Friday, August 28, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.131

ศูนย์ฯ EEC Aviation มทร.ธัญญบุรี ผ่านมาตรฐาน CAAT ยกระดับเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน ตอบโจทย์อุตสาหกรรมการบิน

ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC)
ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) กล่าวว่า ศูนย์เครือข่ายเชี่ยวชาญด้านอากาศยาน EEC (ศูนย์ EEC AVIATION) สถาบันการบิน แห่ง มทร.ธัญญบุรี เป็นศูนย์เครือข่ายความเชี่ยวชาญการผลิตบุคลากร & ยกระดับการศึกษาด้านอากาศยานตามนโยบายในการตอบโจทย์การลงทุนและการพัฒนาบุคลากรยุคใหม่แบบ EEC Model ที่พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง EEC – มทร.ธัญญบุรี – Lion Air (EEC+สถาบันการศึกษา+ภาคอุตสาหกรรม) มุ่งปรับสร้าง Eco system ในระบบการศึกษาและการผลิตบุคลากรสู่อุตสาหกรรมอากาศยาน ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
การสร้างความก้าวหน้าตามเป้าหมายการผลิต-ยกระดับบุคลากรของศูนย์ฯนี้ ขับเคลื่อนไปอย่างก้าวหน้าต่อเนื่องทั้งมิติของการจัดการศึกษา การผลิตบุคลากร และการยกระดับทักษะบุคลากร ตลอดจนถึงความร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยาน บนฐานความร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกับภาคอุตสาหกรรมการบินและอากาศยานตลอดมา
ปัจจุบัน ศูนย์เครือข่ายเชี่ยวชาญอากาศยาน EEC สถาบันการบินแห่ง มทร.ธัญบุรี ได้ผ่านการตรวจรับรองยกระดับเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน (MTO Part 147) จาก CAAT ใน Phase 4 ได้ใบประกาศรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว การสร้างงานของสถาบันฯจึงยกระดับปรับฐานการศึกษา การสร้างคนสู่อุตสาหกรรมการบินตามมาตรฐานสากล นับเป็นอีกก้าวของสถาบันที่ฟันฝ่าทุกอุปสรรคและสร้างงาน สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนมาจนถึงวันนี้ สถาบันฯช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมอากาศยานของประเทศ ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังมุ่งสร้างประเทศสู่การเป็น Hub ด้านอากาศยาน & การซ่อมบำรุงอากาศยานที่กำลังเร่งดำเนินอยู่ที่ “อู่ตะเภา” เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

ทูตพาณิชย์ ลั่น! สินค้าไทยแข่งได้ในจีน เจาะประชากรวัยเก๋า 60 อัพ ทะลุ 310 ล้านคน

สังคมสูงวัย
รายงานจากนางสาวนันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุประเทศจีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยปี 2024 ประชากรจีนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนถึง 310 ล้านคน คิดเป็น 22% ของประชากรทั้งหมด ขนาดของเศรษฐกิจมีมูลค่าทะลุ 7 ล้านล้านหยวน คิดเป็นประมาณ 6% ของ GDP ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการเพื่อผู้สูงอายุ ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การเงิน อสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยีสุขภาพ ไปจนถึงวัฒนธรรมและกฎหมาย
โดยอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสำหรับผู้สูงอายุ หลักๆ 6 หมวด ได้แก่ 1.การเงินเพื่อการเกษียณ 2.อสังหาริมทรัพย์เพื่อผู้สูงอายุ 3.บริการดูแลผู้สูงอายุทั้งในบ้าน ชุมชน และแบบสถาบัน ไปจนถึงบ้านพักคนชราเอกชน 4.การบูรณาการระหว่างบริการดูแลกับระบบสาธารณสุขเพื่อผู้สูงอายุ 5.เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ และ 6.ด้านไลฟ์สไตล์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรมสำหรับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังมีบริการเฉพาะทางอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญ เช่น บริการอาหารเพื่อสุขภาพ บริการแม่บ้านสำหรับผู้สูงอายุ และการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายที่มุ่งเน้นสิทธิของผู้สูงวัยโดยตรง เป็นต้น
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากเทรนด์ที่จีนกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้เศรษฐกิจสีเงินกลายเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสที่สำคัญยิ่งต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในทศวรรษหน้า

