เรียนรู้จากการพัฒนา เรือพลังงานไฮโดรเจน–ไฟฟ้า นวัตกรรมตอกย้ำความสำเร็จของนโยบาย ‘โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว’ ในจีน

รายงานล่าสุดบนเว็บไซต์ของสำนักข่าว Semafor แสดงให้เห็นว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศของจีน มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ รายงานฉบับนี้ยังระบุว่าการก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ระดับโลกของจีนได้รับการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสีเขียวที่หลากหลาย ซึ่งเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เป็นต้น


รายงานดังกล่าวยังอ้างอิงถึงการวิเคราะห์ของบริษัทวิเคราะห์ด้านพลังงานวู้ดแมคเคนซี่ (Wood Mackenzie) ที่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อปีที่แล้ว พลังงานหมุนเวียนแซงหน้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในโครงการพลังงานทั้งหมดที่จีนดำเนินการภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ในด้านกำลังการผลิตติดตั้ง พลังงาน 52% เป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ
โดยรายงานยังระบุด้วยว่า บริษัทในภาคอุตสาหกรรมของจีน ยังให้ความสำคัญกับการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ตอบโจทย์แนวทางการลด Carbon Footprint ปรากฎการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทางอุตสาหกรรมของจีน เนื่องจาก “3 สิ่งใหม่” ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ลิเธียม และรถยนต์พลังงานใหม่ กลายมาเป็นกำลังขับเคลื่อนใหม่ในการเปลี่ยนแปลงและยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตของจีนอีกด้วย  
เพื่อให้เห็นภาพที่กล่าวมานี้ ล่าสุด เว็บไซต์ Thaibizchina หรือ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ได้อัปเดตข่าวล่าสุดว่าเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ท่าเรือชิงต่าว มณฑลซานตง เฉลิมฉลองการเปิดตัว “ชิงเตี้ยนทัว 1” เรือพลังงานไฮโดรเจน–ไฟฟ้า หรือเรือพลังงานลูกผสมระบบไฮโดรเจน-แบตเตอรี่ลิเทียม ที่ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศจีน
เรือพลังงานไฮโดรเจน–ไฟฟ้า นี้ ติดตั้งระบบ “เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน + แบตเตอรี่ลิเทียมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว” ที่สามารถรองรับการเดินเรือต่อเนื่องกว่า 12 ชั่วโมง ด้วยความเร็วประจำ 9 นอต พร้อมแรงลากจูงสูงถึง 82 ตัน และยังได้รับตราสัญลักษณ์ AUT-0 (ระบบชาร์จอัจฉริยะอัตโนมัติ) จากหน่วยงานกำกับดูแลข้อมูลจากสำนักงานรัฐบาลจีนระบุว่า การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Carbon Emission) ขณะใช้งาน สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1,500 ตันต่อปีเมื่อเทียบกับเรือแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังลดมลภาวะทางเสียง มีประสิทธิภาพทางด้านเครื่องยนต์ และอายุการใช้งานที่สูงขึ้น ซึ่งเหนือกว่าเรือขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงทั่วไปอย่างชัดเจน
เรือพลังงานไฮโดรเจน–ไฟฟ้า
ภาพเรือชิงเตี้ยนทัว จากสำนักข่าวป้านต่าว
นอกจากนี้ เรือยังติดตั้งระบบนำทางด้วย “ดาวเทียมเป่ยโต่ว” และระบบชาร์จพลังงานริมฝั่ง อัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยให้สามารถปฏิบัติงานต่อเนื่องโดยไม่สะดุด
การเปิดตัว “ชิงเตี้ยนทัว 1” จึงถือเป็นความพยายามของจีนที่สอดคล้องกับนโยบายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันภาคการขนส่งเพื่อความยั่งยืน และตอบโจทย์เป้าหมาย “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว” โดยเฉพาะในท่าเรือ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าทางน้ำระดับโลก ท่าเรือชิงต่าวได้เริ่มนำร่องทดสอบรถรอกไฮโดรเจนจำนวน 10 คัน พร้อมทั้งติดตั้งระบบผลิตพลังงานร่วม (heat-power cogeneration) ขนาด 300 กิโลวัตต์ เพื่อส่งเสริมโครงข่ายพลังงานไฮโดรเจนครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณท่าเรือล่าสุด ท่าเรือยังประสบความสำเร็จในการให้บริการเสริมไบโอดีเซลแก่เรือที่เข้าเทียบท่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนารูปแบบแหล่งพลังงานที่หลากหลายเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
โดยที่ผ่านมา ในปี 2565 จีนเคยเปิดตัวเรือไฮบริดชื่อ “ชิงกั่งทัว 1” เมื่อเดือนธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นระบบไฮบริดแบบน้ำมัน–ไฟฟ้า ตัวเรือมีความยาว 39 เมตร และมีกำลังขับเคลื่อน 5,200 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมขนาด 2,760 กิโลวัตต์-ชั่วโมง สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 4.5 ชั่วโมง โดยสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 700 ตันต่อปี และช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 227 ตันต่อปี
เมื่อเปรียบเทียบกับ “ชิงเตี้ยนทัว 1” ซึ่งเป็นระบบไฮโดรเจนเต็มรูปแบบ จะเห็นชัดเจนว่ามีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นเป็น 12 ชั่วโมงจากเดิม 4.5 ชั่วโมง สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1,500 ตันต่อปี และไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเลย นวัตกรรม เรือพลังงานไฮโดรเจน–ไฟฟ้า นี้จึงแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาครั้งสำคัญของพลังงานสะอาดในภาคท่าเรืออย่างแท้จริง
และการเปิดตัว “ชิงเตี้ยนทัว 1” ยังแสดงให้เห็นว่าจีนเดินหน้าผลักดันภาคการขนส่งทางน้ำให้เป็นกลางทางคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon-neutral) อย่างจริงจัง จากโมเดลแรก “น้ำมัน–ไฟฟ้า” มาสู่ “ไฮโดรเจน–ไฟฟ้า เต็มรูปแบบ” ถือเป็นเทคโนโลยีที่ปูทางสู่ยุคของพลังงานสีเขียวในภาคท่าเรือ ซึ่งไม่เพียงเปลี่ยนรูปแบบการเดินเรือแบบเดิม แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่าจีนตั้งใจจะเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดของโลกในอนาคตอย่างจริงจัง

