หิมาลัยเดือด! “ซางหนาน” vs “อรุณาจัลประเทศ” เกมเปลี่ยนชื่อในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ จีน-อินเดีย

ท่ามกลางม่านหมอกของเทือกเขาหิมาลัยและเสียงกระซิบของลมหนาวที่พัดผ่านยอดเขา “รัฐอรุณาจัลประเทศ” ของ “อินเดีย” ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของประเทศ กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่กำลังร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อล่าสุด “จีน” ออกมาประกาศตั้งชื่อสถานที่ต่างๆ ในภูมิภาคนี้ด้วยชื่อภาษาจีน “มาตรฐาน” มากถึง 27 แห่ง ทั้งภูเขา แม่น้ำ ช่องเขา หมู่บ้าน และทะเลสาบ การเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนเพียงการเปลี่ยนชื่อธรรมดา แต่แท้จริงแล้วเป็นการปักธงเชิงสัญลักษณ์ที่หนักแน่นยิ่งในเกมภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจเอเชีย


จีนกลับมาเล่นไพ่ใบเก่าด้วยลีลาที่ใหม่ขึ้น แต่แหลมคมกว่าเดิม การประกาศชื่อ “มาตรฐาน” ฉบับล่าสุดของสถานที่ 27 แห่งในรัฐอรุณาจัลประเทศ (Arunachal Pradesh) ของอินเดีย ซึ่งจีนเรียกว่า “ซางหนาน” (Zangnan: 藏南) ถือเป็นยุทธวิธีเชิงสัญลักษณ์อันแหลมคมในเกมอำนาจของภูมิภาคเอเชียใต้ ชื่อใหม่เหล่านี้รวมถึงภูเขา 15 แห่ง เขตที่อยู่อาศัย 5 แห่ง ช่องเขา 4 แห่ง แม่น้ำ 2 สาย และทะเลสาบ 1 แห่ง เป็นการประกาศกร้าวต่อชาวโลกว่า จีน “ไม่ยอมจำนน” ต่อการควบคุมพื้นที่ของอินเดียแม้ในทางปฏิบัติจะอยู่ภายใต้อธิปไตยของอินเดียมานานหลายทศวรรษ

การออกชื่อ “มาตรฐาน” เหล่านี้ จัดทำขึ้นโดยกระทรวงกิจการพลเรือนของจีน (Ministry of Civil Affairs) นับเป็นครั้งที่ 4 ที่จีนดำเนินยุทธศาสตร์นี้ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2017, 2021 และ 2023 (ซี่งในปี 2023 จีนได้สร้างหมู่บ้าน “ตัวแทนพลเรือน” ในเขตใกล้เคียงกว่า 600 หลังคาเรือน เพื่อลดระยะห่างระหว่างเส้นพรมแดนและการควบคุมจริง)
สำหรับ “อรุณาจัลประเทศ” หรือที่จีนเรียกว่า “ซางหนาน” เป็นดินแดนที่อินเดียควบคุมอย่างเป็นทางการ แต่จีนไม่เคยยอมรับ โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของทิเบตที่อยู่ภายใต้การปกครองของจีนในอดีต ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเพราะย้อนกลับไปในปี 1962 สองประเทศนี้เคยทำสงครามกันมาแล้ว และแม้กระทั่งในปัจจุบัน แนวพรมแดนที่เรียกว่า Line of Actual Control (LAC) ก็ยังไม่มีการตกลงอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เกิดการปะทะย่อยๆ อยู่เป็นระยะ

แม้จีนและอินเดียจะมีพรมแดนติดกันยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ทว่าเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างสองชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียนี้กลับไม่ได้ถูกขีดไว้ด้วยเส้นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน หากแต่เป็นเส้นที่เรียกว่า Line of Actual Control หรือ LAC ซึ่งแปลตรงตัวว่า “เส้นแบ่งแนวควบคุมตามความเป็นจริง” เส้นนี้ไม่ใช่พรมแดนทางกฎหมายหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่คือเส้นแบ่งที่สะท้อนว่า แต่ละฝ่ายสามารถควบคุมพื้นที่ได้จริงแค่ไหน ณ จุดนั้นในทางทหาร
ความคลุมเครือของ LAC คือรากของความตึงเครียด เพราะแต่ละฝ่ายตีความว่า “เส้นนี้อยู่ตรงไหน” ต่างกันไป โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาหิมาลัยสูงชันที่ไร้หมุดเขตหรือเครื่องหมายถาวร ทำให้กองกำลังทหารของทั้งสองประเทศมักลาดตระเวนเข้าไปในเขตที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นของตน และนั่นก็นำไปสู่การเผชิญหน้าที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่แค่ยืนประจันหน้า ไปจนถึงปะทะด้วยกำลัง เช่น เหตุการณ์หุบเขากัลวานในปี 2020 ที่มีทหารเสียชีวิตจากทั้งสองฝ่าย

