บทวิเคราะห์: Oversupply รถ EV จีน มาเร็วกว่าที่คิด กรณีศึกษา NETA เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย

ข่าวช็อควงการรถยนต์โลก เช้าตรู่วันเสาร์ที่ผ่านมา Zhejiang Hozon New Energy Automobile เจ้าของ NETA แบรนด์รถ EV ของจีน ได้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายอย่างเป็นทางการ

แม้จะมีการปิดข่าวกันในช่วงแรกของคืนวันพฤหัสบดีที่ 19 มิ.ย. แต่ในที่สุดสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีน ได้ออกมาเปิดเผยรายงานข่าวอย่างเป็นทางการในบ่ายวันศุกร์ที่ 20 มิ.ย.
CCTV รายงานว่า โชว์รูมหลายแห่งของ NETA ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ได้ปิดให้บริการแล้ว โดยเมื่อเดือน พ.ค. 68 ที่ผ่านมา บริษัท Yuxing Advertising ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเนื่องจากมีข้อพิพาทด้านหนี้กับ Hozon Auto
นำไปสู่การเข้าสู่กระบวนการล้มละลายอย่างเป็นทางการ ณ ขณะนี้
ก่อนหน้านี้ แฟนพันธุ์แท้ NETA ในบ้านเรา ได้กลิ่นตุๆ และรู้สึกตะหงิดๆ เพราะ Facebook ของ NETA Auto Thailand ได้หยุดการเคลื่อนไหวตั้งแต่ 12 มิ.ย. 68
ท่ามกลางกระแสข่าวจาก Dealer ในประเทศไทยได้เรียกร้องให้ NETA ชำระหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงงานบางชัน General Assembly ที่ปัจจุบันได้หยุดการประกอบรถ EV ให้ NETA แล้ว
สวนทางกับลูกค้า NETA จำนวนมาก จาก 20,000 กว่าคัน ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการดูแลบริการหลังการขาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดหาอะไหล่รถยนต์ รวมถึงการดูแลประกันคุณภาพรถ หรือ Warranty อย่างต่อเนื่องจนครบสัญญา
จึงต้องจับตาดู ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นของ NETA ในครั้งนี้ จะเป็น Domino ตัวแรก ที่ล้มลง แล้วเซไปทับ Domino ตัวต่อไป ในความหมายของแบรนด์รถ EV จีน หรือไม่

EV จีน

Oversupply รถ EV จีน มาเร็วกว่าที่คิด

สถานการณ์ Oversupply รถ EV ของจีน กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่ และมาถึงเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไตรมาสแรกของปี ค.ศ. 2025 ที่กำลังการผลิตรถ EV ของจีนพุ่งทะลุ 36 ล้านคัน ขณะที่ยอดขายในประเทศคาดว่าจะอยู่ที่เพียง 17 ล้านคันเท่านั้น นั่นหมายถึง ส่วนเกินเกือบ 20 ล้านคัน
การเกิด Oversupply อย่างรวดเร็วของรถ EV จีนเกิดจากองค์ประกอบสำคัญหลายด้าน
ปัจจัยแรก จำนวนผู้ผลิตมากเกินไป เนื่องจาก จีนมีบริษัทผลิตรถ EV มากกว่า 50 แห่ง ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้วง 2 ปีหลัง (2024-ไตรมาสที่ 2 ของปี 2025)
แม้วงการรถ EV จีน จะได้ชื่อว่าเป็น “อุตสาหกรรมต้นทุนต่ำ” อันมีผลมาจากจากห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ในประเทศจีน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ที่มากถึง 40% ของต้นทุนรถ EV จีน ทำให้สามารถผลิตรถ EV ได้ในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯ และยักษ์ใหญ่ยุโรป
ปัจจัยต่อมา คือการเร่งขยายกำลังการผลิตที่เกินความต้องการ เห็นได้จากบริษัทผลิตรถ EV จีน หลายแห่ง ได้โหมกระพือกระแสระดมทุน เพื่อเร่งลงทุนขยายกำลังการผลิต และทำสงครามราคา เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดโดยไม่คำนึงถึงอุปสงค์ (Supply) จริง
นำไปสู่ปัญหาที่ตามมาเป็นลูกโซ่ ดังที่เริ่มเกิดขึ้นกับ NETA ในขณะนี้ คือผลกระทบอาจจะเริ่มขยายวงออกไปคล้ายกับ Domino ตัวแรก ที่ล้มลง แล้วเซไปทับ Domino ตัวต่อไป ในความหมายของแบรนด์รถ EV จีน

