“เบนโตะรถไฟ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เอกิเบ็น” (Ekiben) ในญี่ปุ่น และ “ไถเถี่ยเปี้ยนตัง” (Taiwan Railway Bento) ในไต้หวัน ไม่ใช่เพียงแค่อาหารกล่องสำหรั บผู้โดยสารรถไฟ มิใช่เพียงมื้ออาหารแก้หิวระหว่ างการเดินทางบนราง ทว่าคือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่ อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้ และเผยแพร่วัฒนธรรมอันทรงคุณค่า โมเดลธุรกิจนี้ไม่เพียงแต่สร้ างรายได้ให้กับระบบราง แต่ยังสะท้อนถึงการใช้วั ฒนธรรมอาหารเป็นเครื่องมือพั ฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ในบทความนี้ เราจะสำรวจกรณีศึกษาจากญี่ปุ่ นและไต้หวัน พร้อมทั้งถอดบทเรียนสำหรั บประเทศไทย
ญี่ปุ่นคือต้นตำรับแห่งธุรกิ จกล่องข้าวรถไฟที่หยั่งรากลึ กมาตั้งแต่ยุคเมจิ ในยุคที่การเดินทางด้วยรถไฟยั งใช้เวลานาน ผู้โดยสารจึงต้องการอาหารที่ สามารถรับประทานระหว่างทางได้ โดยไม่ต้องลงจากรถไฟ และจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้ ธุรกิจข้าวกล่องบนรถไฟได้เติ บโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการขยายเครือข่ ายทางรถไฟทั่วประเทศญี่ปุ่น
แม้ว่าการเดินทางในยุคปัจจุบั นจะรวดเร็วขึ้นด้วยชินคันเซ็ นและเที่ยวบินราคาประหยัด แต่เอกิเบ็นยังคงได้รับความนิ ยมในเส้นทางรถไฟสายยาว หรือขบวนที่ไม่มีห้องอาหาร เนื่องจากข้าวกล่องเหล่านี้ไม่ เพียงเติมเต็มท้อง แต่ยังตอบโจทย์ประสบการณ์การเดิ นทางอย่างแท้จริง

เอกิเบ็นมิใช่แค่เพียงอาหาร แต่คือ “หน้าต่างสู่ท้องถิ่น” กล่องข้าวแต่ละกล่องบรรจุเรื่ องราวของเมืองนั้นๆ ตั้งแต่วัตถุดิบสดใหม่ตามฤดู กาลจากไร่นาและทะเล ไปจนถึงสูตรอาหารประจำถิ่นที่สื บทอดกันมารุ่นต่อรุ่น อาทิ “อิกะเมชิ” (Ika Meshi) หรือข้าวหมึกยัดไส้จากฮอกไกโด, “กิวตังเบ็น” (Gyutan-ben) หรือข้าวหน้าลิ้นวัวย่างจากเซ็ นได
บรรจุภัณฑ์ของเอกิเบ็นก็เป็นอี กหนึ่งเสน่ห์ที่ไม่อาจมองข้าม มีตั้งแต่กล่องไม้ กล่องเซรามิก ไปจนถึงพลาสติกดีไซน์พิเศษ บางกล่องสามารถเก็บไว้เป็นของที่ ระลึกได้ เช่น กล่องรูปหัวรถจักรหรือสถานที่ สำคัญในท้องถิ่น
ในแต่ละปีมีเอกิเบ็นใหม่ๆ เปิดตัวมากกว่าหลายร้อยแบบ มีการจัดประกวดข้าวกล่องยอดเยี่ ยมประจำปี เช่น “Ekiben Grand Prix” โดย JR East ที่ไม่เพียงดึงดูดนักเดินทาง แต่ยังช่วยโปรโมทเศรษฐกิจชุ มชนผ่านการบริโภควัตถุดิบในท้ องถิ่น
ธุรกิจเอกิเบ็นในญี่ปุ่นพิสูจน์ แล้วว่า “มื้ออาหารธรรมดา” หากเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์การเดินทางอย่ างชาญฉลาด สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กั บชุมชน และยกระดับรถไฟให้เป็นมากกว่ าพาหนะ แต่เป็น “พื้นที่ของการบริโภควัฒนธรรม” ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมการพั ฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง

หากจะถอดรหัสความสำเร็จของเอกิ เบ็นในญี่ปุ่นพบว่าเกิดจากปัจจั ยหลายประการ ดังนี้
1. การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้ องถิ่น ผู้ผลิตเอกิเบ็นมักใช้วัตถุดิ บท้องถิ่นและสูตรอาหารที่เป็ นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงแต่สร้ างความหลากหลาย แต่ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ ยวและเศรษฐกิจของชุมชนได้เป็ นอย่างดี