LAC นี้ มีความยาวราว 3,488 กิโลเมตร และสามารถแบ่งได้เป็น 3 โซนใหญ่ คือ 1. ทางตะวันตกในเขตลาดักห์ ซึ่งมักเกิดเหตุขัดแย้งบ่อยที่สุด 2. กลางประเทศที่พอมีเสถียรภาพอยู่บ้าง และ 3. ทางตะวันออกในรัฐอรุณาจัลประเทศของอินเดีย ซึ่งจีนยังคงอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ภายใต้ชื่อ “ทิเบตใต้”
เส้น LAC คือภาพสะท้อนของข้อเท็จจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนและเปราะบาง ย้ำเตือนทุกประเทศที่มีพรมแดนติดกับเพื่อนบ้านว่า เขตแดนไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นด้วยหมึกบนแผนที่เพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกนิยามจากอำนาจการควบคุมจริงในพื้นที่ การทหาร และการตีความที่ไม่ลงรอยกัน เส้นแบ่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายทางภูมิศาสตร์ แต่คือสมการที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยมีความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นตัวแปรสำคัญ และมีความเสี่ยงของความขัดแย้งซ่อนอยู่ตลอดเส้นทาง
หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน
หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า “ซางหนาน” เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนมาโดยตลอด พร้อมระบุว่ารัฐบาลจีนได้ดำเนินการกำหนดชื่อสถานที่ในบางส่วนของจังหนานให้เป็นมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นสิทธิโดยชอบตามหลักอธิปไตยของจีน
คำแถลงของหลิน เจี้ยน มีขึ้นเพื่อตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน หลังจากกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย (MEA) ออกแถลงการณ์แสดงการคัดค้านอย่างชัดเจนต่อการที่จีนตั้งชื่อสถานที่ในดินแดนที่อินเดียเรียกว่า “รัฐอรุณาจัลประเทศ” ซึ่งจีนถือว่าเป็น “ซางหนาน” หรือส่วนหนึ่งของดินแดนจีน โดยเว็บไซต์ทางการของกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เผยแพร่คำตอบของโฆษกฯ ไว้อย่างเป็นทางการ
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอินเดียได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่าการกระทำของจีนเป็น “ความพยายามที่ไร้สาระและเลื่อนลอย”

ด้าน เฉียน เฟิง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันยุทธศาสตร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยชิงหัว ให้สัมภาษณ์กับ Global Times ว่า อินเดียไม่มีสิทธิวิจารณ์การดำเนินการของจีนซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามอำนาจอธิปไตยอย่างชอบธรรม และยังสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งระบุว่าข้ออ้างของอินเดียนั้น “ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง”
ก่อนหน้านี้ในปี 2024 หลิน เจี้ยน เคยตอบคำถามเกี่ยวกับพื้นที่ซางหนานว่าพรมแดนระหว่างจีนกับอินเดียนั้นยังไม่เคยมีการแบ่งเขตอย่างเป็นทางการ และแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่ เขตตะวันออก เขตตอนกลาง เขตตะวันตก และเขตสิกขิม โดยเขตจังหนานซึ่งอยู่ในพื้นที่ตะวันออกนั้นเป็นดินแดนของจีนมาโดยตลอด จีนเคยมีการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่อินเดียจะเข้ายึดครองโดยมิชอบ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ย้อนกลับไปในปี 1987 อินเดียได้จัดตั้งรัฐ “อรุณาจัลประเทศ” บนดินแดนของจีนที่อินเดียเข้ายึดครองอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจีนได้ออกแถลงการณ์คัดค้านอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ขณะนั้น และย้ำว่า การกระทำของอินเดีย “ไม่ชอบด้วยกฎหมายและถือเป็นโมฆะ” โดยจีนยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ในฉากหลังของข้อพิพาทระหว่างอินเดียกับจีน สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือความหลากหลายทางเชื้อชาติอันน่าทึ่งของผู้คนในอรุณาจัลประเทศ ดินแดนที่มีประชากรราว 1.5 ล้านคน กระจายอยู่ในหุบเขา ป่าทึบ และหมู่บ้านบนภูเขาสูง ที่นี่มีชนเผ่าพื้นเมืองมากกว่า 26 เผ่าหลัก และชนเผ่าย่อยอีกกว่า 100 กลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตระกูลภาษาและชาติพันธุ์ติเบต-พม่า เช่น Monpa, Adi, Nyishi, Galo, Apatani, Tagin และ Mishmi ชนเผ่าเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีวัฒนธรรม ภาษาท้องถิ่น และพิธีกรรมที่แตกต่างกัน หากยังมีรากเหง้าที่เกี่ยวโยงกับชาวทิเบตและจีนตอนใต้ บางกลุ่มพูดภาษาท้องถิ่นที่มีโครงสร้างไวยากรณ์ใกล้เคียงกับภาษาทิเบต อีกทั้งยังนับถือพุทธศาสนานิกายวัชรยานเช่นเดียวกับในทิเบต นี่จึงเป็นช่องโหว่เชิงวัฒนธรรมที่จีนใช้เป็นเหตุผลเสริมในการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนนี้
แต่อรุณาจัลประเทศไม่ได้สำคัญเฉพาะในเชิงประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ ทว่ามีมิติทางเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่อาจมองข้าม ด้วยพื้นที่กว่า 83,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยผืนป่าดิบชื้นและภูเขาสูงที่อุดมด้วยทรัพยากร ทั้งแร่ธาตุ ป่าไม้ และพลังงานน้ำ แม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำสีหลง (Siang River) ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำพรหมบุตร (Brahmaputra) ไหลผ่านรัฐนี้ และกลายเป็นแหล่งศักยภาพสำหรับการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในระดับมหภาค หากพัฒนาได้เต็มที่ อรุณาจัลประเทศสามารถกลายเป็น “ห้องเครื่องไฟฟ้า” แห่งใหม่ของอินเดีย และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับควบคุมต้นน้ำของแม่น้ำที่ไหลลงสู่รัฐอัสสัมและบังกลาเทศ

