การแพทย์แผนจีน เป็นอีกหนึ่งศาสตร์การรักษาทางเลือกจากโลกตะวันออกที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก โดยในประเทศจีน เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งยาจีน” นั่นคือ เมืองติ้งซี (Dingxi) ตั้งอยู่ในมณฑลกานซู มีพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างที่ราบสูงหวงทู่ ที่ราบสูงชิงจ้าง และด้านทิศตะวันตกของเทือกเขาฉินหลิ่ง มีพื้นที่ทั้งหมด 19,600 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น 1 เขต 6 อำเภอ มีประชากรทั้งหมด 3.04 ล้านคน โดยในพื้นที่เมืองนี้ มีอุตสาหกรรมสมุนไพรจีนเป็นอุตสาหกรรมหลักในพื้นที่ สร้างรายได้คิดเป็นร้อยละ 50 ของรายได้เกษตรกรในท้องถิ่น
เมืองติ้งซี DINGXI มีภูมิประเทศที่หลากหลายและสภาพอากาศแตกต่างกัน ภาคกลางและภาคเหนือมีฝนน้อยและแห้งแล้ง ภาคใต้มีอากาศหนาวเย็นและชื้น สภาพอากาศเป็นเขตอบอุ่นแบบกึ่งชื้นและกึ่งแห้งแล้ง ระดับความสูงของพื้นที่อยู่ระหว่าง 1,420 ถึง 3,941 เมตร ปริมาณฝนประจำปีอยู่ที่ 350 – 600 มิลลิเมตร อุณหภูมิเฉลี่ย 7℃ มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดประมาณ 12.2 ล้านไร่
นอกจากนี้ เมืองติ้งซียังเป็นเมืองที่มีประวัติอันยาวนานด้านยาสมุนไพรจีน นับตั้งแต่อดีตได้รับการขนานนามว่าเป็น “แหล่งยาพันปี” และ “คลังยาจากธรรมชาติ” มีสมุนไพรที่มีชื่อเสียงหลากหลายชนิด เช่น สมุนไพรตังกุย ที่ผลิตในเขตอำเภอหมิ่นเซี้ยนถูกใช้เป็นยามานานกว่า 1,700 ปี และสมุนไพรหวงฉี ซึ่งมีคุณภาพสูงและมีชื่อเสียงไม่แพ้กัน ทั้งนี้ มีการค้นพบสมุนไพรจีนที่เมืองติ้งซีมากกว่า 439 ชนิด ซึ่งสามารถเพาะปลูกได้ 97 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 75 ของสมุนไพรจีนที่ใช้บ่อย กว่า 130 ชนิด
สมุนไพรจีน เมืองติ้งซี DINGXI กับบทบาทการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
ตั้งแต่ปี 2503 – 2513 รัฐบาลท้องถิ่นได้ริเริ่มส่งเสริมให้ประชาชนทดลองปลูกพืชสมุนไพรจีน เช่น ตังกุย หวงฉี ต่างเซิน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ต่อมาพื้นที่การเพาะปลูกสมุนไพรจีนได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2556 โดยมีพื้นที่ 2.923 ล้านไร่ และในปีต่อๆ มามีพื้นที่เพิ่มขึ้นมากถึง 4.536 ล้านไร่ ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 2.4 แสนตัน เป็น 3.93 แสนตัน และมูลค่าการผลิตสมุนไพรเพิ่มขึ้น 7,230 ล้านหยวน
ในปี 2563 พื้นที่ปลูกสมุนไพรจีนในเมืองติ้งซีมีมากถึง 4.541 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรจีนที่ได้มาตรฐานมากถึง 3.291 ล้านไร่ ซึ่งมีสมุนไพรมากกว่า 120 ชนิด นอกจากนี้ ยังมีฐานเพาะพันธุ์เมล็ดและต้นกล้าสมุนไพรจีนที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของท้องถิ่นประมาณ 2.5 แสนไร่ โดยสมุนไพรที่ปลูกมากที่สุดและมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมสมุนไพรจีนระดับประเทศสามอันดับแรกได้แก่ ตังกุย ต่างเซิน และหวงฉี
ต่อมาในปี 2566 พื้นที่ปลูกสมุนไพรจีนในเมืองติ้งซีมากถึง 5.312 ล้านไร่ มูลค่าผลผลิตอยู่ที่ 4.54 หมื่นล้านหยวนและสร้างมูลค่าเพิ่ม 5.836 พันล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 56.2 ของอุตสาหกรรมสมุนไพรจีนในระดับมณฑล และ ร้อยละ 9.7 ของ GDP เมืองติ้งซี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป สมุนไพรชนิดต่างๆ เช่น ตังกุย ต่างเซิน และหวงฉี เริ่มประสบปัญหา เช่น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรพันธุกรรม เนื่องจากการปลูกระยะยาว และปัญหาดินเสื่อมสภาพจากการปลูกพืชซ้ำในพื้นที่เดิม ปัจจุบัน การปลูกสมุนไพรจีนในเมืองติ้งซีได้เปลี่ยนจากการขยายพื้นที่เป็นการเน้นคุณภาพ โดยในปี 2556 พื้นที่ปลูกเพิ่มจาก 2.9 ล้านไร่เป็น 5.61 ล้านไร่ในปี 2567 และพื้นที่ปลูกตามมาตรฐานมีสัดส่วนร้อยละ 84.2 ของพื้นที่ทั้งหมด
