร์ในวันเดียวกันนั้ น แต่ในสายตาของโลก การ “ชูธงแดงเหนือไรช์สตาก” คือภาพแทนแห่งความพ่ายแพ้ของลั ทธินาซี และชัยชนะของสหภาพโซเวียตที่ แสดงออกต่อสายตาสาธารณชน ต่อมาในวันที่ 2 พฤษภาคม 1945 กองทัพเยอรมนีในเบอร์ลิ นยอมจำนนอย่างเป็นทางการ
มากกว่าการชูธง แต่เป็นการยืนยันว่านี่คื ออวสานลัทธินาซี เป็นชัยชนะของชนชั้นแรงงาน โดยสหภาพโซเวียตใช้ภาพนี้เป็ นเครื่องยืนยันว่า ระบอบสังคมนิยมชนะสงครามจากพลั งของประชาชน และเป็นการกำเนิดประเทศมหาอำนาจ เพราะหลังเหตุการณ์นี้ สหภาพโซเวียตก้าวขึ้นสู่สถานะ “มหาอำนาจ” เทียบเท่าสหรัฐอเมริ กาในสงครามเย็นที่กำลังจะเริ่ มต้นต่อไป

ปัจจุบัน ธง “Victory Banner” ถูกเก็บรักษาอย่างดีในพิพิธภั ณฑ์กองทัพในมอสโก และถูกนำมาออกร่วมขบวนพาเหรด Victory Day ทุกปี ปีนี้ก็เช่นกัน
หลังสงคราม รัฐบาลสหภาพโซเวียตภายใต้สตาลิ นใช้ชัยชนะนี้เป็ นรากฐานในการสร้างชาตินิยมแบบสั งคมนิยม โดยการผลิต “ความทรงจำร่วม” (Collective memory) ที่มุ่งให้ประชาชนภาคภูมิใจในรั ฐของตน และใช้เป็นเครื่องมือในการสร้ างความชอบธรรมของระบอบการปกครอง
มีการสร้างอนุสรณ์สถานทั่ วประเทศ เช่น สุสานทหารนิรนามในมอสโก และ Motherland Calls ที่โวลโกกราด, ผลิตหนัง ละคร เพลง และหนังสือที่เล่าเรื่อง “วีรบุรุษโซเวียต” รวมถึงมีการบรรจุเนื้ อหาสงครามรักชาติในหลักสู ตรการศึกษาจนถึงปัจจุบัน
ชัยชนะในสงครามถูกทำให้เป็น “ตำนานประจำชาติ” (National Mythology) ที่ไม่เพียงแต่แสดงถึงความแข็ งแกร่งของทหาร แต่รวมถึงความเสียสละของประชาชน และ “ความชอบธรรมทางศีลธรรม” ที่ฉายภาพบทบาทของรัสเซียในเวที โลกว่าตนคือ “ผู้นำฝ่ายธรรมะ” ที่เคยกอบกู้โลกจากความชั่วร้ ายมาแล้ว
Victory Day 2025 ปูตินปลุกอดีตสหภาพโซเวียต จับมือสี จิ้นผิง แสดงพลังเย้ยตะวันตก
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2025 รัสเซียได้จัดขบวนพาเหรด Victory Day อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ เริ่มปฏิบัติการพิ เศษทางทหารในยูเครน โดยมีทหารกว่า 11,500 นาย และอาวุธยุทโธปกรณ์หลากหลายชนิ ดเข้าร่วม ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ใช้โอกาสนี้ในการเชื่ อมโยงสงครามในยูเครนกั บสงครามโลกครั้งที่สอง โดยอ้างว่าการปฏิบัติการในยู เครนเป็นการต่อสู้กับลัทธินาซี รูปแบบใหม่


นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของผู้ นำจากประเทศต่างๆ เช่น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล รวมถึงผู้นำชาติอื่นๆ กว่า 30 ประเทศ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรั สเซียในการสร้างพันธมิตรใหม่ท่ ามกลางการถูกโดดเดี่ยวจากชาติ ตะวันตก
การที่ประธานาธิบดีปูตินฉลองชั ยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการมีสี จิ้นผิงอยู่เคียงข้าง ขณะที่ความคุกรุ่นในยูเครนยั งคงดำเนินต่อไป เป็นภาพข่าวที่สร้างความหวั่นวิ ตกให้กับฝ่ายตรงข้ามยิ่งนัก
รัสเซียเฉลิมฉลองวันครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะของสหภาพโซเวี ยตเหนือนาซีเยอรมนี ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีขบวนพาเหรดทางทหารครั้ งใหญ่ซึ่งจัดขึ้นโดยไม่มี รายงานการโจมตีของยูเครนแต่อย่ างใด แม้จะเกิดการสู้รบมาต่อเนื่ องเป็นเวลา 3 ปี

ปูตินกล่าวว่ารัสเซียจะไม่ยอมรั บความพยายามที่จะทำให้บทบาทสำคั ญของสหภาพโซเวี ยตในการเอาชนะนาซีเยอรมนีลดน้ อยลง แต่ก็ยอมรับบทบาทของพันธมิ ตรตะวันตกในการเอาชนะอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เช่นกัน
ปูตินกล่าวว่า “แม้สหภาพโซเวียตต้องเผชิ
ญการโจมตีอย่างหนักหน่วงและไร้ ความปรานีจากศัตรู เราก็ยังรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ งต่อบทบาทของทหารฝ่ายพันธมิตร ขบวนการต่อต้าน ประชาชนผู้กล้าหาญของจีน และทุกผู้คนที่ลุกขึ้นต่อสู้เคี ยงข้างกัน เพื่ออนาคตแห่งสันติภาพที่เราต่ างมุ่งหวัง“
โดรนซึ่งเป็นนวั ตกรรมทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่ สุดของสงคราม ถูกจัดแสดงเป็นครั้งแรก รวมถึงรถถังและขีปนาวุธข้ามทวี ปยาร์สที่สามารถบรรทุกหัวรบนิ วเคลียร์ได้

ทั้งนี้ ขีปนาวุธข้ามทวีปยาร์ส หรือ RS-24 Yars คือหนึ่งในอาวุธยุทธศาสตร์หลั กของรัสเซียที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่ อเสริมความสามารถในการป้ องปรามนิวเคลียร์ในยุคหลั งสงครามเย็น เป็นขีปนาวุธแบบข้ามทวีป (Intercontinental Ballistic Missile – ICBM) ที่สามารถยิงได้ไกลถึง 11,000–12,000 กิโลเมตร ครอบคลุมเป้าหมายในสหรัฐฯ ยุโรป และภูมิภาคอื่นทั่วโลก จุดเด่นสำคัญของยาร์สคื อการบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์แบบ MIRV (Multiple Independently Targetable Reentry Vehicles) ซึ่งหมายความว่าขีปนาวุธลูกเดี ยวสามารถบรรทุกหัวรบหลายลูก โดยแต่ละหัวสามารถพุ่งเข้าสู่ เป้าหมายต่างจุดกันอย่างอิสระ เพิ่มความสามารถในการทำลายล้ างและลดประสิทธิภาพของระบบต่อต้ านขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม

