นับเป็นข่าวดีของวงการ อุตสาหกรรมการบินของไทย ที่ แอร์บัส (Airbus) บริษัทผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกประกาศลงทุนในไทย พร้อมตั้งสำนักงานใหม่ของแอร์บัสในไทย โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้านดิจิทัลและวิศวกรรมการบินในเอเชีย และ New Office ของแอร์บัสที่ไทย ยังมีห้อง Simulation สุดล้ำ ที่มาพร้อมกับระบบ NAVBLUE นำร่อง เพื่อทดสอบซอฟต์แวร์ก่อนส่งมอบสายการบินทั่วโลกอีกด้วย
โดยสำนักงานแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานครของ แอร์บัส ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นจากสำนักงานเดิมถึง 30% เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งเครื่องบินพาณิชย์ เฮลิคอปเตอร์ อากาศยานเพื่อการป้องกันประเทศ และอวกาศ
สำนักงานแห่งใหม่นี้ได้รวบรวมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเกือบ 200 คน จาก 17 ประเทศ พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติการบินของแอร์บัส” เพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้าในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

จากรายงานข่าวของเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ ได้รายงานคำให้สัมภาษณ์ของ อานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัสประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่กล่าวว่า “การเปิดสำนักงานแห่งใหม่นี้ไม่ใช่แค่การขยายพื้นที่ทางกายภาพ แต่เป็นการตอกย้ำพันธกิจของแอร์บัสที่มีต่อประเทศไทย และแสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านการบินของภูมิภาค”
“และศูนย์นี้ยังเป็นที่ตั้งของ NAVBLUE บริษัทในเครือของแอร์บัสที่เชี่ยวชาญด้านโซลูชั่นดิจิทัลสำหรับการบิน โดยมีบทบาทสำคัญในการทดสอบและตรวจสอบซอฟต์แวร์ผ่านห้องจำลองการทำงาน (Simulation Lab) ที่ทันสมัยก่อนส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วโลก เพื่อให้การบูรณาการระบบมีประสิทธิภาพสูงสุดในสภาพแวดล้อมจริง”
ทั้งนี้ “สำนักงานแห่งใหม่นี้จะเป็นศูนย์กลางด้านปฏิบัติการบินของแอร์บัสในภูมิภาค พร้อมสนับสนุนหน่วยงานดิจิทัลของเราอย่าง NAVBLUE ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการโซลูชั่น ‘Local for Global’ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”
โดยแอร์บัสมีประวัติความร่วมมือกับประเทศไทยมายาวนานกว่า 40 ปี โดยการลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองฝ่าย แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีการบินขั้นสูงของภูมิภาคอย่างแท้จริง

จากข่าวอัปเดตล่าสุดที่ยืนยันถึงการมาลงทุนของแอร์บัสที่ประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยต้องสร้างความพร้อมทุกด้าน เพื่อรองรับการเติบโตของ อุตสาหกรรมการบินของไทย ซึ่งจากข้อมูลทางสถิติที่กล่าวถึงในรายการ BUSINESS WATCH ที่นำเสนอทาง TNN ระบุว่า อุตสาหกรรมการบินมีอัตราการเติบโตคิดเป็น 7 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศ สร้างอัตราการจ้างงานถึง 130,000 คน (ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด) ซึ่งมาในตอนนี้การประกาศของแอร์บัสที่จะเข้ามาลงทุนตั้งสำนักงานใหม่ในไทยจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนในระยะยาวเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานการบิน หรือ Hub การบินของภูมิภาค เพราะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความต้องการเครื่องบินใหม่มากกว่า 20,000 ลำในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของความต้องการเครื่องบินทั่วโลกก็ว่าได้
ดังนั้น ประเทศไทยจึงเป็นตลาดอุตสาหกรรมการบินที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ทั้งในแง่ของการจ้างงาน โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมในด้านเทคโนโลยีอีกด้วย
ทั้งนี้ หากโฟกัสในแง่ของการจ้างงาน แน่นอนว่าการเตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อรับการลงทุนของแอร์บัสและภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของการพัฒนา อุตสาหกรรมการบินของไทย และการพัฒนาบุคลากรให้ทันกับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับโจทย์ในด้านอื่น

โดยล่าสุด เป็นที่น่ายินดีว่า ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) พร้อมคณะผู้บริหาร สถาบันการบิน แห่ง มทร.ธัญญบุรี และตัวแทนคณาจารย์ ได้เข้ารับใบรับรองสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน เลขที่ CAAT.147.0013 จาก พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ณ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย
โดยการรับรองนี้ทำให้ มทร.ธัญบุรี เป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดินแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองโดยเป็นไปตามข้อกําหนดของสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 75 ว่าด้วยการรับรองสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน
ดร.ถวัลย์ เทียนทอง ผู้อำนวยการฝ่ายซ่อมบำรุงและวิศวกรรมอากาศยาน สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ศูนย์สถาบันการบิน แห่ง มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า
“การรับรองจาก CAAT แสดงถึงความพร้อมของเราในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ต่อไป และจะผลิตบุคลากรคุณภาพสูงเพื่อรองรับความต้องการของสายการบินและหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานที่กำลังขยายตัว ช่วยส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินของไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนได้”

