สถานการณ์ วิกฤตภาษีสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างรอการเจรจากับสหรัฐ และยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร ในช่วงเวลานี้ การเตรียมความพร้อมให้กับ สินค้าเกษตรของไทย ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบเมื่อสหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีไทยร้อยละ 36 น่าจะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากที่สุด แต่การประกาศเก็บภาษีของสหรัฐในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อสินค้าอะไรบ้าง จากรายการ BUSINESS WATCH ในเรื่อง “โอกาส “สินค้าเกษตรไทย” ในวิกฤตภาษีสหรัฐฯ” ที่นำเสนอทาง Youtube : TNN มีคำตอบพร้อมคำแนะนำวิธีในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้
จากข้อมูลของ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานว่าจากการติดตามสถานการณ์การค้าในยุคที่ประธานาธิบดีทรัมป์มารับตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง และได้วางมาตรการหลากหลายทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการค้าตอบโต้ การยกเลิกภาษีสำหรับสินค้าที่มูลค่าน้อย ด้านสินค้าจีนก็ตอบโต้กับมาตรการของทรัมป์อย่างรุนแรงไม่น้อย และแน่นอนว่าทุกมาตรการการค้านี้ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อ สินค้าเกษตรของไทย ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม
โดยตามข้อมูลของ trademap.org ระบุว่าในปี 2567 ประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปที่สหรัฐอเมริกามีมูลค่าทั้งหมด 4,759 ดอลลาร์ และ สินค้าเกษตรของไทย ที่ส่งออกมากที่สุด คือ อาหารสุนัข-แมว ข้าว ปลาทูน่าปรุงแต่ง น้ำผลไม้-น้ำผัก และ สนค. ได้วิเคราะห์ผลกระทบทางภาษีต่อสินค้าของไทยที่เป็นกลุ่ม สินค้าเกษตรของไทย เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ
เป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นอันดับต้นๆ มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงซึ่งสินค้ากลุ่มนี้เองที่คาดว่าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นจากการทดแทนสินค้านำเข้าจากจีน ได้แก่ อาหารสุนัข-แมว ข้าว ปลาแมคเคอเรลปรุงแต่ง เนื้อปลาลิ้นหมาแบบฟิลเล หน่อไม้ปรุงแต่ง
อาหารสุนัข-แมว ที่สหรัฐฯ นำเข้าเยอะมากในแต่ละปี ประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศไทยเป็นคู่ค้าที่นำเข้าสินค้าประเภทนี้เป็นอันดับหนึ่ง มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 38 ของมูลค่านำเข้าในภาพรวม
ข้าว ก็เป็นอีกหนึ่ง สินค้าเกษตรของไทย ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน มีมูลค่า 840 ล้านเหรียญสหรัฐ จากจำนวนการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศของสหรัฐฯทั้งหมด 1,500 ล้านเรียญสหรัฐ ต่อปี เท่ากับว่า ไทย ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าในภาพรวม
ปลาแมคเคอเรลปรุงแต่ง สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 16 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 31 ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด ถ้าเทียบกับการนำเข้าสินค้าประเภทนี้จากจีนมีมูลค่าแค่ 6 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับร้อยละ 11 ของการนำเข้าทั้งหมดเท่านั้น
เนื้อปลาลิ้นหมาแบบฟิลเล นำเข้าจากไทย 94 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่สินค้าชนิดนี้ สหรัฐฯได้นำเข้าจากจีนถึง 62 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนแบ่งการตลาดสูงถึงร้อยละ 66 แต่ก็นำเข้าจากไทย รองจากจีน มูลค่าประมาณ 9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 10
หน่อไม้ปรุงแต่ง นำเข้าจากจีนเป็นอันดับที่ 1 มูลค่าเกือบ 17 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 59 ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่ นำเข้าหน่อไม้ปรุงแต่งจากไทยเป็นอันดับที่ 2 มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนแบ่งประมาณ ร้อยละ 17
กลุ่มสินค้าที่มีโอกาส
เป็นกลุ่มสินค้าที่แต่เดิม สหรัฐฯ จะนำเข้าจากจีนเป็นลหัก โดยประเทศไทยก็ส่งออกไปบ้าง แต่สัดส่วนยังไม่ค่อยมากเท่าไรนัก ซึ่งถ้าเราเพิ่มสัดส่วนของสินค้ากลุ่มนี้ได้ ก็จะเป็นทั้งโอกาสและประโยชน์ ต่อการส่งออกของไทย ได้แก่ พาสต้า ปลาหมึกแช่แข็ง ซอสถั่วเหลือง ปลาปรุงแต่ง พืชผักตระกูลถั่ว
พาสต้าหรือผลิตภัณฑ์ประเภทเส้น เช่น เส้นหมี่ วุ้นเส้น สหรัฐมีอัตราการนำเข้าสินค้าประเภทนี้ในภาพรวมทั้งหมด 590 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีนนำเข้าสินค้าประเภทนี้ไปยังสหรัฐฯมากที่สุด และนำเข้าจากไทยเป็นอันดับที่ 6