กรณีศึกษา NETA ล้มละลาย

NETA ถือผู้ผลิต EV ขนาดกลางล่าง หรือเล็กบน เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิต EV ขนาดเล็กในจีน ที่อาจประสบกับสภาวะล้มละลายเช่นเดียวกับ NETA ในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากไม่สามารถสู้สงครามราคากับผู้ผลิต EV รายใหญ่ได้
ข้อที่ควรหันกลับไปพิจารณาก็คือ มูลค่าการส่งออกของผู้ผลิต EV เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี ค.ศ. 2023 จีนส่งออกรถ EV ไปต่างประเทศกว่า 1.2 ล้านคัน และจะเพิ่มเป็น 3.6 ล้านคันในปี ค.ศ. 2024
สร้างความคับแค้น และผลกระทบทางธุรกิจของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดนำเข้ารถยนต์จากยุโรป รวมถึงเต้นท์รถมือ 2 และ ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าเล็กเจ้าน้อยในอาเซียน เช่น มาเลเซียก็พลอยได้รับผมกระทบไปด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นที่เคยครองส่วนแบ่งกว่า 70% ในไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
กรณีศึกษา NETA สะท้อนบทเรียนให้เราได้เรียนรู้ว่า การผลิตที่ล้ำหน้ากว่าความต้องการ อาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะแม้จะมีเทคโนโลยี และต้นทุนที่ได้เปรียบ หากไม่มีการวางแผนตลาดอย่างรอบคอบ ก็อาจนำไปสู่ภาวะล้นตลาด และความเสี่ยงทางธุรกิจได้
สิ่งที่คงหนีไม่พ้นหลังจากนี้ คือแรงกดดันต่อมาตรการอุดหนุนของรัฐ จากนโยบายรัฐบาลไทยก่อนหน้านี้ ได้เคยให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคันแก่ผู้ผลิต EV จีน โดยมีเงื่อนไขให้ผลิตชดเชยในประเทศภายในปี ค.ศ. 2570
เมื่อ NETA หายไปในเชิงนโยบาย 1 เจ้า อาจจำเป็นต้องหันมาทบทวน หรืออย่างน้อยต้องเกิดการปรับตัวเลขผลิตชดเชยในประเทศภายในปี ค.ศ. 2570 ลงอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเหลืออีกไม่ถึง 2 ปีจะถึงเส้นตายดังกล่าว

บทสรุป และโอกาสของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

จากนโยบายรัฐบาลไทยก่อนหน้านี้ ได้เคยให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคันแก่ผู้ผลิต EV จีน โดยมีเงื่อนไขให้ผลิตชดเชยในประเทศภายในปี ค.ศ. 2570
การที่ Oversupply รถ EV จีน ที่มาเร็วกว่าที่คิด จากกรณี NETA ล้มละลาย ยังคงดำเนินต่อไป โดยนัยของ Domino ตัวแรก ที่ล้มลง แล้วเซไปทับ Domino ตัวต่อไป ก็อาจต้องทบทวนมาตรการอุดหนุนเพื่อป้องกันการบิดเบือนตลาดโดยเร็ว
อย่างไรก็ดี หากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถปรับนโยบายให้สมดุล ระหว่างการเปิดรับการลงทุน กับการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศได้อย่างทันท่วงที
ก็อาจเปลี่ยนวิกฤต Oversupply นี้ให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาวได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางความเสี่ยงนานัปการ
และแม้จะมีความเสี่ยง แต่ไทยยังสามารถใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งจากจีนเอง หรือจากยุโรป และอเมริกาที่มีศักยภาพที่แท้จริง
แต่ต้องปรับเกณฑ์และกำหนดเงื่อนไขการลงทุนให้ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์จากผู้ผลิตในประเทศไทย หรือเข้มงวดกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบังคับอัตราการใช้แรงงานชาวไทยในโรงงานรถยนต์จีน ก็จะช่วยให้คนไทยได้ประโยชน์ระยะยาวครับ