“ศาลโลก” คือเครื่องมือยุติข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยความเที่ยงตรง หรืออาวุธทางการเมืองของมหาอำนาจกันแน่?!

เราถูกสอนให้เชื่อว่า “ศาลโลก” หรือ “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” (International Court of Justice – ICJ) คือที่พึ่งสุดท้ายของมนุษยชาติ โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยข้อพิพาททางการเมืองและดินแดนที่ยืดเยื้อ ศาลโลกควรเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่เมื่อมองใกล้เข้าไป กลับพบว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ศาลยุติธรรม แต่คือ “โรงละครทางการเมือง” ที่แต่งหน้าทาปากด้วยกฎหมายสากล


ICJ เวทีแห่งความยุติธรรม หรือเวทีของอภิมหาอำนาจ?

ICJ มีบทบาทในฐานะศาลสูงสุดของโลกด้านข้อพิพาทระหว่างรัฐ แต่คำถามคือ ใครเป็นผู้เลือกผู้พิพากษา? ใครมีสิทธิยับยั้ง หรือไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินได้อย่างไม่มีผลใดๆ ตามมา? คำตอบคือ “ประเทศมหาอำนาจ” นั่นเอง เพราะผู้พิพากษา ICJ มาจากการโหวตในสมัชชาใหญ่และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่ง 5 ชาติมหาอำนาจมีสิทธิ “วีโต้”

"ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ" (International Court of Justice - ICJ)
“ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” (International Court of Justice – ICJ)

เบื้องหลังม่านกฎหมายกับความเป็นกลางที่คลุมเครือ

ICJ ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างรัฐและให้ความเห็นทางกฎหมายในกรณีที่สหประชาชาติต้องการคำวินิจฉัย หลายคนมองว่าศาลนี้คือเสาหลักของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่หากมองลึกลงไปในกระบวนการแต่งตั้งผู้พิพากษาและบทบาทของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กลับพบว่าผู้พิพากษาของศาลโลก 15 คน ถูกเลือกโดยการลงคะแนนจากสมัชชาใหญ่และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งสมาชิกถาวรของคณะมนตรี ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อังกฤษ และฝรั่งเศส มี “อิทธิพล” ในการชี้ชะตาโดยปริยาย
ในโลกแห่งความเป็นจริง “ความยุติธรรม” ที่แท้จริงอาจเป็นสิ่งหายากโดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศ แม้ศาลโลกจะมีอุดมการณ์งดงาม แต่หากขาดกลไกในการบังคับใช้คำตัดสิน และเปิดช่องให้การเมืองระหว่างประเทศแทรกแซงได้ง่ายเช่นนี้ ก็คงยากจะเรียกได้ว่า “เที่ยงธรรมอย่างแท้จริง”
ศาลโลกอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความขัดแย้งระหว่างรัฐ หากไม่สามารถยืนอยู่เหนืออำนาจทางการเมืองได้อย่างแท้จริง

กรณีศึกษาสำคัญ เมื่อศาลโลกตัดสินค้านสายตา คือ “คดีโคโซโว…การประกาศเอกราชที่ท้าทายกฎหมายระหว่างประเทศ”

ในปี 2010 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้วินิจฉัยในคดีสำคัญที่ทั่วโลกจับตามอง กรณีการประกาศเอกราชของโคโซโว โคโซโวแยกตัวออกจากเซอร์เบียเมื่อปี 2008 แต่การแยกตัวครั้งนี้ไม่ได้รับการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และยังขัดกับรัฐธรรมนูญของเซอร์เบียโดยตรง
โคโซโว
โคโซโว
ศาลโลกตัดสินว่า การประกาศเอกราชของโคโซโวไม่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้มีข้อห้ามชัดเจนเกี่ยวกับการแยกตัวของดินแดนจากรัฐแม่ ถึงแม้ว่าจะขัดกับกฎหมายภายในของเซอร์เบียก็ตาม โคโซโวสามารถดำรงฐานะรัฐเอกราชได้ แม้ว่าจะไม่ได้รับการรับรองจาก UNSC
คำตัดสินนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งในเวทีโลกอย่างมาก ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส สนับสนุนโคโซโว ขณะที่รัสเซียและจีนคัดค้านอย่างหนัก โดยเห็นว่าการแยกตัวเช่นนี้เป็นการละเมิดหลักการอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน
ผลกระทบที่ตามมาคือ คำตัดสินนี้อาจเปิดทางให้เกิดการแยกประเทศหากมีประเทศมหาอำนาจคอยหนุนหลัง ซึ่งจะส่งผลให้การแบ่งแยกดินแดนกลายเป็นเรื่องปกติและสร้างความไม่มั่นคงในระดับภูมิภาคและโลก
คดีนี้สะท้อนความเปราะบางของศาลโลกที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมือง ทำให้บทบาทของศาลดูเหมือนถูกจำกัดด้วยอิทธิพลของมหาอำนาจ และเกิดบรรทัดฐานใหม่ที่คลุมเครือในกฎหมายระหว่างประเทศ การตัดสินของ ICJ อาจกลายเป็น “ข้ออ้างทางกฎหมาย” ให้กลุ่มหรือชาติที่ต้องการแยกตัวออกจากรัฐแม่ ใช้วิธีการประกาศเอกราชโดยไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายหรือการเมืองใดๆ
คำถามสำคัญคือ ศาลโลกจะยืนหยัดรักษาหลักการอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน หรือจะยอมเปิดช่องให้การแยกตัวโดยขาดความชอบธรรมกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต

