ฝ่าม เญิ้ต เวือง เจ้าพ่อ Vingroup วางหมากยาว เสนอสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมฮานอย–โฮจิมินห์ ด้วยทุนเอกชน

ฝ่าม เญิ้ต เวือง (Pham Nhat Vuong) มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเวียดนาม ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Vingroup ที่เปลี่ยนหน้าเศรษฐกิจเวียดนามมาหลายรอบ กำลังท้าทายและสยายปีกธุรกิจอีกครั้ง ด้วยการเปิดบริษัทใหม่ชื่อว่า VinSpeed เพื่อสานฝันโปรเจกต์แห่งชาติที่มีการวางแผนมาตั้งแต่ 18 ปีที่แล้ว กับ “รถไฟความเร็วสูง” ที่จะเชื่อมฮานอย เมืองหลวงที่อยู่ทางตอนเหนือกับมหานครโฮจิมินห์ทางตอนใต้ ด้วยงบประมาณ 67,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นราว 14% ของ GDP ของเวียดนามในปี 2567


ฝ่าม เญิ้ต เวือง (Pham Nhat Vuong) มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเวียดนาม ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Vingroup
รถไฟความเร็วสูงเวียดนาม
สมัชชาแห่งชาติ (NA) เวียดนาม อนุมัติโครงการดังกล่าวเพื่อการลงทุนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นประมาณ 1,700 ล้านล้านดองเวียดนาม (67,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
VinSpeed บริษัทที่เพิ่งก่อตั้งภายใต้ Vingroup ของ Vuong ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามได้ยื่นข้อเสนอในการก่อสร้างทางรถไฟเมื่อเร็วๆ นี้โดยมีมูลค่า 1,560 ล้านล้านดองเวียดนาม (61,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเคลียร์พื้นที่
ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้ของเวียดนามได้รับการอนุมัติให้เป็นโครงการลงทุนของรัฐโดยมีรัฐบาลเป็นผู้ลงทุน แต่ VinSpeed เสนอให้โครงการนี้ดำเนินการโดยภาคเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ โดยบริษัทจะลงทุน 20% ของงบประมาณทั้งหมด และขอสินเชื่อดอกเบี้ย 0% จากรัฐบาลสำหรับส่วนที่เหลืออีก 80% โดยมีแผนที่จะเริ่มก่อสร้างในเดือนธันวาคมนี้ และจะเปิดดำเนินการทั้งสายได้ภายในเดือนธันวาคม 2573
ด้วยรูปแบบการลงทุนนี้ จะทำให้ VinSpeed กลายเป็นผู้ลงทุนและอนุญาตให้ VinSpeed บริหารจัดการ และนำโครงการเข้าสู่เชิงพาณิชย์ได้
มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนสนับสนุนแนวคิดในการปล่อยให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น
เล ดุย บิ่ญ ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษา Economica Vietnam กล่าวว่าสิ่งนี้จะช่วยระดมเงินทุนจากภาคเอกชนและรับรองว่าความต้องการเงินทุนจะได้รับการตอบสนองโดยไม่กระทบต่องบประมาณของรัฐหรือหนี้ของรัฐบาล

แทนที่จะนำงบประมาณไปใช้กับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลสามารถนำเงินส่วนนั้นไปใช้ในโครงการเชิงยุทธศาสตร์อื่นๆ ในภาคส่วนที่มีความสำคัญ เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และการป้องกันประเทศ
บุ้ย ซวน ฟอง อดีตประธานสมาคมเศรษฐกิจและการขนส่งทางรถไฟเวียดนาม กล่าวว่า โครงการใหญ่ๆ สามารถได้รับประโยชน์จากแนวทางการบริหารจัดการที่เข้มงวด เด็ดขาด และมีพลังของบริษัทเอกชน
VinSpeed กล่าวว่าบริษัทวางแผนที่จะสร้างทางรถไฟให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างเพียงครึ่งหนึ่งของที่คาดการณ์ไว้เดิม
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนด้วยว่ากลไกที่เป็นเอกลักษณ์หรือแรงจูงใจพิเศษใดๆ จะต้องมีความโปร่งใสและสมดุลเพื่อหลีกเลี่ยงการมอบผลประโยชน์ที่มากเกินไปให้กับบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง
ก่อนหน้านี้เวียดนามมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับเงินทุนจากการลงทุนภาคเอกชนโดยตรง เช่น สนามบินนานาชาติวานดอนในจังหวัดกว๋างนิญทางตอนเหนือ แต่ไม่มีโครงการใดเทียบได้กับขนาดของรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้ที่เสนอไว้
