AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก แต่คือพลังขับเคลื่อนอนาคตของประเทศทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ประเทศไทยต้องตัดสินใจตั้งแต่วันนี้ว่า “จะยืนอยู่ตรงไหนในภูมิทัศน์โลกของ AI”
แม้ไทยยังไม่ใช่ผู้ครองเทคโนโลยีในระดับสากล แต่ดัชนี Digital Evolution Index ปี 2025 จัดอันดับให้ไทยอยู่อันดับ 7 ของโลกด้าน Momentum หรือความสามารถในการเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่า “ถ้าไทยมีแผนยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เราสามารถทะยานขึ้นเป็นผู้นำ AI ในระดับภูมิภาคได้อย่างมั่นคง”
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านในการเข้าสู่ AI โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนบุคลากรท้องถิ่นที่มีทักษะด้าน AI การพัฒนากฎระเบียบที่ล่าช้า ต้นทุนในการนำ AI ขนาดใหญ่มาใช้ที่ยังไม่คุ้มค่า รวมถึงบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ที่การครองเทคโนโลยีเป็นของสหรัฐอเมริกาและจีนขณะเดียวกันยังมีความกังวลเรื่องการสูญเสียงานจากระบบอัตโนมัติ โดยข้อมูลระบุว่าในช่วงปี 2025–2030 กลุ่มอาชีพที่เติบโตเร็วที่สุด ได้แก่ นักวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ วิศวกร AI วิศวกรการเรียนรู้ของเครื่องจักรนักพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน และนักวิเคราะห์ความปลอดภัยทางไซเบอร์
การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระเพื่อมทางสังคม เศรษฐกิจและมนุษยชาติ ทั้งในมุมของการสร้างโอกาสใหม่และความท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เช่น การลดช่องว่างและการเพิ่มช่องว่างทางดิจิทัลที่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ของกลุ่มต่างๆ รวมถึงการเข้ามาแทนที่คนทำงานโดยเทคโนโลยีอัตโนมัติ จากการศึกษาของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization หรือ ILO) ระบุว่า มากกว่า 56% ของงานภาคการผลิตและเกษตรกรรมในภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญความเสี่ยงกับปัญหาเรื่องนี้
ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนา AI ของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำหนดเป้าหมาย 2 มิติสำคัญ ได้แก่ “AI Readiness” หรือการสร้างความพร้อมเชิงโครงสร้างและทรัพยากรมนุษย์ และ “AI Adoption” หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI อย่างเป็นรูปธรรมในภาคส่วนสำคัญของประเทศ













