ทุกเรื่องที่ต้องรู้ เพื่อรับมือ โควิดสายพันธุ์ XEC ระบาด จู่โจมเร็วและแรงกว่าที่คิด

ในช่วงตั้งแต่หลังวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนต่างต้องได้อ่านข่าวที่เตือนให้รู้ถึงการกลับมาระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ขณะที่ คนรอบข้างเริ่มติดเชื้อ และพากันหยุดงานหรือเข้าโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษากันอย่างต่อเนื่อง โดยโควิดที่ระบาดรอบนี้ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้อัปเดตว่าเป็น โควิด สายพันธุ์ XEC ที่เป็นโควิดกลายพันธุ์ใหม่ แพร่เชื้อไวกว่าเดิม แต่อาการยังคล้ายโควิดทั่วไป


รู้ให้ชัด โควิดสายพันธุ์ XEC ที่ระบาดอยู่ในตอนนี้ ร้ายแรงแค่ไหน?

โดย Facebook : ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ได้อัปเดตว่า โควิด-19 สายพันธุ์ XEC หรือโอมิครอน คืออะไร? และต้องระวังแค่ไหน? XEC คือโควิด-19 สายพันธุ์ลูกผสมตัวใหม่ในตระกูลโอมิครอน พบครั้งแรกที่เยอรมนี มิ.ย. 2567 เกิดจากการรวมกันของ 2 สายพันธุ์ย่อย: KS.1.1 (FLiRT) และ KP.3.3 (FLuQE) ซึ่งพบว่าแพร่เชื้อได้เร็วขึ้นจากการกลายพันธุ์หลายจุด พบแล้วในอย่างน้อย 15 ประเทศ รวมถึงยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย และมีการถอดรหัสพันธุกรรมแล้วกว่า 550 ตัวอย่างจาก 27 ประเทศ
จากข้อมูลในสหรัฐฯ อังกฤษ และจีน XEC แพร่เร็วกว่าโอมิครอนตัวอื่นถึง 84–110% บางประเทศมี XEC มากถึง 10–20% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ แต่อย่างไรก็ดี อาการของ XEC ไม่รุนแรง คล้ายโควิดทั่วไป เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ เหนื่อยง่าย ปวดหัว ปวดตัว คัดจมูก น้ำมูกไหล สูญเสียการรับกลิ่น/รส เบื่ออาหาร ท้องเสีย อาเจียน

โควิด สายพันธุ์ XEC

ขณะที่ การป้องกันยังเหมือนเดิม ด้วยการดูแลตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อให้ปลอดภัยจากโรคโควิดควรปฏิบัติ ดังนี้
  • ลดการสัมผัสเชื้อโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และร้อนอยู่เสมอ ใช้ภาชนะส่วนตัว ซื้อจากร้านที่ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร
  • ล้างมือบ่อยๆ ก่อนกินหลังกินอาหาร ก่อนเข้าบ้าน ก่อนและหลังสัมผัสใบหน้า ด้วยน้ำประปากับสบู่ นานอย่างน้อย 20 วินาที ถ้าไม่มีใช้แอลกอฮอล์เจลเข้มข้นอย่างน้อย 70%
  • สวมหน้ากากเหมาะสม คนปกติทั่วไปใส่หน้ากากผ้าได้ ผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วไปใส่หน้ากากอนามัยผ่าตัด ถ้าต้องดูแลผู้เสี่ยง/ป่วยโควิด หรือตรวจเชื้อให้ใส่หน้ากากเอ็น-95 ถ้าทำหัตถการใกล้ชิดให้ใส่เกราะบังหน้าและชุดพีพีอีครบชุด

ฟังความจริงเรื่อง โควิดสายพันธุ์ XEC จากปาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความใน Facebook : Yong Poovorawan เกี่ยวกับโรคโควิด 19  กำลังระบาดอย่างมากในประเทศไทย ว่า
“ฤดูกาลของโควิด-19 ได้เริ่มต้นตั้งแต่สงกรานต์เป็นต้นมา และจะระบาดมากขึ้นอีกเมื่อนักเรียนเปิดเทอม ในปีนี้ เนื่องจากฝนมาเร็ว การระบาดในช่วงนี้ จึงมีผู้ป่วยจำนวนมากกว่าปีที่แล้ว จำนวนยอดผู้ป่วยที่แท้จริง มิอาจจะทราบได้ แต่ยอดจำนวนผู้ป่วยที่นอนในโรงพยาบาล แต่เห็นได้ชัดเจนจากรูปที่ให้ดู ในปีนี้มากกว่าปีที่แล้ว สีเข้มชัดเจน สัปดาห์ละ มากกว่า 5,000 คน
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์
เชื้อโควิด-19 ที่พบในขณะนี้เป็นสายพันธุ์ XEC เป็นส่วนใหญ่ เป็นสายพันธุ์ หลานเหลนของโอมิครอน และลดความรุนแรงของโรค มาโดยตลอด ผู้ที่เคยเป็นมาแล้ว เป็นซ้ำได้อีก และส่วนใหญ่ จำนวนมากไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ คือมีอาการน้อย แต่แพร่กระจายได้ จึงเป็นเหตุให้มีการแพร่กระจายได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว”
“อัตราการเสียชีวิตของโรคนี้ในปัจจุบัน ลดลงอย่างมาก น่าจะอยู่ในระดับของไข้หวัดใหญ่ ซึ่งปีนี้ทั้งปีคาดว่าจะมีการเสียชีวิตไม่เกิน 100 คน ดังแสดงในรูปเปรียบเทียบในแต่ละปี ในปีนี้ถึงแม้จะมีการระบาดและมีจำนวนคนนอนโรงพยาบาลมากกว่าปีที่แล้ว แต่อัตราการเสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกันก็น้อยกว่าปีที่แล้ว ฤดูการระบาดจะไปถึงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม จึงจะเริ่มลดลง เช่นปีที่แล้ว”