ด้าน ลาง็อก เคห์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าการที่บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่และมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์เช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่มีรูปแบบระหว่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับให้ปฏิบัติตาม
“เราไม่ควรเบี่ยงเบนไปจากโมเดลที่ได้รับการทดสอบในทางปฏิบัติแล้ว” เขากล่าวพร้อมเสริมว่า
เนื่องจาก VinSpeed เสนอระยะเวลาการดำเนินการโครงการ 99 ปี จึงอาจใช้รูปแบบ Build-Operate-Transfer (BOT) แทน

ทั้งนี้ รูปแบบ Build-Operate-Transfer หรือ BOT ซึ่งย่อมาจาก “ก่อสร้าง-ดำเนินงาน-โอนคืน” คือหนึ่งในกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริง โดยเฉพาะกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ถนน ทางด่วน รถไฟ ท่าเรือ หรือระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ โมเดลนี้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนก่อสร้างโครงการด้วยเงินทุนของตนเองหรือแหล่งเงินกู้ที่จัดหาเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ เอกชนจะได้รับสิทธิในการดำเนินงานและบริหารโครงการเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้สามารถคืนทุนและสร้างผลตอบแทนจากการให้บริการ เช่น การจัดเก็บค่าผ่านทาง ค่าธรรมเนียม หรือรายได้รูปแบบอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้—ซึ่งในกรณีของ VinSpeed อาจยาวนานถึง 99 ปี—ทรัพย์สินทั้งหมดในโครงการจะถูกโอนกลับคืนสู่รัฐโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือในเงื่อนไขที่ตกลงไว้ล่วงหน้า
รูปแบบ BOT จึงเป็นแนวทางที่สมดุลและมีประสิทธิภาพในการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการระยะยาว โดยเฉพาะในกรณีที่เสนอช่วงเวลาดำเนินการยาวนานเช่นนี้ BOT จึงอาจเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด ทั้งในแง่ของการลดภาระการลงทุนของภาครัฐ และการสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในโครงการที่มีความสำคัญระดับชาติ
เหงียน วัน ฟุก อดีตรองประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า VinSpeed ยังสามารถเข้าร่วมโครงการในฐานะนักลงทุนภายใต้รูปแบบความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) หรือในฐานะผู้รับเหมาทั่วไปได้
ตัวเลือกเหล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ดำเนินการ และนำเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเข้าสู่เชิงพาณิชย์ควบคู่ไปกับรัฐบาลหรือบริษัทอื่นๆ

VinSpeed เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมทุนจดทะเบียน 6 ล้านล้านดอง คิดเป็นไม่ถึง 1% ของต้นทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ตั้งเป้าไว้ แต่เป้าหมายของบริษัทนี้ใหญ่โตไม่แพ้รางรถไฟ เพราะ VinSpeed เสนอแผนขอกู้เงินจากรัฐบาลถึง 80% ของเม็ดเงินลงทุนทั้งหมด หรือราว 1.25 ล้านล้านดอง (ประมาณ 49,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยไม่คิดดอกเบี้ย พร้อมผ่อนคืนยาวๆ 35 ปี ส่วนอีก 20% หรือราว 312.33 ล้านล้านดอง (12,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) บริษัทจะรับผิดชอบเองทั้งหมด
ดาว ธุ้ย ว่าน รองซีอีโอ VinSpeed ให้สัมภาษณ์กับ VnExpress ว่า โครงการนี้คือการลงทุนระยะยาวที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้
“เราไม่ได้ขอให้รัฐลงเงิน แต่ขอแค่ให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย” เธอกล่าว พร้อมย้ำว่า VinSpeed จะรับผิดชอบเงินลงทุนอีก 20% รวมถึงต้นทุนดอกเบี้ยทั้งหมดในส่วนนั้น
เธออธิบายเพิ่มเติมว่า บริษัทมีแผนชำระคืนภายใน 35 ปี ขณะที่หากเป็นรัฐดำเนินการเอง อาจใช้เวลานานถึง 70 ปีกว่าจะคืนทุน