เขาพระวิหาร
เขาพระวิหาร

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ค้านสายตาไม่แพ้กันคือ “คดีเขาพระวิหาร…การพิพากษาศาลโลกกับปมพิพาทที่ซับซ้อนเหนือเส้นแบ่งดินแดน”

เขาพระวิหาร คือโบราณสถานทางประวัติศาสตร์อายุกว่าพันปี ตั้งอยู่บริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ และกลายเป็นประเด็นพิพาททางการเมืองและอาณาเขตมาอย่างยาวนาน
ก่อนปี 1904 เขตแดนระหว่างอาณาจักรสยาม (ไทย) และดินแดนที่ปัจจุบันเป็นกัมพูชาถูกกำหนดอย่างไม่ชัดเจน ในปี 1904-1907 ฝรั่งเศสในฐานะผู้ปกครองอินโดจีน (กัมพูชา-เวียดนาม) ได้ลงนามข้อตกลงกับสยามเพื่อกำหนดเส้นเขตแดน ข้อตกลงนี้อาศัยแผนที่และหลักเขตแดน ที่ฝ่ายฝรั่งเศสร่างขึ้นเป็นหลัก แต่มีข้อผิดพลาดและความคลุมเครือบางจุด โดยเฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร
แผนที่ปี 1907 ที่ใช้ในกระบวนการเจรจาแบ่งเขตแดนระหว่างไทยและฝรั่งเศส (แทนกัมพูชา) ระบุเขาพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนกัมพูชา แต่ในทางปฏิบัติ ไทยยังถือว่าเขาพระวิหารเป็นของไทย เพราะในปี 1939 สยามได้ใช้โอกาสที่ฝรั่งเศสกำลังถูกรุกรานในสงครามโลกครั้งที่ 2 รื้อฟื้นอาณาเขตและครอบครองเขาพระวิหาร

กัมพูชาในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ยื่นฟ้องไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในปี 1958 เพื่อขอให้ตัดสินว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา คดีนี้ชี้ชัดว่าศาลต้องใช้ “เอกสารทางประวัติศาสตร์” และ “ข้อตกลงระหว่างประเทศ” เป็นหลักในการตัดสิน
คำตัดสินปี 1962 ศาลโลกชี้ว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา โดยพิจารณาว่าเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาได้ถูกกำหนดอย่างชัดเจนจากข้อตกลงปี 1904 และ 1907 โดยยึดถือแผนที่ที่ฝรั่งเศสร่างเป็นหลัก
แม้ไทยจะโต้แย้งว่าไม่ได้ยอมรับแผนที่และข้อตกลงนี้อย่างเต็มใจ แต่โลกระบุว่าไทย “รับรองโดยพฤตินัย” (Implied Acceptance) เพราะไม่ได้คัดค้านอย่างเป็นทางการเป็นเวลานาน ศาลโลกจึงสั่งให้เขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนกัมพูชา
คดีนี้มีปัญหาความคลุมเครือและการตีความของศาลโลก เพราะคำว่า “รับรองโดยพฤตินัย” กลายเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่ เนื่องจากไม่มีกระบวนการรับรองอย่างเป็นทางการหรือการลงนามของไทยชัดเจน
เอกสารและแผนที่บางชุดที่ศาลนำมาพิจารณานั้นถูกสร้างขึ้นในยุคล่าอาณานิคมโดยอำนาจของฝรั่งเศส ซึ่งอาจขาดความน่าเชื่อถือหรือมีความลำเอียง อีกทั้งศาลโลกไม่ได้พิจารณาผลกระทบทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของพื้นที่อย่างเต็มที่ แต่เน้นไปที่ “เส้นเขตแดนบนแผนที่” เป็นหลัก