ปลาหมึกแช่แข็ง สหรัฐฯ ก็พึ่งพาการนำเข้าประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้าจากจีนเป็นอันดับที่ 2 ประมาณ 40 ล้านเหรียญ และนำเข้าจากไทยเป็นอันดับที่ 6 มูลค่าประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซอสถั่วเหลือง สหรัฐนำเข้าประมาณ 140 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจีนเป็นชาติที่นำเข้าอันดับหนึ่งประมาณ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 5 มูลค่าการส่งออกประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปลาปรุงแต่ง สหรัฐนำเข้าประมาณ 140 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจีนเป็นชาติที่นำเข้าอันดับสาม มูลค่าประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 4 มูลค่าการส่งออกประมาณ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ
พืชผักตระกูลถั่วแช่แข็ง สหรัฐนำเข้าประมาณ 48 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจีนเป็นชาติที่นำเข้าอันดับหนึ่ง มูลค่าประมาณ 17 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 5 มูลค่าการส่งออกประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ
กลุ่มสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังการเบี่ยงเบนทางการค้า
เช่น กระเทียมสด กระเทียมแช่เย็น พืชผัก พริกแห้ง ชาเขียว หอมหัวใหญ่แห้งและผง เป็นต้น ซุ้งล้วนเป็นสินค้าเกษตรที่มีจีนมีศักยภาพในการผลิตสูง แต่ไทยก็สามารถปลูกและผลิตเพื่อส่งออกได้เช่นกัน สินค้ากลุ่มนี้มีการคาดการณ์ว่าเกษตรกรไทยผู้ปลูกและผลิตสินค้า จะต้องเจอกับการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่ก็อาจเป็นผลดีกับผู้ประกอบการบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้ในราคาที่ถูกลง
ยกตัวอย่าง กระเทียมทั้งสดและแช่แข็ง ประเทศจีน เป็นประเทศที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้ว ซึ่งทุกวันนี้ประเทศไทยก็บริโภคกระเทียมที่นำเข้าจากจีนจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อ สหรัฐฯ มีปัญหา กับจีน ก็ย่อมมีโอกาสที่สหรัฐฯจะไม่ซื้อกระเทียมจากจีน ดังนั้น ทางฝั่งจีน ก็ต้องระบายผลผลิตกระเทียมออกมายังไทยด้วย
ดังนั้น ตามข้อมูลที่กล่าวมา การรักษาส่วนแบ่งทางการค้าของสินค้าเกษตรของไทย ท่ามกลางสมรภูมิสงครามการค้าในตอนนี้ อาจจะเป็นเรื่องยากและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพราะประเทศไทยเองก็โดนมาตรการภาษีต่างตอบโต้จากสหรัฐฯในอัตราที่สูงเช่นกัน แม้ว่าตอนนี้ยังถูกผ่อนเวลาออกไปในระยะเวลา 90 วัน แต่สุดท้าย ก็ยังไม่มีใครทราบได้ว่าเราจะโดนเก็บภาษีจากสหรัฐฯจำนวนเท่าไร
นอกจากนั้น จากการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย ทาง Krungthai Compass ก็มองว่ามีปัจจัยที่กดดัน ในหลายเรื่อง ที่ผู้ผลิตไทยจำเป็นต้องรู้ นั่นคือ
นโยบายภาษีของสหรัฐฯใหม่ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นสิ่งที่ผู้ผลิตไทยต้องรับมือแน่นอน โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ หรือมีอัตราการส่งออกไปยังสหรัฐฯในอัตราที่สูง
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งในปัจจุบัน โลกของเราเกิดความขัดแย้งในหลายจุดด้วยกัน ปัจจัยนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุน ไม่ว่าจะเป็น โลจิสติกส์ การขนส่งต่าง ถ้าความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไปยาวนาน ย่อมส่งผลกระทบกับสินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดในตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง เช่น สินค้าเกษตรในกลุ่ม ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและอาหารทะเลแปรรูป
ต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรลดลงโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานอย่างเข้มข้น ยกตัวอย่างกลุ่มที่เป็นอาหารทะเลกระป๋อง อาหารแปรรูปจากผลไม้สด เช่น ผลไม้แช่เย็น แช่แข็ง และแบบแห้ง เป็นต้น
กฎระเบียบการค้าโดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ยกตัวอย่าง กฏหมายที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าไม้ของสหภาพยุโรป หรือ EUDR ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2568 นี้เป็นต้นไปสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ และ สำหรับบริษัท SME ก็จะบังคับใช้กฎหมายนี้ในวันที่ 30 มิถุนายน ปี 2569 ผลกระทบนี้ คาดว่าจะเกิดกับผู้ผลิตของไทยที่เกี่ยวข้องอยู่ในธุรกิจการผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน
การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในตลาดส่งออก เพราะอุปทานหรือปริมาณความต้องการสินค้าที่เป็นพืชเกษตรเพิ่มมากขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่เข้าสู่ภาวะปกติ ประกอบกับ ผลผลิตทางการเกษตรในประเทศเอเชียก็จะมีเพิ่มมากขึ้น ความกังวลในเรื่องของความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศจะบรรเทาลงเพราะปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ราคาต่ำลงด้วย
รู้ทันผลกระทบทุกมิติที่เกิดขึ้นกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
“MONEY WAR” จาก สงครามภาษี สู่ สมรภูมิการเงิน “หยวน” ข่ม “ดอลลาร์” ศึกใหม่บน “บล็อกเชน”
“วิคเตอร์ เกา” ผู้กล้าแห่งแดนมังกร ต้านสงครามภาษีอเมริกา ด้วยมันสมองและคารมที่คมกว่าใบมีดโกน
“ภาษีศุลกากรตอบโต้” คือกระสุนหรือกับดัก? มุมมองใหม่ศึกชิงมหาอำนาจโลก สหรัฐอเมริกา vs จีน