ที่น่าคิดคือ จากข้อมูลที่บริษัษัทจัดเก็บมาพบว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงทั่วโลกกว่า 98% ขาดทุน และต้องใช้งบหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในการบำรุงรักษาและปรับปรุงทุก 30 ปี
“ถ้ารัฐให้ VinSpeed รับไม้ต่อ ก็ไม่ต้องแบกภาระพวกนี้” เธอกล่าวตรงไปตรงมา
ขณะเดียวกัน หนึ่งในข้อเสนอของ VinSpeed คือการใช้พื้นที่รอบสถานีรถไฟความเร็วสูงเพื่อพัฒนาเมืองตามแนวคิด TOD (Transit-Oriented Development) ที่ใช้ระบบขนส่งเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเมือง
VinSpeed ย้ำว่าบริษัทไม่ได้เสนอสร้างโครงการนี้เพื่อเก็งกำไรที่ดิน เพราะสถานีส่วนใหญ่อยู่ในชานเมือง ไม่ใช่ทำเลทอง แต่คือที่ดินเกษตรที่ยังไม่มีมูลค่ามาก
“ถ้าเป้าคือซื้อที่ดิน เราคงไม่เอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับโครงการที่รู้ดีว่าไม่มีกำไรในระยะสั้นแน่นอน” เธอกล่าว
ฮานอย
ฮานอย
ด้าน เตรือง ถาน ดุ๊ก ซีอีโอของสำนักงานกฎหมาย ANVI มองต่างมุม โดยเตือนว่าการขอกู้เงินมหาศาลโดยไม่คิดดอกเบี้ยนั้นถือเป็น “เงื่อนไขพิเศษ” ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
“ถ้ารัฐไม่วางกฎเกมให้ชัด จะกลายเป็นตัวอย่างที่อันตราย” เขากล่าว พร้อมเสนอให้มีการตั้งเงื่อนไขเข้มข้น เช่น จำกัดเพดานกำไรมีกลไกแบ่งปันความเสี่ยง-ผลประโยชน์ หากรายได้สูงกว่าคาด ต้องจ่ายคืนบางส่วน รวมถึงเปิดเผยการดำเนินงานทั้งหมดต่อสาธารณะ
“อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่แค่โครงการรถไฟ แต่เป็นตัวเร่งเศรษฐกิจและการพัฒนาเมือง รัฐควรมองประโยชน์ทางอ้อมด้วย” เขาเน้นย้ำ
ขณะนี้ ข้อเสนอของ VinSpeed กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ โดยกระทรวงก่อสร้างจะรวบรวมความเห็น เสนอต่อรัฐบาล และนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ–ใต้ของเวียดนาม ซึ่งมีระยะทางรวม 1,541 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้ นับเป็นโครงการระดับเมกะโปรเจกต์ที่ไม่เพียงปฏิวัติรูปแบบการเดินทางของประเทศ แต่ยังแฝงไว้ด้วยพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมโดยเส้นทางรถไฟสายนี้จะพาดผ่าน 20 จังหวัดและเมืองสำคัญทั่วประเทศ รวมถึงเมืองหลักอย่างฮานอย นิงห์บิ่ญ เว้ ดานัง ญาจาง และโฮจิมินห์ซิตี้ ซึ่งล้วนเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของเวียดนามทั้งสิ้น การเชื่อมต่อพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกันด้วยระบบคมนาคมที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ย่อมช่วยลดช่องว่างระหว่างภูมิภาค กระตุ้นการกระจายตัวของโอกาสทางเศรษฐกิจ และเร่งการพัฒนาพื้นที่ชนบทให้เชื่อมโยงกับเขตเมืองมากขึ้น

เมื่อการเข้าถึงเมืองต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และต่อเนื่อง พื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงก็มักจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางแห่งใหม่ของการพัฒนาเมืองหรือที่เรียกว่า Transit-Oriented Development (TOD) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเมืองที่เกิดขึ้นรอบโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านคมนาคม โดยจะมีการเร่งลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ การค้า การบริการ และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรและธุรกิจ ผลกระทบเชิงบวกคือการขยายตัวของเมืองและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจนำไปสู่ความท้าทายเชิงสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ที่ดินอย่างไม่ยั่งยืน ปัญหามลพิษ ความแออัด หรือการสูญเสียพื้นที่สีเขียว หากไม่มีการวางแผนผังเมืองที่ชาญฉลาดและยั่งยืน
