ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่องหลายด้าน แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ห่างไกลที่ขาดโอกาสเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และการสื่อสาร โดยเฉพาะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและระบบสื่อสารถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม
บริษัท Gulf, AIS, สวพส. และพันธมิตรตระหนักถึงปัญหานี้ จึงริเริ่มโครงการขยายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์และสถานีฐานสัญญาณสื่อสารที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อให้ชุมชนห่างไกลสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร บริการสุขภาพ การศึกษาทางไกล และโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านระบบดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างผลกระทบเชิงบวกในหลายด้าน เช่น การเกิดอาชีพใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การค้าออนไลน์ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่สะอาด

โดยได้จัดทำโครงการ Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย หลอมรวมพลังระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ขยายโครงสร้างพื้นฐานทั้งโครงข่ายอัจฉริยะและพลังงานสะอาดเพื่อชุมชนห่างไกลในพื้นที่สูงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันดำเนินการเป็นปีที่ 2 ดึงศักยภาพบริษัทในเครือเอไอเอส ทั้ง AIS ACADEMY ไทยคม และ AIS 3BB FIBRE3 ร่วมต่อยอดเสริมพลังองค์ความรู้ดิจิทัล สัญญาณดาวเทียม และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างความเท่าเทียม และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชุมชนห่างไกลอย่างยั่งยืน
สำหรับพื้นที่นำร่องของโครงการนี้คือ ชุมชนมอโก้โพคี และชุมชนบ้านดอกไม้สด ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เป็นชุมชนห่างไกล เข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อยู่ห่างจากตัวอำเภอท่าสองยาง 3 – 4 ชั่วโมง การเดินทางลำบากโดยเฉพาะช่วงหน้าฝนมีทั้งหลุมบ่อ น้ำและโคลนท่วมขัง จนรถยนต์ไม่สามารถวิ่งได้ แม้กระทั่งมอเตอร์ไซค์ก็ยังขับได้อย่างลำบากยากเย็น

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายดิจิทัลชั้นนำของไทย กล่าวว่า “การทำให้ทุกพื้นที่ของประเทศไทยสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นหนึ่งในภารกิจที่ AIS ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะเราเชื่อว่าเมื่อผู้คนสามารถติดต่อสื่อสาร เข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเชื่อมโยงถึงกันได้ นั่นคือ “โอกาส” ที่จะตามมาอย่างมหาศาลในหลายมิติ ทั้งการศึกษา รับรู้ข่าวสาร ที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลให้ดียิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการสานต่อโครงการฯ ในปีที่ 2 ซึ่งเราดึงศักยภาพของบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น AIS ACADEMY ในการต่อยอดการเรียนรู้ที่ไร้ขอบเขตด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและแพลตฟอร์มห้องสมุดดิจิทัล ให้เยาวชนในพื้นที่ดังกล่าวได้เข้าถึงความรู้อย่างเท่าเทียม รวมถึงเสริมกำลังด้วยอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของ AIS 3BB FIBRE3 ไปยังพื้นที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน เช่น โรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ หรือจุดบริการสาธารณสุข เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังมี กัลฟ์ ที่ช่วยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ และไทยคม ที่ให้การสนับสนุนสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมและโซลูชันด้านเทคโนโลยีอวกาศในพื้นที่ห่างไกล และเมื่อนำมาผนวกกับความร่วมมือจาก สวพส. ในการคัดเลือกและลงพื้นที่ต่างๆ จึงทำให้โครงการดังกล่าว ขยายความสำเร็จไปสู่พื้นที่ต่างๆ ได้อย่างตรงจุด อีกทั้งยังช่วยเปิดโลกทางการศึกษา การค้าขาย และสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชมได้นำไปต่อยอดสู่อาชีพที่มั่นคงและสร้างความฝันที่เป็นจริงได้”

นอกจากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานแล้ว โครงการดังกล่าวยังได้ดำเนินการประเมินผลตอบแทนทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรมผ่านงานวิจัยภายใต้กรอบ Social Return on Investment (SROI) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและมูลค่าที่ส่งคืนสู่ชุมชน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง โดยผลลัพธ์ของงานวิจัยจะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกันเฉพาะในแต่ละพื้นที่ห่างไกลได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในมิติต่างๆ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Green Energy Green Network for THAIs ที่นอกจากลงทุนด้านพลังงานสะอาดแล้ว ยังปูรากฐาน “เครือข่ายสร้างโอกาส” ที่เติบโตบนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมด้วย
นางสาวธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวว่า “การนำความรู้ ความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเป็นสิ่งที่ GULF ให้ความสำคัญมาโดยตลอด อย่างในโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ที่ได้ผนึกกำลังกับ AIS และ สวพส. ทำให้ในปีที่ผ่านมา GULF สามารถติดตั้งและส่งมอบพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์เพื่อเชื่อมต่อระบบเครือข่ายสัญญาณดิจิทัลไปแล้วกว่า 30 กิโลวัตต์ใน 6 ชุมชนของประเทศไทย ช่วยให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลกว่า 4,000 คน เข้าถึงบริการโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ระบบสาธารณสุข และที่สำคัญยังเกิดการต่อยอดพัฒนาด้านอาชีพ นำไปสู่การสร้างงาน รายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ยั่งยืน