ทั้งนี้ สถาบันการบิน แห่ง มทร.ธัญบุรี ยังเป็นหนึ่งในศูนย์เครือข่ายความเชี่ยวชาญการผลิตบุคลากร & ยกระดับการศึกษาด้านอากาศยานตามนโยบายในการตอบโจทย์การลงทุนและการพัฒนาบุคลากรยุคใหม่แบบ EEC Model ที่พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง EEC – มทร.ธัญบุรี – Thai Lion Air (EEC+สถาบันการศึกษา+ภาคอุตสาหกรรม)
ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC ได้กล่าวว่า
“การสร้างความก้าวหน้าตามเป้าหมายการผลิตและยกระดับบุคลากรของ ศูนย์เครือข่ายเชี่ยวชาญด้านอากาศยาน EEC (ศูนย์ EEC AVIATION) มีส่วนในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องทั้งมิติของการจัดการศึกษา การผลิตบุคลากร และการยกระดับทักษะบุคลากร ตลอดจนถึงความร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยาน ฯ บนฐานความร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกับภาคอุตสาหกรรมการบินและอากาศยานตลอดมา”


“ปัจจุบัน ศูนย์เครือข่ายเชี่ยวชาญอากาศยาน EEC, สถาบันการบินแห่ง มทร.ธัญบุรี ได้ผ่านการตรวจรับรองยกระดับเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน (MTO Part 147) จาก CAAT ใน Phase 4 ได้ใบประกาศรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว การสร้างงานของสถาบันฯจึงยกระดับปรับฐานการศึกษา การสร้างคนสู่อุตสาหกรรมการบินตามมาตรฐานสากล นับเป็นอีกก้าวของสถาบันที่ฟันฝ่าทุกอุปสรรค์และสร้างงาน-สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนมาจนถึงวันนี้”
“ในวันนี้ สถาบันการบินแห่ง มทร.ธัญบุรี ยังช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมอากาศยานของประเทศ ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังมุ่งสร้างประเทศสู่การเป็น Hub ด้านอากาศยาน & การซ่อมบำรุงอากาศยานที่กำลังเร่งดำเนินอยู่ที่ “อู่ตะเภา” เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างมุ่งมั่น”
ผศ.ดร.นิพนธ์ ทางทอง ผู้อำนวยการสถาบันการบิน มทร.ธัญบุรี ได้เน้นย้ำถึงภารกิจสำคัญของสถาบันการบินในหลากหลายมิติว่า
“เราได้วางแผนให้ EEC Aviation Center เป็นศูนย์ Training ที่ได้มาตรฐานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย โดยอิงกับมาตรฐาน EASA และพัฒนาบุคลากรให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะนายช่างภาคพื้นดินหรือช่างอากาศยาน ซึ่งที่นี่ยังเป็นศูนย์สอบ หรือ EASA Examination Center ดังนั้น บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมก็สามารถมาสอบที่นี่เพื่อได้รับ Certificate จาก EASA ที่การันตีได้ว่า เขาได้ผ่านการทดสอบทักษะในระดับ International อยู่แล้ว”


“ขณะเดียวกัน ทางสถาบันฯ ยังจัดหลักสูตรอบรมระยะสั้น เช่น คอร์สกฎหมายการบิน, Human Factor และ คอร์ส Safety Management โดยผู้อบรมจะได้รับ Certificate จากการอบรม นอกจากจะไปอัปสกิลในสายงานอาชีพได้แล้ว ยังสามารถนำ Certificate ที่ได้มาเทียบเป็นหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank ได้ด้วย และเมื่อเก็บเครดิตครบตามเกณฑ์ ก็สามารถจะใช้เครดิตนั้นเพื่อการเรียนต่อ คือ มาลงทะเบียนเรียนในระดับปริญญาตรี และสอบจบก็จะได้วุฒิปริญญาตรีทันที ซึ่งในอาชีพช่างอากาศยาน ถ้าได้รับวุฒิปริญญาตรี ก็ย่อมช่วยยกระดับความก้าวหน้าในอาชีพการงานได้”
“และตอนนี้ เราสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมโดยขยายไปครอบคลุมศูนย์ซ่อมอากาศยานและสายการบินระดับภูมิภาคอาเซียน ในนาม ศูนย์เชี่ยวชาญการพัฒนาบุคลากรใน อีอีซี หรือ ศูนย์ EEC Net ซึ่งจะปูทางให้ประเทศไทยเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานชั้นนำของอาเซียนด้วย”
อัปเดตการพัฒนา อุตสาหกรรมการบินของไทย อย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมการบินจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (SAF)