ยาร์สสามารถยิงจากฐานยิงใต้ดิ นแบบประจำที่ (silo) และจากระบบยิงเคลื่อนที่ บนรถบรรทุกพิเศษ ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจจั บและทำลายล่วงหน้า โดยเฉพาะในกรณีที่รัสเซียต้ องการใช้เป็นส่วนหนึ่ งของการตอบโต้หรื อตอบสนองการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ ระบบนำทางของขีปนาวุธรุ่นนี้มี ความแม่นยำสูง และหัวรบยังได้รับการออกแบบให้ สามารถหลบเลี่ยงระบบต่อต้านขี ปนาวุธ ด้วยการใช้หัวรบเคลื่อนที่ได้ เอง (maneuverable reentry vehicles) และกลไกสร้างเป้าหลอก (decoys)
ในทางยุทธศาสตร์ ขีปนาวุธยาร์สจึงเป็นองค์ ประกอบสำคัญของ “สามเหลี่ยมนิวเคลียร์” ของรัสเซีย ร่วมกับขีปนาวุธที่ยิงจากเรื อดำน้ำและเครื่องบินทิ้งระเบิ ดเชิงยุทธศาสตร์ โดยทั้งหมดนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่ องยับยั้งขั้นสุดท้ ายในระบบความมั่นคงของประเทศ และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจนิ วเคลียร์ที่รัสเซียยังคงรั กษาไว้อย่างเข้มแข็งในเวทีระหว่ างประเทศ
เมื่อประวัติศาสตร์ถูกใช้เป็ นเครื่องมือทางการเมือง
สำหรับเวทีภายในประเทศ รัสเซียใช้ Victory Day เป็นเครื่องมือสร้ างเอกภาพทางความคิด โดยผูกอดีตอันรุ่งเรืองเข้ากั บอัตลักษณ์ของชาติรัสเซียร่ วมสมัย ผ่านสัญลักษณ์ เพลง ป้าย และการเดินสวนสนามที่ยิ่งใหญ่ ภาพของทหารโซเวียตผู้ปลดปล่อย ยังคงเป็นบุคคลต้นแบบของ “ความรักชาติแบบเสียสละ” ซึ่งรัสเซียต้องการให้ประชาชนยึ ดถือในยุคที่รัสเซียเผชิญกั บแรงกดดันจากภายนอกอย่างหนัก
ในทางภูมิรัฐศาสตร์ รัสเซียสื่อสารผ่าน Victory Day ว่าตนคือ “ผู้สืบทอดเจตจำนงแห่งผู้พิชิ ตฟาสซิสต์” และผู้มีบทบาทสำคัญในการรั กษาความสมดุลของโลก ความทรงจำทางประวัติศาสตร์จึ งกลายเป็นเครื่องมือในการ แปะป้ายศีลธรรม (moral labeling) แก่ศัตรูทางการเมือง โดยเฉพาะปฏิบัติการพิ เศษทางทหารในยูเครน ซึ่งปูตินระบุว่าเป็น “การปลดปล่อยจากนาซียุคใหม่” เพื่อสร้างความชอบธรรมทางจริ ยธรรม

แน่นอนว่าการใช้ประวัติศาสตร์ ในลักษณะนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ าเป็นการเลือกเล่าอดีตแบบเลื อกข้าง (selective memory) ซึ่งละเลยความซับซ้ อนของสงครามและบทบาทของชาติตะวั นตกในการร่วมปลดปล่อยยุโรปจากลั ทธินาซี
นอกจากนี้ นักวิชาการและองค์กรสิทธิมนุ ษยชนหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ าการปลุกอดีตให้กลายเป็ นความทรงจำที่รัฐควบคุ มอาจนำไปสู่การลดทอนพื้นที่ ของความคิดต่าง การปิดกั้นเสียงคัดค้าน และการยอมรับนโยบายที่ใช้ความรุ นแรงในนามของชาติหรือไม่
Victory Day จึงไม่ใช่แค่วันแห่งการเฉลิ มฉลองธรรมดา หากแต่เป็น “พิธีกรรมประจำชาติ” ที่รวมเอาประวัติศาสตร์ ชาตินิยม รวมถึงการเมืองไว้ในวันเดียว และ Victory Day ยังเป็นสมรภูมิของการเล่าเรื่อง (narrative battlefield) ที่รัสเซียใช้ต่อสู้ ในสงครามความหมายระหว่างอดีตกั บปัจจุบัน เพื่อปั้นอนาคตในแบบที่ตนต้ องการ ซึ่งแน่นอนว่าตะวันตกไม่ปลื้ม!
ที่มา :
- Russia Holds 80th Anniversary Victory Day Parade on Red Square
- Victory Day parade in Russia celebrates the 80th anniversary of the defeat of Nazi Germany
- Siege of Leningrad