คนเจน Z นิยมทำบุญออนไลน์ เพิ่มโอกาสธุรกิจให้บริการแนวใหม่

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวถึงการทำบุญในรูปแบบออนไลน์ได้เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคนี้ ธุรกิจหลายรายได้ปรับตัวให้ผู้บริโภคมีช่องทางการทำบุญแบบออนไลน์ โดยเฉพาะเพื่อผู้บริโภคยุคใหม่ที่อาจมีภารกิจมากหรือไม่สะดวกในการไปทำบุญด้วยตนเองก็อาจใช้บริการให้ผู้อื่นทำแทน ตั้งแต่การเลือกชุดสังฆทานที่มีสินค้าหลากหลายผ่านทางออนไลน์ ไปจนถึงการนำชุดสังฆทานไปถวายวัดให้โดยใช้บริการของร้านหรือการบริการปล่อยปลา หรือแม้กระทั่งธุรกิจการจัดทำบุญเลี้ยงพระก็มีบริการให้เลือกหลายหลากตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน ซึ่งการทำบุญออนไลน์ถือเป็นช่องทางการขายประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมและยังเป็นโอกาสของธุรกิจที่จะสามารถเสนอขายสินค้าของตนเองได้ในรูปแบบที่แตกต่าง เช่น การจัดแพคเกจสินค้าของธุรกิจตนเองให้มีความน่าสนใจ เช่น ชุดสังฆทานอุปกรณ์ห้องน้ำของบริษัทผลิตอุปกรณ์ในห้องน้ำ ชุดสังฆทานเครื่องมือแพทย์ของบริษัทเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น

วิจัยพบ “แผ่นดิน” ใต้กลุ่มเมืองขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ กำลังทรุดตัว

(แฟ้มภาพซินหัว : คนเดินบนถนนในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 12 พ.ค. 2022) // www.xinhuathai.com
เมื่อวันพฤหัสบดี (8 พ.ค.) วารสารเนเจอร์ซิตีส์ (Nature Cities) เผยแพร่ผลวิจัยใหม่ที่พบว่าแผ่นดินใต้กลุ่มเมืองขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ กำลังยุบตัว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังคุกคามสิ่งปลูกสร้าง ถนน และทางรถไฟ แต่การยุบตัวหรือการทรุดตัว (subsidence) ไม่ได้เกิดขึ้นแบบเดียวกันทุกเมือง หรือแบบเดียวกันทั่วทั้งเมืองใดเมืองหนึ่ง
คณะนักวิจัยทำแผนผังเพื่ออธิบายว่าแผ่นดินเคลื่อนตัวแนวดิ่งอย่างไรใน 28 เมืองที่มีประชากรมากที่สุดของสหรัฐฯ และพบว่าเมืองทั้งหมดนี้กำลังยุบตัวเหมือนเตียงนอนเป่าลมที่ยุบตัวลงตรงกลาง โดยมี 25 เมืองมีแผ่นดินกำลังยุบตัวราว 2 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด และประชากรประมาณ 34 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 10 ของประชากรสหรัฐฯ อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เกิดการยุบตัว
ทั้งนี้ กลุ่มเมืองที่มีการยุบตัวเป็นวงกว้างมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 98 ของพื้นที่เมือง ได้แก่ ชิคาโก ดัลลัส โคลัมบัส โอไฮโอ ดีทรอยต์ นิวยอร์ก อินเดียแนโพลิส ชาร์ลอตต์ เดนเวอร์ ฮิวสตัน และฟอร์ตเวิร์ท
หลายเมืองของสหรัฐฯ ที่เกิดแผ่นดินยุบตัวตั้งอยู่ตอนในของประเทศ ซึ่งปกติการทรุดตัวนี้เป็นปัญหาน่ากังวลของเมืองริมชายฝั่งทะเลที่ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจไหลเข้าท่วมพื้นที่ง่ายกว่า แต่คณะนักวิจัยชี้ว่าการทรุดตัวของแผ่นดินตอนในประเทศลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงทำให้น้ำท่วมรุนแรงขึ้นในฤดูพายุ (ที่มา : ซินหัว)