2. คุณภาพและความประณีต เอกิเบ็นขึ้นชื่อเรื่ องความสะอาด รสชาติอร่อย และการจัดวางที่สวยงามราวกั บงานศิลปะ องค์ประกอบเหล่านี้หลอมรวมกั นเป็นจุดแข็งที่สร้างความไว้ วางใจจากผู้บริโภค
3. นวัตกรรมและการปรับตัว ผู้ผลิตเอกิเบ็นมีการคิดค้นเมนู ใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากั บความต้องการของผู้บริโภค เช่น กล่องข้าวสำหรับผู้แพ้อาหาร หรือกล่องข้าวที่มีขนาดเล็ กสำหรับเด็ก
4. ช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็ งแกร่ง ไม่เพียงแต่ขายบนรถไฟ แต่ยังรวมถึงร้านค้าในสถานีรถไฟ ซูเปอร์มาร์เก็ต และแม้แต่การสั่งซื้อออนไลน์ ทำให้เอกิเบ็นเข้าถึงผู้บริ โภคได้อย่างกว้างขวาง
ธุรกิจเอกิเบ็นสร้างงานให้กั บชาวบ้านจำนวนมาก ตั้งแต่เกษตรกรชาวประมง ไปจนถึงแม่ครัวและผู้บรรจุหีบห่ อ นับเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขั บเคลื่อนเศรษฐกิจชุ มชนและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่ างเป็นรูปธรรม
กระนั้น เมื่อกาลผ่านวันเปลี่ยน เอบิเก็นก็ต้องเผชิญกับความท้ าทายซึ่งนำไปสู่การปรับตัวเพื่ อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน

เอกิเบนเริ่มต้นในช่ วงปลายศตวรรษที่ 19 ในยุคทองของเอกิเบนช่วงทศวรรษ 1980 มีการบริโภคถึง 12 ล้านกล่องต่อวัน แม้ความนิยมจะลดลงในยุค 1990 เนื่องจากการเดินทางที่เร็วขึ้ นและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ บริโภค แต่เอกิเบนยังคงเป็นสัญลักษณ์ ของวัฒนธรรมการเดินทางที่เชื่ อมโยงกับอาหารท้องถิ่นและการท่ องเที่ยว
เอบิเก็นส่งมอบความอร่อยระหว่
างการโดยสารรถไฟครั้งแรกที่ สถานีอุสึโนะมิยะ จังหวัดโทชิกิ โดยเริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วประเทศในช่ วงยุคเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ วหลังสงคราม โดยช่วงปี 1965-1974 มีผู้ประกอบการกว่า 400 รายที่ขายเอกิเบ็นตามสถานี ของการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น (ที่ภายหลังกลายมาเป็นกลุ่ม JR) ในยุคทองของเอกิเบ็นช่วงทศวรรษ 1980 มีการบริโภคถึง 12 ล้านกล่องต่อวัน แต่เมื่อสังคมเริ่มใช้รถยนต์ส่ วนตัวมากขึ้น และวิถีการเดินทางเปลี่ยนไป จำนวนผู้ขายก็ลดลงจนเหลือเพียง 77 ราย ณ วันที่ 1 เมษายน 2024
แม้ความนิยมจะลดลง แต่เอกิเบ็นยังคงเป็นสัญลักษณ์ ของวัฒนธรรมการเดินทางที่เชื่ อมโยงกับอาหารท้องถิ่นและการท่ องเที่ยวไว้อย่างแนบแน่น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต่ างพากันปรับตัวขนานใหญ่ เมื่อสถานีรถไฟตามท้องถิ่นไม่ ใช่ช่องทางจำหน่ายหลักอีกต่อไป เอกิเบ็นจึงเริ่มมุ่งหน้าสู่เมื องใหญ่ โดยไปปรากฏตัวในสถานีใหญ่ๆ เช่น ร้าน Ekiben-ya Matsuri ที่สถานีโตเกียว ที่สำคัญคือการบุกเข้าสู่ห้ างสรรพสินค้าและกลายเป็นดาวเด่ นในงานเทศกาลเอกิเบ็นของ Keio Department Store ซึ่งนอกจากจะดึงดูดลูกค้าชาวเมื องได้ดีแล้ว ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของผู้ ประกอบการรายย่อยจากเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงตลาดใหญ่ มาก่อน