ในปีนี้ GULF มีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อภารกิจในปีที่ 2 ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนตลอดจนพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง อย่างที่บ้านดอยเวียง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ โดย GULF ได้ผนึกกำลังกับทั้ง AIS และ THAICOM ในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ให้แก่ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านดอยเวียง ทั้งเป็นระบบไฟฟ้าสำหรับระบบสื่อสารผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตและสัญญาณดาวเทียม THAICOM ทำให้เด็กๆ และเยาวชนในศูนย์การเรียนรู้ฯ เข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ สร้างโอกาสด้านการศึกษา ขณะเดียวกันยังเชื่อมต่อระบบเครือข่ายสัญญาณ AIS ทำให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และบริการโครงสร้างขั้นพื้นฐาน รวมถึงได้ก่อสร้างโรงเรือนสำหรับการสีกาแฟที่ติดตั้งระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จัดซื้อเครื่องสีกาแฟมอบให้แก่ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถแปรรูปกาแฟ และต่อยอดไปสู่การสร้างแบรนด์กาแฟของชุมชน เป็นการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเข้ามาติดตั้งและส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ทำให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

นายธนญ ตันติสุนทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในอดีตกัลฟ์มีโครงการทำซีเอสอาร์ในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนไฟฟ้า แต่ตอนนั้นเรายังไม่มี AIS เป็นพาร์ทเนอร์ เราจึงทำด้านพลังงานอย่างเดียว นำโซลาร์เซลล์ไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ แต่เมื่อได้มาเป็นพาร์ทเนอร์กับ AIS จึงได้มีโครงการที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น มีการติดตั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต ผลประโยชน์ที่ชุมชนได้รับก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้น
นายเอกชัย ภัคดุรงค์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลยุทธ์องค์กร บมจ.ไทยคม กล่าวว่า “ไทยคมมีปณิธานสำคัญในการแบ่งปันโอกาสทางการสื่อสารให้เกิดความทั่วถึงและเท่าเทียม และไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน ไทยคมจึงให้การสนับสนุนไม่เพียงเฉพาะการติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมในด้านเทคโนโลยีอวกาศอีกด้วย ทำให้คนในชุมชนนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างสรรค์และต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้หลายด้าน อาทิ การศึกษาในรูปแบบดิจิทัล การส่งเสริมอาชีพออนไลน์ การแพทย์ทางไกล และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น และเพื่อเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานของคนในชุมชนให้ก้าวไปอีกขั้น เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังกับ AIS และ กัลฟ์ กับการสนับสนุนสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพควบคู่ไปกับพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนในชุมชนต่อไป”
ดร.เพชรดา อยู่สุข รองผู้อำนวยการด้านบริหารจัดการ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. กล่าวว่า ด้วยภารกิจของ สวพส.คือการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้กับประชาชนบนพื้นที่สูง นอกจากการพัฒนาพื้นที่แล้ว เราสำรวจพบว่าโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละชุมชนยังขาดไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต กลายเป็นข้อจำกัดของพื้นที่สูง เราจะทำอย่างไรให้เขาอยู่กับทรัพยากรของชาติอย่างยั่งยืน จนกระทั่งได้มาเป็นพันธมิตรกับ AIS ติดตั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ประชาชนเข้าถึงโอกาส เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งในด้านสุขภาพ สังคม การศึกษา หรือการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ขณะที่การติดตั้งเสาสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้เราสามารถให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านระบบออนไลน์ไปยังชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว จนชาวบ้านลดการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายชาญชัย ทรัพย์ประมาณ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านมอโก้โพคี ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก นายอภิชาต พนารัตน์ธารา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอกไม้สด ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ในฐานะผู้นำชุมชน ร่วมแสดงความเห็นต่อโครงการนี้ว่า หลังจากชุมชนมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตและพลังงานโซลาร์เซลล์จากกัลฟ์และเอไอเอส ทำให้ลูกบ้านได้สมอง ได้ตา ได้ปาก ได้ท้อง ได้ใจ นำโอกาสมาสู่หมู่บ้าน อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเห็นได้ชัดเจนคือความตื่นตัวของชุมชนหลังมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ ได้สื่อสารกับโลกภายนอก เห็นอนาคตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่มีระบบคอมพิวเตอร์ด้านการเรียนการสอน ทำให้เด็กและครูได้เรียนรู้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในสื่อโซเชียลหลากมากยิ่งขึ้น
“ด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งโครงข่ายอัจฉริยะ – พลังงานสะอาด – ภาครัฐอย่างเต็มกำลังนี้ จะทำให้ภารกิจ Green Energy Green Network for THAIs สามารถเดินหน้าสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นต้นแบบของภาคธุรกิจไทยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างโอกาส ลดความเลื่อมล้ำ นำพาผู้คน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสายชล กล่าวเสริม
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรมผ่านงานวิจัยภายใต้กรอบ Social Return on Investment (SROI)
ภายหลังการพัฒนา 2 พื้นที่ คือ ชุมชนมอโก้โพคี และชุมชนบ้านดอกไม้สด ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เอไอเอสได้ทำการศึกษาวิจัยผลตอบแทนทางสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธี SROI (เก็บข้อมูล -> ประเมินผลกระทบเชิงปริมาณ -> แปลงเป็นมูลค่าทางการเงิน) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรมของโครงการฯ ไปยังพื้นที่ดำเนินการอื่นๆ โดยการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) คือ เชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนในชุมชน และ เชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ

จากผลการศึกษาพบว่า ผลผลิต (Output) ที่ได้จากการจัดทำโครงการนี้ ได้แก่
ติดตั้งแผง Solar Cell ในสถานที่สาธารณะประโยชน์ จำนวน 3 จุด ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองบัว (สาขาบ้านดอกไม้สด) โรงสีกาแฟชุมชน และ สสช.บ้านดอกไม้สด
ติดตั้งสถานีฐานสัญญาณมือถือ จำนวน 2 จุด ในชุมชนบ้านดอกไม้สดและบ้านมอโก้โพคี มีผู้เข้าถึงสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต จำนวน 560 หลังคาเรือน (100%)
ติดตั้งระบบกรองน้ำสะอาด จำนวน 1 จุด ที่โรงเรียนบ้านหนองบัว (สาขาบ้านดอกไม้สด) นักเรียนได้รับการบริโภคน้ำสะอาด 65 คน ครูและบุคลากร 10 คน รวม 75 คน
ประชาชนในชุมชนมอโก้โพคี ได้รับความรู้ด้านการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์กาแฟ จำนวน 10 คน
ประชาชน (ผู้นำด้านดิจิทัล) ของทั้งสองชุมชน ได้รับความรู้ด้านดิจิทัลเบื้องต้น จำนวน 35 คน
ประชาชนได้รับความรู้การอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืนผ่านการส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน จำนวน 2 ครั้ง
ผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจ
ในชุมชนมอโก้โพคี การติดตั้งโรงคั่วกาแฟพร้อมระบบพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยให้ชาวบ้านสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตกาแฟ ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และเปิดช่องทางการตลาดออนไลน์ ส่งผลให้เกิดรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น
บ้านดอกไม้สดแม้ยังไม่มีธุรกิจเฉพาะทาง แต่สามารถเข้าถึงสื่อดิจิทัลเพื่อเรียนรู้แนวทางอาชีพใหม่ๆ
ผลลัพธ์ด้านสังคม
ช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนออนไลน์
ครูสามารถใช้เทคโนโลยีในการเตรียมการสอนและพัฒนาวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถใช้การสื่อสารออนไลน์ในการติดตามผู้ป่วย
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประสานงานกับโรงพยาบาลแม่ข่ายได้ทันท่วงที ช่วยลดระยะเวลาการส่งต่อ
หน่วยบริการสุขภาพสามารถเบิกค่าชดเชยบริการสาธารณสุขได้เพิ่มขึ้น
ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการให้บริการด้านสุขภาพแก่ผู้ป่วย (เครื่องพ่นยา, ตู้เย็นสำหรับยาและเวชภัณฑ์เย็น วัคซีน)
ประชาชนสามารถเข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐผ่านระบบออนไลน์ได้เพิ่มขึ้น
ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม
แม้ยังมีการเผาซังข้าวโพดในพื้นที่ทั้งสองชุมชน แต่พบแนวโน้มที่ประชาชนเริ่มตระหนักและมีความสนใจในการเปลี่ยนแปลงไปสู่พืชเศรษฐกิจอื่นที่ไม่ต้องใช้การเผา เช่น กาแฟหรือพืชปลอดการเผาอื่นๆ ซึ่งเป็นผลจากการเข้าถึงข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตและการให้ความรู้ของโครงการ
ด้านผลลัพธ์ด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารพบว่าประชาชนสามารถสื่อสารได้อย่างสะดวก ลดการเดินทางขึ้นภูเขาเพื่อหาสัญญาณโทรศัพท์
จากงานวิจัยดังกล่าว เกิดเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ
ขยายผล สู่ชุมชนห่างไกลที่มีลักษณะคล้ายกัน โดยอิงบริบทเฉพาะพื้นที่
สร้างอาชีพและเศรษฐกิจชุมชน ด้วยทักษะอาชีพ การตลาดออนไลน์
บูรณาการกับนโยบายรัฐ เช่น ดิจิทัลชุมชน / Smart Village
ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ด้วยกิจกรรมรณรงค์ลดการเผา
ติดตามและประเมินผล อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาโครงการในระยะยาว
ผลการศึกษาครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับการศึกษาของหลายบุคคล/องค์กรในระดับนานาชาติ ดังนี้