นอกจากนี้ ในมิติของแรงงาน โครงการนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการสร้างงานในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานก่อสร้าง วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญระบบรถไฟ พนักงานประจำสถานี ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ การซ่อมบำรุง และการให้บริการผู้โดยสาร ซึ่งการจ้างงานเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดอัตราการว่างงานในระยะสั้น แต่ยังมีศักยภาพในการพัฒนา “ทุนมนุษย์” ของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐและเอกชนสามารถพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและระบบขนส่งยุคใหม่ที่เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่
ด้วยเหตุนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงจึงไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางแห่งการเดินทาง แต่เป็นเส้นทางของการยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของชาวเวียดนามในทุกภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมและมีนัยยะสำคัญต่ออนาคตของประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเสนอการสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมฮานอย–โฮจิมินห์โดย VinSpeed ในเครือ Vingroup จะสร้างกระแสความตื่นตัวและได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและประชาชนในเวียดนามในฐานะโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อาจเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศได้อย่างสิ้นเชิง แต่อีกด้านหนึ่ง โครงการนี้ก็ยังมีข้อกังวลหลายประการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
โฮจิมินห์ซิตี้
โฮจิมินห์ซิตี้
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ แม้รถไฟความเร็วสูงจะสามารถย่นระยะเวลาเดินทางจากเหนือจรดใต้ได้อย่างมาก แต่ด้วยระดับรายได้ของประชากรเวียดนามที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ จึงเกิดคำถามว่าโครงสร้างราคาค่าโดยสารจะเอื้อต่อการเข้าถึงของประชาชนทั่วไปหรือไม่ หากกลายเป็นการเดินทางที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เพราะราคาสูงเกินไป ก็อาจทำให้โครงการไม่บรรลุเป้าหมายที่แท้จริงในการยกระดับคุณภาพชีวิตและกระตุ้นเศรษฐกิจ
อีกด้านหนึ่งคือผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกระบวนการเวนคืนที่ดินและการก่อสร้างตลอดเส้นทาง ซึ่งอาจกระทบต่อชุมชน (คาดว่าจะต้องเวนคืนที่ดินและย้ายถิ่นฐานประชากรกว่า 120,000 คน) เกษตรกรรม และระบบนิเวศในบางพื้นที่ที่เปราะบาง หากไม่มีแผนเยียวยาที่เป็นธรรมและโปร่งใส ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับท้องถิ่นและแรงต้านจากภาคประชาชนได้
นอกจากนี้ โครงการขนาดใหญ่นี้ยังต้องการการออกแบบที่บูรณาการกับระบบขนส่งอื่นอย่างรอบด้าน ทั้งในระดับเมืองและภูมิภาค เพราะต่อให้รถไฟความเร็วสูงจะเร็วเพียงใด หากการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะภายในเมืองไม่สะดวก ก็อาจลดทอนศักยภาพของทั้งระบบและไม่สามารถดึงดูดผู้โดยสารได้เต็มที่ กลายเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าความคาดหวัง
แม้ว่า ฝ่าม เญิ้ต เวือง นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่ง Vingroup จะมีวิสัยทัศน์และประวัติของการผลักดันโครงการใหญ่ๆ มาแล้วมากมาย แต่โครงการรถไฟความเร็วสูงนี้มีมิติที่ลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงโปรเจกต์ธุรกิจ เพราะเกี่ยวพันกับอนาคตของเวียดนามในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้วัดกันที่แค่การเริ่มต้นก่อสร้าง แต่ต้องดูว่าสามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้จริงหรือไม่ ในแง่ของความเท่าเทียม การเข้าถึง และผลลัพธ์ที่กระจายสู่คนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ที่มา :