หนึ่งในเรื่องราว “จากดินสู่ดาว” ที่น่าประทับใจคือกรณีของร้าน Shoeiken จากเมืองอิซูมิ จังหวัดคาโกชิมะ ซึ่งเกือบต้องปิดกิจการหลั งการเปิดให้บริการรถไฟชินคันเซ็ นในคิวชูตอนใต้ในปี 2004 ทำให้จำนวนผู้โดยสารที่สถานี ลดฮวบลง แต่โชคก็เข้าข้างเมื่อได้ โอกาสไปออกบูธในงานนิ ทรรศการของจังหวัดคาโกชิมะที่ Keio และในปีถัดมาก็ถูกเลือกให้ร่ วมโชว์เมนูข้าวกล่องหมูดำเบิร์ กเชียร์ในกิจกรรม “ศึกประชันเอกิเบ็น” ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักทั่ วประเทศ ทุกวันนี้ Shoeiken มีรายได้ต่อปีสูงถึง 2,000 ล้านเยน (ราว 464 ล้านบาท) ทั้งที่มาจากเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 50,000 คนเท่านั้น

ความสำเร็จเช่นนี้เกิดขึ้นได้ เพราะการผลักดันอย่างจริงจั งของทีมงาน Keio ตามรายงานของ The Asahi Shimbun โดยเฉพาะผู้ซื้อสินค้าอย่าง คาซึมาสะ โยโกยามะ ที่ไม่เพียงคัดสรรสินค้าเท่านั้ น แต่ยังต้องใช้ศิลปะการพูดเพื่ อโน้มน้าวผู้ประกอบการท้องถิ่ นที่ลังเลไม่กล้ามาโตเกียว เพราะขาดคนและขาดความมั่นใจ เขามักจะพูดกับพวกเขาอย่างจริ งใจว่า “ลูกค้ารอคุณอยู่นะ” ส่วน ทาคาฮิโกะ โคโนะ ผู้ดูแลงานอีเวนต์ก็กล่าวว่า เขารู้สึกมีความสุขทุกครั้งเมื่ อเห็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้รั บข้อเสนอจากซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่ อขยายตลาดต่อหลังจากมาออกบูธที่ นี่
เทศกาลเอกิเบ็นของ Keio ไม่เพียงแต่รักษาวัฒนธรรมข้ าวกล่องรถไฟให้คงอยู่ แต่ยังสร้างพื้นที่แห่งความหวั งให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ปัจจุบันมีข้าวกล่องกว่า 350 แบบเข้าร่วมงาน เทียบกับเพียง 30 แบบในปีแรกเมื่อ 1966 และรายได้ของงานก็พุ่งจาก 46 ล้านเยน (ราว 11.5 ล้านบาท) ในครั้งแรก เป็นกว่า 700 ล้านเยน (ราว 175 ล้านบาท) ในปี 2010
เมนูขายดีแต่ละปียังสะท้ อนความเปลี่ยนแปลงของรสนิ ยมและการสร้างสรรค์ของผู้ผลิต เช่น ในปี 2024 ข้าวกล่องขายดีอันดับหนึ่งคือ “เนื้อวัวโดมันนะกะ” จากสถานีโยเนซาวะ รองลงมาคือข้ าวหอยนางรมจากฮอกไกโด และข้าวหน้าปู โคบาโกะจากคานาซาวะ ขณะที่เมนูอมตะอย่าง “อิกะเมชิ” หรือปลาหมึกยัดข้าวจากฮอกไกโดก็ ถึงขั้นได้เลื่อนชั้นเป็น “ตำนาน” หลังชนะเลิศต่อเนื่องถึง 50 ปี

แม้เส้ นทางรถไฟบางสายจะจางหายไปจากแผน ที่ แต่เส้นทางของเอกิเบ็นยั งคงทอดยาวสู่อนาคตด้วยพลังศรั ทธา ความคิดสร้างสรรค์ และแรงสนับสนุนจากห้างอย่าง Keio ที่ไม่เพียงเป็นเวทีให้ผู้ ประกอบการได้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง แต่ยังเป็นผู้รักษาวิญญาณแห่งข้ าวกล่องรถไฟญี่ปุ่นให้คงอยู่ต่ อไปอย่างสง่างาม
ขณะที่ไถเถี่ยเปี้ยนตัง (Taiwan Railway Bento) มีต้นกำเนิดจากการปกครองของญี่ ปุ่นในไต้หวัน โดยเริ่มจำหน่ายบนชานชาลาในปี 1914 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การบริหารจัดการโดย Taiwan Railways Administration (TRA) ทำให้เบนโตะกลายเป็นแหล่งรายได้ สำคัญนอกเหนือจากการขนส่ง
ตัวเลขล่าสุดจาก TRC (Taiwan Railways Corporation บริษัทที่จัดตั้งขึ้ นเพื่อแปรรูป TRA ใหม่จากวิสาหกิจมาเป็นบริษัทจำกั ด มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2024) ชี้ว่ารายได้จากการขนส่ งในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4,640 ล้านเหรียญไต้หวัน (ประมาณ 5,336 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9.3% จากปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากการขายข้าวกล่ องแตะ 863 ล้านเหรียญไต้หวัน (ประมาณ 993 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 12.8% โดยมียอดขายรวมกว่า 9.2 ล้านกล่อง