ต่อมาในปี 2011 ไทยและกัมพูชาได้ร้องขอให้ ICJ ช่วยวินิจฉัยเพิ่มเติมกรณีการลุกล้ำพื้นที่บริเวณโดยรอบเขาพระวิหาร ศาลตัดสินในปี 2013 ว่าพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารควรได้รับการเคารพในฐานะเขตอำนาจของกัมพูชาเช่นกัน การตัดสินนี้ยิ่งทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศรุนแรงขึ้น เพราะเป็นการขยายขอบเขตดินแดนโดยอ้างอิงตามคำตัดสินเดิมที่มีข้อโต้แย้ง
นักวิชาการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ศาลโลกให้ความสำคัญกับ “หลักฐานเอกสาร” และ “ข้อตกลงระหว่างประเทศ” มากจนเกินไป โดยไม่สนใจความรู้สึกและบริบททางประวัติศาสตร์ของชาวบ้านในพื้นที่
คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “ความยุติธรรมในแบบกฎหมายสากล” ที่อาจไม่ได้สะท้อนความจริงทางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่จริง ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และบทบาทของมหาอำนาจในภูมิภาคนี้ อาจมีอิทธิพลทางอ้อมต่อกระบวนการตัดสิน
คดีเขาพระวิหารกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญว่า การใช้ศาลระหว่างประเทศแก้ไขข้อพิพาทดินแดนอาจไม่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย หากคำตัดสินอ้างอิงเพียงแผนที่และเอกสารที่ล้าสมัยหรือคลุมเครือ โดยไม่พิจารณาผลกระทบทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และบริบทความจริงในพื้นที่อย่างรอบด้าน จะทำให้เกิดความไม่พอใจและความตึงเครียดในระดับรัฐประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำตัดสินเหล่านั้นถูกมองว่า “ค้านสายตา”

แม้คำตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหารจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของไทยบนเวทีศาลโลก แต่ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนไทย–กัมพูชากลับไม่เคยยุติจริง
ล่าสุด เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2568 สภาแห่งชาติกัมพูชามีมติเอกฉันท์ เห็นชอบให้รัฐบาลยื่นเรื่องพิพาทชายแดนกับไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอีกครั้ง โดยระบุชัดเจนถึง 4 พื้นที่หลัก ที่ต้องการให้พิจารณา ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ดปราสาทตาควาย และพื้นที่ยุทธศาสตร์บริเวณ “สามเหลี่ยมมรกต–ช่องบก” ซึ่งเป็นจุดบรรจบของพรมแดน 3 ประเทศ ไทย–กัมพูชา–ลาว
มตินี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคมไทยไม่น้อย เพราะนอกจากจะจุดกระแสความกังวลเรื่อง “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการนำข้อพิพาทที่ซับซ้อนไปให้องค์กรที่ถูกวิพากษ์ว่าไม่เป็นกลาง ตัดสินซ้ำอีกครั้ง
ในขณะที่ฝั่งกัมพูชาให้เหตุผลว่าต้องการ “ข้อยุติอย่างสันติ” โดยอ้างอิงจากหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ฝั่งไทยเองกลับมีเสียงวิพากษ์ตามมาว่า นี่คือการเมืองระหว่างประเทศที่อาจแฝงเป้าหมายอื่น มากกว่าความยุติธรรม เช่น การสร้างความชอบธรรมในเวทีโลก หรือการสร้างความชอบธรรมในเวทีภายในของกัมพูชาเอง
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นสมาชิกของ สหประชาชาติ และยังรับรองธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Statute of the ICJ) อยู่ ซึ่งหมายความว่าไทยยังสามารถถูกยื่นฟ้องต่อศาลโลกได้ และไทยยังสามารถยื่นฟ้องผู้อื่นต่อศาลโลกได้เช่นกัน รวมถึงไทยยังมีผู้แทนในกระบวนการของ ICJ ได้ตามปกติ

แต่ไทย “ไม่ได้รับรองเขตอำนาจศาลโลกแบบถาวร” ประเด็นนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ
ในปี 1966 หลังจากแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหาร ไทยได้เพิกถอนคำรับรองเขตอำนาจศาลโลกแบบทั่วไป (Compulsory Jurisdiction) ที่เคยยื่นไว้ตามข้อ 36 วรรค 2 ของธรรมนูญ ICJ หมายความว่าไทยจะไม่ยอมให้ศาลโลกมีเขตอำนาจพิจารณาคดี “โดยอัตโนมัติ” ในกรณีที่อีกฝ่ายฟ้อง และหากมีข้อพิพาทใหม่ อีกฝ่ายต้อง “ขอความยินยอมจากไทย” ก่อน (หรือไทยต้องยอมเข้าร่วมโดยสมัครใจ)
ในขณะที่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังคงดำเนินต่อไปอย่าง “ไม่น่าไว้วางใจ” แต่คนไทยทุกหมู่เหล่าต่างให้กำลังใจกองทัพและทหารหาญในการปกป้องดินแดนทุกตารางนิ้วของราชอาณาจักรไทยด้วยความแข็งขัน
สำหรับศาลโลก ตราบใดที่อำนาจยังสามารถแทรกผ่านรอยร้าวของกระบวนการยุติธรรม คำตัดสินใดๆ ก็อาจไม่ใช่ความจริง แต่เป็นเพียงมายาคติที่น่าชิงชั

ที่มา :