ปริศนาทรัมป์! สร้างสันติภาพหรือเติมเชื้อไฟ สงครามอิหร่าน vs อิสราเอล

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา มักอวยยศตัวเองว่าเป็น “Peacemaker-in-Chief” หรือ “ผู้สร้างสันติภาพอันดับหนึ่งของโลก” ด้วยความภาคภูมิใจ เขาย้ำเสมอว่าตลอดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งวาระแรกและปัจจุบัน เขายึดมั่นในแนวทางทางการทูต และสามารถหลีกเลี่ยงการพาสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามใหญ่ได้เสมอมาผ่านวิธีการที่ไม่ใช่การเจรจาแบบนักการทูตดั้งเดิม แต่เป็นดีลแบบนักธุรกิจที่ผสานกับการใช้พลังทางเศรษฐกิจ การข่มขู่ด้วยกำลัง และการแสดงภาวะผู้นำที่เขาเรียกว่า “เด็ดขาด” และ “ไม่อ่อนแอ” เช่นเดียวกับที่เขาใช้สื่อสารกับคู่อริทางยุทธศาสตร์อย่างอิหร่านและเกาหลีเหนือ


หนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญที่ทรัมป์มักหยิบมาอวด เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาวาระแรก คือการเจรจากับ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งเขาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่กล้าพบหน้าผู้นำเกาหลีเหนือแบบตัวต่อตัว โดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า ทั้งสองมีการพบปะกันถึง 3 ครั้งในช่วงปี 2018–2019 แม้ว่าการเจรจาจะไม่สามารถยุติโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือได้อย่างถาวร แต่การลดโทนความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีและการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังในช่วงนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่ทรัมป์หยิบมาชูว่าเป็น “ความสำเร็จเชิงสันติภาพ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุครัฐบาลก่อนหน้า
โดนัลด์ ทรัมป์
โดนัลด์ ทรัมป์
อีกกรณีหนึ่งคือ ข้อตกลง Abraham Accords ที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์เป็นตัวกลางผลักดันให้อิสราเอลสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับชาติอาหรับหลายประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), บาห์เรน, โมร็อกโก และซูดาน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางแบบไม่ต้องอาศัยกำลังทหาร ไม่ต้องใช้ “Boots on the ground” และไม่ต้องจ่ายงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อสงครามยืดเยื้อในต่างแดน เขาย้ำเสมอว่าตนสร้างสันติภาพผ่าน “ดีล” ไม่ใช่ “ปืน”
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงหรือมาตรการแข็งกร้าว เมื่อจำเป็น เขากลับเลือกตอบโต้ศัตรูด้วยการใช้พลังอย่างชัดเจน เช่นการสั่งสังหารนายพลคาเซม โซไลมานี ผู้นำกองกำลังคุดส์ของอิหร่านในปี 2020 ที่กรุงแบกแดด ซึ่งกลายเป็นเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในระดับสูงสุดหลังการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2018 ซึ่งทรัมป์อธิบายว่าเป็นดีลที่อ่อนแอและปล่อยให้ระบอบเตหะรานรอดไปอีกหลายปี จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ “Maximum Pressure” ด้วยการคว่ำบาตรอย่างหนัก และจำกัดแหล่งรายได้ของอิหร่านให้มากที่สุด โดยหวังบีบให้อิหร่านกลับมาเจรจาใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า

เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลปะทุขึ้นอีกครั้ง ด้วยการโจมตีตอบโต้กันอย่างรุนแรง ทั้งทางอากาศและไซเบอร์ จนสร้างความผันผวนต่อภูมิภาคและตลาดโลก ทรัมป์ในฐานะอดีตผู้นำสหรัฐฯ ในขณะนั้น ไม่ได้เรียกร้องให้ยุติความรุนแรงหรือเสนอทางเลือกแห่งสันติภาพแบบเป็นกลาง แต่กลับโจมตีรัฐบาลไบเดน อย่างหนักว่าความวุ่นวายทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความอ่อนแอของฝ่ายบริหาร โดยเขาโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social อย่างมั่นใจว่า “If I were your president, Iran wouldn’t dare lift a finger.” (ถ้าผมเป็นประธานาธิบดี อิหร่านไม่กล้ายกนิ้วแตะอะไรเลยด้วยซ้ำ)
ทรัมป์ยังย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอิสราเอลว่าเป็น “มิตรภาพนิรันดร์” โดยอ้างผลงานเก่าที่เคย ย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟไปยังเยรูซาเลม ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากในความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ท่าทีเช่นนี้จึงไม่ได้สะท้อนการเป็น “ตัวกลาง” แต่เป็นการยืนเคียงข้างอิสราเอลโดยไม่มีเงื่อนไข และมองอิหร่านในฐานะ “รัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้าย“

