ร้านขายยายุคเอไอ เภสัชกรดี ไม่ต้องถึงมือหมอ

รถไฟฟ้าวันหยุดตอนสายๆ ค่อนข้างโล่ง มีที่นั่งให้เลือก แต่ชอบที่จะยืนชมบรรยากาศข้างทาง ย้อนวันวาน หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป แต่ยังอบอวลด้วยเสน่ห์แบบไทย จุดหมายปลายทางคือไบเทคบุรี หรือที่คนส่วนใหญ่มักเรียกแบบคุ้นเคยว่า ไบเทค บางนา


การเดินทางมาไบเทค สะดวกทั้งการใช้รถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากอยู่ใกล้กับทางด่วน หรือถ้าไม่อยากขับรถยนต์ก็ใช้บริการรถไฟฟ้า มีทางเดินเชื่อมเข้าถึงศูนย์ประชุม จุดหมายคือ งานมหกรรมแสดงสินค้าร้านยาแห่งชาติ ครั้งที่3 ถือเป็นมหกรรมยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการร้านขายยา นำเสนอสินค้าสำหรับธุรกิจร้านยาครบวงจร พร้อมองค์ความรู้ในการสัมมนาวิชาการ หลากหลายหัวข้อจากผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อไปถึงงานได้พบกับผู้จัด แนะนำให้รู้จักเจ้าของร้านขายยาหลายคน ได้สนทนาก็ทราบว่า “เอไอ” กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีร้านขายยา ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าในอดีตเรามีกฎหมายว่าด้วยยา พ.ศ. 2557 กำหนดให้ร้านขายยาจะต้องมีเภสัชกรอยู่ประจำร้าน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับบริการด้านยาอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน อนาคตเราอาจต้องมีกฎหมายสำหรับ “เภสัชกรเอไอ” ก็เป็นได้
ในโลกยุคใหม่เราไม่สามารถปฏิเสธเทคโนโลยี ยกตัวอย่าง DeepSeek หรือ ChatGPT กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ผู้บริโภคจำนวนมากสอบถามเอไอก่อนเข้าร้านยาว่ามีอาการแบบนี้จะต้องกินยาอะไร ร้านยาจึงต้องพัฒนาธุรกิจให้เท่าทันเทคโนโลยี เช่นการนำเอไอมาช่วยวางแผนสต็อกยาให้เพียงพอต่อความต้องการ การคาดการณ์การระบาดของโรค หรือการสื่อสารระหว่างเภสัชกรกับผู้ป่วยผ่านแชทบอทต่างๆ

การคุยกับ คุณเทวัญ งามบุญสิน อดีตนายกสมาคมร้านขายยา ผู้ก่อตั้งบริษัท โมเดิร์น เฮลธ์มาร์ท จำกัด ดำเนินธุรกิจขายปลีก-ส่งยารักษาโรคและเภสัชภัณฑ์ ฉายภาพตรงประเด็นว่า ปัจจุบันร้านยาเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะทุกอย่างต้องก้าวไปตามโลกาภิวัฒน์ ร้านขายยารุ่นเก่าต้องปรับตัว ใครปรับตัวไม่ทันก็ต้องปิดกิจการไป การจัดงานมหกรรมแสดงสินค้าร้านยาแห่งชาติ เป็นอีกหนึ่งช่องทางทำให้ร้านยารายเล็กหรือร้านเก่าที่ยังเข้าไม่ถึงระบบต่างๆ ได้เข้ามาชมงานนี้ ได้มีโอกาสติดต่อกัน ทำให้เกิดความร่วมมือเชิงเครือข่ายกว้างมากขึ้น ได้เข้าใจความเปลี่ยนแปลง และสามารถปรับตัวได้ทันกับโลกยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าเอไอ คือจรรยาบรรณของเภสัชกร เห็นอกเห็นใจผู้ป่วย จัดยาอย่างมีคุณธรรม ซึ่ง ภ.ก.ชยินท์ จตุรพรประสิทธิ์ นายกสมาคมร้านขายยา สะท้อนภาพว่า ปัจจุบันสมาคมร้านขายยามีสมาชิก 7,000 ร้านค้าทั่วประเทศ เรามีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเป็นมืออาชีพ เป็นมิตรกับผู้บริโภค มีจรรยาบรรณความโปร่งใสตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อขับเคลื่อนให้ร้านยาไทยมีศักยภาพทั้งในเชิงวิชาชีพและเชิงธุรกิจอย่างยั่งยืน
เมื่อสอบถามว่า จุดมุ่งหมายของการจัดงานนี้คืออะไร คำตอบคือการเปิดโอกาสให้กับร้านขายยาทั่วประเทศ โดยเฉพาะร้านยา SME ที่เป็นกระดูกสันหลังของระบบสุขภาพในชุมชน เข้ามาสัมผัสนวัตกรรม  เชื่อมการเจรจาธุรกิจ การอัปเดตเทรนด์ผลิตภัณฑ์ และเสริมความรู้วิชาชีพ ให้ร้านยาทุกแห่งรู้สึกว่าตนเองมีพลัง มีโอกาสเติบโต และมีเครือข่ายที่พร้อมสนับสนุนในทุกมิติ

คุณภาสกร สกุลปิ่นจง ประธานจัดงานฯ กล่าวย้ำว่า เราไม่ใช่แค่จัดงาน แต่เรากำลัง “สร้างมาตรฐานใหม่” ให้กับวงการร้านยา ภายใต้แนวคิด “รวมใจร้านยา พัฒนาธุรกิจ ดูแลสุขภาพชีวิตประชาชน” ซึ่งไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นพันธสัญญา เราต้องการสร้าง DNA ของงานมหกรรมนี้ให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า เป็นจุดนัดพบของคนในวงการที่มีเป้าหมายร่วมกัน
การมีโอกาสคุยกับ คุณแก้ว ร้านยากรุงเทพ ทำให้รู้ว่าเมืองไทยมีร้านขายยาแบบ stand alone 24 ชั่วโมง เขาเล่าว่าร้านยากรุงเทพเปิดให้บริการมากว่า 27 ปี ปัจจุบันมี 90 สาขากระจายในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี สาเหตุที่เปิดร้านขายยา 24 ชั่วโมง เพราะต้องการแบ่งเบาภาระโรงพยาบาล ซึ่งถ้าถามความคุ้มค่าทางด้านการเงินคงไม่คุ้ม แต่คนเจ็บป่วยที่เขามีความเดือดร้อนตอนกลางคืน หาซื้อยาไม่ได้ เราก็เป็นที่พึ่งของเขาในยามลำบาก ในอนาคตอยากขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดที่เราไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่ได้มีเงินหนา เป็นแค่คนธรรมดาที่อยากจะช่วยคน จึงขยายแบบค่อยเป็นค่อยไป
ร้านขายยาถือเป็นแหล่งบริการสุขภาพเบื้องต้น ถ้าร้านขายยามีคุณภาพ สุขภาพของประชาชนก็ดีตามไปด้วย การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเป็นมืออาชีพ เป็นมิตรกับผู้บริโภค มีจรรยาบรรณความโปร่งใสตามมาตรฐานวิชาชีพ ถือเป็นการคืนกำไรสู่สังคม ได้เภสัชกรดี ก็ไม่ต้องถึงมือหมอ