![]()
![]()
เทศกาลข้าวกล่องรถไฟ ไต้หวัน ฉลองครบรอบ 10 ปีอย่างยิ่งใหญ่ที่สถานีหลั
กไทเป เทศกาลข้าวกล่องรถไฟ ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดโดย Taiwan Railway Corp. (TRC) เปิดฉากอย่างคึกคักที่ Taipei Main Station ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายนถึงวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายนนี้ โดยมีแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่
างประเทศกว่า 50 รายเข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น Taiwan High Speed Rail(THSR) ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และผู้ให้บริการอาหาร ในงานปีนี้ TRC ได้เนรมิตพื้นที่สถานีรถไฟหลั
กให้กลายเป็นโลกแห่งข้าวกล่อง ด้วยโซนร้านค้าข้าวกล่ องหลากหลายแบบ ร้านอาหารธีมรถไฟ โซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ และเค้กจำลองขนาดใหญ่ฉลองครบรอบ 10 ปีของเทศกาล โดยมีการวางจำหน่ายข้าวกล่องสู ตรพิเศษแบบจำนวนจำกัดในแต่ละวัน รวมถึงสินค้า Co-brand ที่ออกแบบร่วมกับแบรนด์ต่างๆ ข้าวกล่องของ TRC ยังคงเน้นวัตถุดิบท้องถิ่
นจากไต้หวัน เช่น เนื้อวัวและอาหารทะเลที่ผ่ านการรับรอง รวมถึงเมนูพิเศษอย่าง Matsu Ji-Guang bun เสิร์ฟในกล่องรูปทรงขบวนรถไฟ E500 ที่เป็นเอกลักษณ์ ขณะที่ THSR เปิดตัวข้าวกล่อง 3 รสชาติใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ได้แก่ ข้าวไก่ฉืออี้เสิร์ฟพร้อมกุ้ งและฟักทอง ข้าวซี่โครงหมูพะโล้ และเห็ดออรินจิผัดกับข้าวโอ๊ต มนู โดยทั้งหมดผลิตโดย Kaohsiung Airport Catering Services และจะเริ่มวางจำหน่ายในสถานี และบนขบวนรถไฟความเร็วสูงตั้ งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมแพ็กเกจดีไซน์ใหม่ที่สื่ อถึงแลนด์มาร์กของไต้หวัน ภายในงานยังมีการจำหน่
ายโมเดลรถไฟรุ่นพิเศษ EMU800 เพียง 30 ชิ้นทั่วประเทศ และกล่องข้าวสแตนเลสธีมเบสบอลที่ ออกแบบพิเศษเฉพาะงานนี้ เพื่อเจาะกลุ่มนักสะสมและแฟนคลั บข้าวกล่องรถไฟ
บทเรียนสำหรับประเทศไทย โอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านข้ าวกล่องรถไฟ
ประเทศไทยมีบริ การอาหารบนรถไฟในรูปแบบ “ตู้เสบียง” ซึ่งเป็นตู้โดยสารที่จัดไว้ สำหรับจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ มให้กับผู้โดยสารในขบวนรถไฟ โดยเฉพาะในขบวนรถด่วนพิเศษ เช่น “อุตราวิถี” (กรุงเทพฯ–เชียงใหม่), “อีสานวัตนา” (กรุงเทพฯ–อุบลราชธานี), “อีสานมรรคา” (กรุงเทพฯ–หนองคาย) และ “ทักษิณารัถย์” (กรุงเทพฯ–หาดใหญ่)
ในตู้เสบียง ผู้โดยสารสามารถเลือกสั่ งอาหารผ่านหน้าจอสัมผัสที่ติดตั้ งในห้องโดยสาร หรือเดินไปยังตู้เสบียงเพื่อรั บประทานอาหารได้โดยตรง เมนูอาหารมีความหลากหลาย เช่น ข้าวราดแกง ข้าวผัด และอาหารจานเดียวอื่นๆ โดยมีราคาที่เหมาะสมและรสชาติที่ ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้ นตามลำดับ แต่ก็มีความคิดเห็นจากผู้ โดยสารบางส่วนที่แนะนำว่ าควรเตรียมอาหารมาเอง เนื่องจากคุณภาพและรสชาติ ของอาหารในตู้เสบียงอาจไม่สม่ำ เสมอ และการบริการอาจแตกต่างกั นไปตามขบวนรถไฟและผู้ให้บริ การสัมปทาน

นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังได้พัฒนาเทคโนโลยี ในขบวนรถไฟใหม่ โดยติดตั้งหน้าจอสัมผัสในห้ องโดยสารชั้น 1 เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถสั่ งอาหารและเครื่องดื่มได้สะดวกยิ่ งขึ้น รวมถึงมีบริการ Wi-Fi และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดิ นทางของผู้โดยสาร
โดยสรุป บริการอาหารบนรถไฟไทยในรูปแบบตู้ เสบียงเป็ นความพยายามในการยกระดั บประสบการณ์การเดินทางของผู้ โดยสาร แม้จะยังมีข้อจำกัดในบางด้าน แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงศั กยภาพในการพัฒนาบริ การอาหารบนระบบขนส่ งสาธารณะของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม จากการที่ประเทศไทยมีระบบรถไฟที่ ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีเครือข่ายทางรถไฟยาวประมาณ 4,044 กิโลเมตร ครอบคลุม 46 จังหวัด
อนาคตมีแผนขยายเครือข่ ายทางรถไฟให้มีความยาวรวมประมาณ 12,000 กิโลเมตร ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งการขยายเครือข่ายทางรถไฟนี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิ จในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีวัฒนธรรมอาหารที่ หลากหลาย การนำแนวคิดอาหารกล่ องบนรถไฟแบบญี่ปุ่นและไต้หวั นมาใช้ สามารถเป็น Soft Power ที่ทรงพลัง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและวั ฒนธรรมได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
1. ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น การจำหน่ายอาหารกล่องที่มีวัตถุ ดิบและเมนูท้องถิ่นสามารถสร้ างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ ประกอบการรายย่อย
2. ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง การมีอาหารกล่องคุณภาพดี บนรถไฟสามารถเพิ่มความพึ งพอใจให้กับผู้โดยสารและส่งเสริ มการท่องเที่ยวภายในประเทศ
3. สร้างแบรนด์วัฒนธรรมไทย การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ สวยงามและเมนูที่สะท้อนวั ฒนธรรมไทยสามารถสร้างภาพลักษณ์ ที่ดีและเป็นที่จดจำให้กับนักท่ องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่ างชาติ
4. เพิ่มรายได้ให้กับการรถไฟแห่ งประเทศไทย (รฟท.) การจำหน่ายอาหารกล่องสามารถเป็ นแหล่งรายได้เพิ่มเติมที่สำคั ญสำหรับ รฟท.
โมเดลธุรกิจอาหารกล่ องบนรถไฟในญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้ างรายได้ ส่งเสริมวัฒนธรรม และยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ประเทศไทยสามารถนำบทเรียนเหล่ านี้มาปรับใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิ จท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กั บระบบรถไฟของประเทศได้เช่นกัน
ที่มา :
- Exploring the History and Variety of Japan’s Ekiben
- ‘Ekiben’ fading as a tradition, but Tokyo store has other ideas
- Railway bento festival opens at Taipei Main Station
- WATCH: Taiwan Railway lunch boxes to reach new sales record