จากงานศึกษาและวิจัยดังกล่าว เกิดเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ
ขยายผล สู่ชุมชนห่างไกลที่มีลักษณะคล้ายกัน โดยอิงบริบทเฉพาะพื้นที่
สร้างอาชีพและเศรษฐกิจชุมชน ด้วยทักษะอาชีพ การตลาดออนไลน์
บูรณาการกับนโยบายรัฐ เช่น ดิจิทัลชุมชน / Smart Village
ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ด้วยกิจกรรมรณรงค์ลดการเผา
ติดตามและประเมินผล อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาโครงการในระยะยาว
บริษัท Gulf, AIS และ สวพส. เห็นถึงความสำคัญในการศึกษาผลตอบแทนทางสังคมที่เกิดขึ้นต่อชุมชนอย่างครอบคลุม เพื่อนำผลการประเมินมาใช้วางแผนการขยายโครงการไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต และกำหนดมาตรการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้การพัฒนานี้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนได้อย่างสมดุล
“รมว.อว.” ยกงานวิจัยจากห้องแล็บสู่ “พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายอินเทอร์เน็ต” ต่อยอดโอกาสชุมชนห่างไกล พัฒนาคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถา ใน Exclusive Media Group Interview “มุมมองเชิงลึกผ่านเลนส์งานวิจัย : จากข้อมูลสู่การเปลี่ยนแปลงและความร่วมมือเพื่อการลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน” ว่า “โครงการพลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สวพส. และ ภาคเอกชน ซึ่งก็คือ AIS และ กัลฟ์ ที่ได้นำพลังงานแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปเชื่อมต่อโอกาสให้กับชุมชนห่างไกล โครงการนี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ลดการเผาป่า เปิดโอกาสการเข้าถึงการศึกษารูปแบบออนไลน์ และเพิ่มประสิทธิภาพบริการสาธารณสุข โดยทุก 1 บาทที่ลงทุน สร้างผลตอบแทนทางสังคมถึง 2.37 บาท นี่คือตัวอย่าง “งานวิจัยที่ออกจากห้องแล็บ” และกลายมาเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การวิจัยและนวัตกรรม คือภารกิจร่วมของเรา ที่จะทำให้คนไทยทุกคน ได้มีโอกาสเข้าถึงพลังงานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม

รมว.อว. กล่าวอีกว่า “งานวิจัยไทย” ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในแวดวงวิชาการหรือห้องแล็บเท่านั้น แต่สามารถจับต้องได้จริงในชีวิตของประชาชน ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ซับซ้อน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวน สังคมสูงวัย และความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น งานวิจัยและนวัตกรรม จึงต้องเป็นมากกว่าการสร้างองค์ความรู้ โดยต้องกลายมาเป็น “เครื่องมือที่เข้าถึงประชาชน” และ “เป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ” กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยง “งานวิจัย” เข้ากับ “ชีวิตจริง” ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ คือ
(1) งานวิจัยต้องออกจากห้องแล็บ ซึ่งงานวิจัยที่ดี ควรจับต้องได้ เข้าถึงทุกพื้นที่ เช่น เทคโนโลยีเพื่อผู้สูงวัยในชนบท ระบบเรียนรู้ในพื้นที่ห่างไกล หรือองค์ความรู้ทางเกษตร ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
(2) นโยบายต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริง ให้ความสำคัญกับการใช้ฐานข้อมูลและผลวิจัยที่เชื่อถือได้ในการกำหนดนโยบาย เพราะการแก้ปัญหา ต้องเริ่มจากความเข้าใจบริบทของพื้นที่และประชาชนอย่างลึกซึ้ง
และ (3) ทุกภาคส่วนต้องเดินไปด้วยกัน ระบบนิเวศวิจัยจะเกิดขึ้นได้ จากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งนักวิจัย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย
”งานวิจัย ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ใช่เรื่องของอนาคตเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ สร้างโอกาสที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและเป็นกำลังสำคัญสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน“ รมว.อว. กล่าว