ในปี 2567 อุตสาหกรรมยาสมุนไพรจีนของ เมืองติ้งซี DINGXI มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.07 หมื่นล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 53.5 ของอุตสาหกรรมยาสมุนไพรจีนทั้งมณฑล และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองติ้งซีได้มุ่งเน้นการสร้างฐานตัวอย่างสวนอุตสาหกรรมยาสมุนไพรจีน การปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพ และการส่งเสริมการลงทุนผ่านงานแสดงสินค้าในอุตสาหกรรมยาจีน โดยมีเป้าหมายในการสร้างเขตทดลองการพัฒนาอุตสาหกรรมยาสมุนไพรจีนแบบบูรณาการระดับชาติ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยาสมุนไพรจีน
นอกจากนี้ เมืองติ้งซียังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์สมุนไพรจีนชนิดใหม่ๆ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการปลูกและการแปรรูป รวมถึงการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ เนื่องด้วยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยชั้นนำอุตสาหกรรมยาสมุนไพรจีนของเมืองติ้งซี ทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและตรงตามมาตรฐานสากล อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ


และมาในวันนี้ อุตสาหกรรมยาสมุนไพรจีนของเมืองติ้งซียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและการฟื้นฟูชนบท จากรายงานของสำนักงานข่าวรายวันมณฑลกานซู เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 เมืองติ้งซีได้ตั้งเป้าหมายในการสร้าง “ศูนย์ยาสมุนไพรแห่งประเทศจีน” โดยใช้โอกาสจากการเป็นพื้นที่หลักของเขตทดลองอุตสาหกรรมยาสมุนไพรจีนแบบผสมผสาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสูงของการแพทย์แผนจีนและอุตสาหกรรมยาสมุนไพรจีน พึ่งพาสภาพธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ สมุนไพรท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูงและได้รับความนิยมจากผู้บริโภค
เมืองติ้งซีได้เสริมสร้างระบบมาตรฐานสมุนไพร ขับเคลื่อนขีดความสามารถการจัดเก็บและการซื้อขายสมุนไพร โดยสามารถจัดเก็บต่อปีมากถึง 1.3 ล้านตัน ปริมาณการซื้อขาย 1.45 ล้านตันต่อปี และมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านหยวน ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมสมุนไพรจีนของเมืองติ้งซีได้สร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป จนถึงการขาย
ในวันนี้ พื้นที่การปลูกขยายตัวขึ้นทุกปี ชนิดของสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น และคุณภาพของสมุนไพรปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมืองติ้งซีตั้งเป้าหมายมูลค่าการผลิตจากการแปรรูปสมุนไพรไว้มากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน และมูลค่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด 4.8 หมื่นล้านหยวน
เปิดความร่วมมือ ไทย-จีน กับการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์แผนไทย & แผนจีน ร่วมกัน
ตั้งแต่ปี 2552 คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลเมืองติ้งซีได้ออก “นโยบายเกี่ยวกับการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรจีนของเมืองอย่างต่อเนื่อง” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ศูนย์กลางยาสมุนไพรแห่งประเทศจีน” ที่อำเภอล่งซี และพัฒนาเมืองติ้งซีให้เป็นแหล่งผลิตสมุนไพรจีนคุณภาพสูงและฐานการผลิตสมุนไพรแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ รวมถึงเป็นฐานสำคัญสำหรับการเตรียมวัตถุดิบของบริษัทผลิตยาใหญ่ๆ ในประเทศ และเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ
นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 เมืองติ้งซีได้ใช้โอกาสจากยุทธศาสตร์การส่งเสริมการพัฒนาแพทย์แผนจีนของประเทศ โดยมีเป้าหมายในการสร้าง “ศูนย์กลางยาสมุนไพรแห่งประเทศจีน” และเป็นศูนย์กลางของเขตทดลองพัฒนาอุตสาหกรรมแพทย์แผนจีนแห่งชาติ พร้อมกับยึดแนวทาง “การแพทย์ส่งเสริมสมุนไพร สมุนไพรส่งเสริมการแพทย์ ทั้งแพทย์และสมุนไพรพัฒนาไปด้วยกัน” มุ่งสร้างรูปแบบการพัฒนาตามนโยบาย “ทุกคนเรียนรู้แพทย์แผนจีน ทุกครัวเรือนปลูกสมุนไพร ทุกแห่งมีการดูแลสุขภาพ ทุกระดับพัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์ และทุกเขตพัฒนาอุตสาหกรรม” เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมแพทย์แผนจีนก้าวไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูง
ในปี 2560 มณฑลกานซูได้เริ่มต้นโครงการสร้างเขตทดลองพัฒนาอุตสาหกรรมแพทย์แผนจีนแห่งชาติ โดยเมืองติ้งซีในฐานะพื้นที่ศูนย์กลางได้ดำเนินการทดลองเชิงนโยบาย มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมแพทย์แผนจีนอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต และการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้คุณภาพและมาตรฐานสูง รวมถึงได้จัดตั้งหน่วยงานบริหารพัฒนาอุตสาหกรรมแพทย์แผนจีนในกระบวนการปฏิรูปโครงสร้าง และตั้งทีมงานเฉพาะกิจเพื่อเสริมสร้างการกำกับดูแลในเชิงนโยบาย การประสานงาน และการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานและเขตต่างๆ

และในปี 2564 Dingxi Municipal People’s Government ได้ออกนโยบายสำคัญหลายฉบับ เช่น (1) “แผน 5 ปี ฉบับที่ 14 เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีนในเมืองติ้งซี” (2)“ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแพทย์แผนจีนของเมืองติ้งซี”
จนกระทั่งมาในปี 2024 มณฑลกานซูได้จัดงาน China (Gansu) traditional Chinese Medicine Industry Expo ที่อำเภอล่งซี เมืองติ้งซี มณฑลกานซู ซึ่งงานนี้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2561 และปี 2567 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อ “สืบสานนวัตกรรม เปิดกว้างแบ่งปัน ขับเคลื่อนการพัฒนาการแพทย์แผนจีนคุณภาพสูง” และใช้หลักการ “รัฐบาลนำ ตลาดจัด สังคมร่วม” และรูปแบบ “เชิญชวนการลงทุนผ่านธุรกิจและการจัดงาน” โดยในงานนี้ทางการจีนได้เชิญผู้นำจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐบาล 3 ประเทศ ได้แก่ มาดากัสการ์ บราซิล และไทย พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญในสาขาการแพทย์แผนดั้งเดิมเข้าร่วมงาน
ในพิธีเปิดงานฯ และการประชุมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม มีการลงนามข้อตกลง 117 โครงการ รวมมูลค่าสูงถึง 2.034 แสนล้านหยวน ครอบคลุมทั้งการปลูกสมุนไพร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การเก็บรักษาและโลจิสติกส์ การแปรรูปอาหาร การดูแลสุขภาพ และการพัฒนาดิจิทัลในอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีน
และภายในงานนี้ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุขของไทย ยังได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยได้ร่วมมือกับจีนทั้งในด้านการจัดตั้งสถาบันฝังเข็ม การฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และหวังว่า ในอนาคตจะมีความร่วมมือที่ดียิ่งขึ้นระหว่างการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนจีนต่อไป
ที่มา : บทความเรื่อง “DINGXI เมืองหลวงแห่งยาจีน” จากเว็บไซต์ Thaibizchina
เรียนรู้จากการพัฒนาในจีน พร้อมถอดบทเรียนเพื่อปรับใช้ในการพัฒนาประเทศไทย
ส่อง “อุตสาหกรรมเกิดใหม่ทางทะเล” ในจีน กับโอกาสต่อยอดและยกระดับ “เศรษฐกิจทางทะเล” ของไทย
การจัดส่งสินค้าแบบไร้คนขับในเสฉวน ต้นแบบโลจิสติกส์อัจฉริยะที่ไทยควรเรียนรู้จากจีน
“จีน” เร่งแก้ปัญหา “สุขภาพจิต” เด็กและวัยรุ่น ผ่านแผนยุทธศาสตร์ ปี 2025-2027