ด้วยศักยภาพนี้ จึงไม่แปลกที่จีนซึ่งตั้งโครงการก่อสร้างเขื่อนหลายแห่งบนฝั่งของตน ก็เฝ้าจับตาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในฝั่งอินเดียอย่างระแวดระวัง เช่นเดียวกับที่อินเดียก็เร่งสร้างถนน เชื่อมหมู่บ้าน และตั้งฐานทหารแนวชายแดนเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การเปลี่ยนชื่อสถานที่ (Toponymy Warfare) ไม่ใช่แค่การวาดแผนที่บนกระดาษ แต่คือการวาด “อัตลักษณ์และประวัติศาสตร์” ลงในแผ่นดิน โดยจีนมักอ้าง “หลักฐานประวัติศาสตร์” ที่ย้อนไปถึงสมัยราชวงศ์ถังหรือราชวงศ์ชิงเพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างของตน
แต่ในทางกลับกัน อินเดียตอบโต้ด้วยการยืนยันว่ารัฐอรุณาจัลประเทศเป็นหนึ่งใน “รัฐที่บูรณาการอย่างสมบูรณ์” ตามรัฐธรรมนูญของอินเดียตั้งแต่ปี 1987 และมีประชากรกว่า 1.5 ล้านคน ที่อาศัยอยู่และประกอบอาชีพอย่างสงบสุขภายใต้การปกครองของอินเดีย

การเปลี่ยนชื่อสถานที่ของจีนในรัฐอรุณาจัลประเทศ จึงไม่ใช่แค่การเรียกชื่อใหม่ในแผนที่เท่านั้น แต่คือการวางรากฐานทางจิตวิทยา วัฒนธรรม และการปกครอง เพื่อปักหมุดอำนาจอธิปไตยในพื้นที่ที่ยังไม่เคยได้มาอย่างเป็นทางการ เป็นการใช้ “การตั้งชื่อ” เป็นอาวุธอันแหลมคมที่สุดในคลังยุทธศาสตร์ของจีน กลยุทธ์ที่โลกเคยเห็นมาแล้วในหลายพื้นที่ เช่น กรณีหมู่เกาะ Dokdo/Takeshima ระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น หรือการบังคับใช้ชื่อ “ไชนีสไทเป” ต่อไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศ
นี่คือสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังคุกรุ่นใต้เงาเทือกเขาหิมาลัย การตั้งชื่อใหม่จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะชื่อคือจุดเริ่มต้นของอำนาจ และการยึดครองทางจิตวิญญาณที่นำไปสู่การท้าทายอธิปไตยในอนาคตอย่างแยบคายและยืดเยื้อ

ที่มา :