Long COVID

“ผู้ป่วยที่มีร่างกายแข็งแรงดี การรักษาตามอาการ เหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป ยกเว้นในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอมากๆ เช่นผู้สูงอายุ ที่เกิน 70 ปีขึ้นไป หรือมีโรคประจำตัว ที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ควรจะพบแพทย์ เพื่อดูแลการรักษาที่เหมาะสม ปัจจุบันถึงจะมีวัคซีน แต่สายพันธุ์ที่มีอยู่ขณะนี้อยู่ห่างไกลกับสายพันธุ์ที่ระบาด และการที่เรามีภูมิต้านทานแล้ว ไม่ว่าจะจากการติดเชื้อ และหรือฉีดวัคซีนในอดีต จึงมีภูมิต้านทาน ส่วนหนึ่งที่ทำให้โรคลดความรุนแรงลง จึงไม่ได้แนะนำให้ฉีดวัคซีน และไม่ได้อยู่ในโครงการที่จะให้วัคซีนฟรี”
“ส่วนการรักษาเป็นการรักษาตามอาการเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป ในผู้ที่สูงอายุ หรือมีร่างกายอ่อนแอมากๆที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง การให้ยาต้านไวรัส อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ โดยขณะนี้ยาที่ใช้ได้ผลดีที่สุดคือ Remdesivir สิ่งสำคัญที่สุดขณะนี้คือการป้องกันการระบาดโดยเฉพาะในโรงเรียน โรงงาน หรือที่มีคนหมู่มาก ด้วยการล้างมือ อยู่เป็นนิจ ใช้แอลกอฮอล์ และถ้าป่วย ควรหยุดเรียน หน้ากากอนามัยแนะนำให้ ผู้ป่วยทุกคนจะต้องใส่ เพื่อป้องกันการกระจายและระบาดของโรค”

ควรฉีดวัคซีนป้องกัน โควิดสายพันธุ์ XEC หรือไม่ ?

แล้ว โควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ ควรต้องฉีดวัคซีนหรือไม่? ในประเด็นนี้ ศ.นพ.ยง อธิบายว่า
“โรคทุกโรคที่ป้องกันได้ควรจะได้รับการป้องกัน แต่การป้องกันมีหลายวิธี ตั้งแต่ล้างมือทำความสะอาด ลดการแพร่กระจายของโรค ด้วยการใส่หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการเข้าชุมชนคนหมู่มาก วัคซีนเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง”

“โรคโควิด-19 ในระยะแรก ปีแรกๆ รุนแรงมากมีอัตราเสียชีวิตถึงร้อยละ 1 และมีอัตราการลงปอดเป็นปอดบวมสูงมากโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลสูงมากๆ แต่ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานแล้ว จากการติดเชื้อ และฉีดวัคซีน และไวรัสโควิดก็ลดความรุนแรงของโรคลงมา ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ เปรียบเทียบได้กับไข้หวัดใหญ่ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมาก ไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อย เพราะเคยเป็นมาแล้ว ยกเว้นมีร่างกายอ่อนแอ หรือมีโรคประจำตัว ก็เป็นเช่นเดียวกันกับโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่อาจจะรุนแรงขึ้น”
“ทำไมเรายังต้องให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทั้งที่ความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่กับโควิด ไม่ต่างกันมากแล้ว วัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันการติดเชื้อได้ประมาณ 40 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หวังป้องกันความรุนแรงของโรค แต่เรายังแนะนำให้ฉีดโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้เพราะวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ใช้กันมานานมากแล้วร่วม 50 ปี มีราคาถูก และอาการข้างเคียงต่ำ เมื่อมาเปรียบเทียบกับวัคซีนโควิดในปัจจุบัน โควิดไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อน้อยมาก วัคซีนมีราคาแพงมาก มากกว่าไข้หวัดใหญ่เกือบ 10 เท่า และมีอาการข้างเคียงมากกว่า”
“ดังนั้นในปัจจุบันจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเสี่ยง โดยทางภาครัฐสนับสนุน ให้ได้ฉีดฟรี ส่วนวัคซีนโควิด เมื่อคิดถึงความคุ้มทุน และประโยชน์ที่ได้ เมื่อโรคลดความรุนแรงลง โดยส่วนตัวจึงไม่แนะนำ และถ้าป่วยให้รีบให้การรักษา เพราะมียาที่มีประสิทธิภาพ”

อัปเดตเทรนด์การดูแลสุขภาพให้รอบด้าน

รณรงค์ใช้ “แปรงล้างจาน” แทน “ฟองน้ำ” ลดเชื้อโรคสะสม เพื่อสุขอนามัยที่ดีของคุณ

ฟัง 3 เหตุผลจากปากหมอ ทำไม “ไข้หวัดใหญ่” ระบาดหนักปีนี้ & วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ช่วยชีวิตทุกคนได้อย่างไร?

แค่ นวดผิดวิธี เสี่ยงตายได้จริงหรือ? ฟังคำตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.131
Next articleAIS ผนึก 100 องค์กร เด็ดปีก “มิจฉาชีพ-คอลเซ็นเตอร์” ตัดวงจรต้นทาง ขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลปลอดภัยอย่างยั่งยืน
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์