ล่าสุดท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ในกรณีสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนความพยายามของเขาที่ต้องการรักษาสมดุลระหว่างการแสดงจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล การหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ และการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้
ในช่วงแรกหลังการโจมตีของอิสราเอลต่อเป้าหมายในอิหร่านเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทรัมป์และคณะบริหารของเขายืนยันอย่างหนักแน่นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องใดๆ และมองว่าเป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียวของอิสราเอล แต่หลังจากนั้นไม่นาน ทรัมป์กลับเริ่มส่งสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจเข้าร่วมการโจมตี โดยกล่าวอย่างกำกวมว่า “ผมอาจจะทำหรือไม่ทำก็ได้” ทั้งยังอ้างว่ารัฐบาลของเขามีข้อมูลและแผนการจัดการกับอิหร่านเอาไว้แล้ว
โดนัลด์ ทรัมป์
โดนัลด์ ทรัมป์
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ออกคำเตือนอย่างแข็งกร้าวต่ออิหร่านว่าห้ามโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และหากอิหร่านลงมือ สหรัฐฯ จะตอบโต้แบบถึงพริกถึงขิง แต่ในเวลาเดียวกัน เขายังพยายามเปิดโอกาสให้การเจรจาเกิดขึ้น โดยเสนอให้อิหร่านและอิสราเอลทำข้อตกลงสันติภาพ และกล่าวอย่างมั่นใจว่าข้อตกลงอาจบรรลุผลในไม่ช้า ทั้งยังกำหนดกรอบเวลาให้ฝ่ายต่างๆ เจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านภายใน 2 สัปดาห์ก่อนที่เขาจะตัดสินใจว่าควรดำเนินการอย่างไร
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวว่าทรัมป์ปฏิเสธแผนการลอบสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวจะจุดชนวนความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น และทำให้ตะวันออกกลางตกอยู่ในภาวะไม่มั่นคง
การแสดงท่าทีของทรัมป์จึงทั้งคลุมเครือและกลับไปกลับมา บางครั้งเน้นบทบาทการทูตและภาพลักษณ์การเป็นผู้สร้างสันติภาพ ขณะที่บางคราวกลับเน้นการข่มขู่ใช้กำลังและแสดงศักยภาพทางการทหารอย่างเต็มกำลัง อาการผีเข้าผีออกนี้บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนและขาดความต่อเนื่องในนโยบายการต่างประเทศของเขา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทรัมป์มองวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศเป็นเหมือนเวทีสำหรับการต่อรองและเจรจา ด้วยการเล่นบท “ผู้จัดการ” และ “ผู้ต่อรอง” ที่เขามั่นใจว่าชำนาญ ทั้งการใช้การข่มขู่สลับกับการเปิดช่องเจรจา และการเสนอภาพตัวเองเป็นทั้งผู้นำสันติภาพและเป็นผู้บัญชาการกองทัพอันแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างทรัมป์กับอิสราเอลทำให้เขาระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนสหรัฐฯ ต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนั่นอาจบั่นทอนฐานเสียงและผลประโยชน์ทางการเมืองของเขา นักวิเคราะห์หลายคนจึงมองว่าท่าทีของทรัมป์นั้นได้รับอิทธิพลจากการคำนวณผลกระทบต่อคะแนนนิยมเป็นหลัก และการกล่าวว่าจะตัดสินใจภายใน 2 สัปดาห์ก็คือการเปิดโอกาสให้เขาประเมินสถานการณ์และเลือกหนทางที่คุ้มค่าที่สุดทั้งในมิติการทูตและศักยภาพทางการทหาร สุดท้ายแล้ว ท่าทีของทรัมป์ ในสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลจึงเป็นภาพสะท้อนของสไตล์การบริหารแบบคาดเดาไม่ได้ของเขา ที่ผสมผสานการข่มขู่ การเจรจา และการแสดงแสนยานุภาพไว้ด้วยกัน ทั้งหมดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และเพิ่มโอกาสความสำเร็จในเส้นทางการเมืองของตนเองอย่างแนบเนียนที่สุด
บทสรุปของสงครามล่าสุดนี้ที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จะตอกย้ำว่าแท้จริงแล้ว ทรัมป์เป็น Peacemaker-in-Chief ดังที่เขามักกล่าวอ้าง หรือเป็น Chief of Chaos กันแน่