ไฮโดรเจนสีเขียว

นอกจากนั้น ดังที่เกริ่นว่าการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างภูมิภาค อย่างเส้นทางตามโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางหรือเส้นทางสายไหม ก็มีการวางแผนการพัฒนาในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ โดยทางการจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางสายไหมและการลงทุนด้านพลังงานในภูมิภาคให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ด้วยการลดการลงทุนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินและเพิ่มการลงทุนด้านพลังงานสีเขียว
โดยที่ผ่านมา จีนส่งเสริมการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกต่างๆ ในภูมิภาค เพิ่มขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน ตั้งแต่ในปีค.ศ. 2022 ซึ่งทำให้จีนครองอุตสาหกรรมการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก คิดเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ ของการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลก และ 50 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตกังหันลมทั่วโลก
นอกจากนั้น จีนยังได้ร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นและบริษัทในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Lower Stung Russei Chrum ในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา สร้างโดยบริษัทไฟฟ้าขนาดใหญ่ของจีน เริ่มใช้งานตั้งแต่กลางปี 2022 ซึ่งสร้างพลังงานสะอาดได้มากกว่า 8.4 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นหนึ่งในโครงการที่ช่วยทำให้กัมพูชาใช้พลังงานหมุนเวียนที่มากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมในภาคพลังงานหมุนเวียน เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ที่หวายหนาน (Huainan) มณฑลอานฮุย ที่เริ่มโครงการตั้งแต่ปีค.ศ. 2017 โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ 160,000 แผง เป็นแหล่ง จัดเก็บพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในประเทศที่ครอบคลุมพื้นที่ทางน้ำขนาดใหญ่ ช่วยผลิตไฟฟ้าได้ 150 เมกะวัตต์ต่อปี
นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งที่จีนได้ทำตามแผน และจีนยังอยู่บนเส้นทางของการขับเคลื่อนการพัฒนาสีเขียว ที่ทำให้โครงการข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเป็นโครงการที่สร้างความเจริญด้านเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวให้กับประเทศในภูมิภาคต่างๆ นั่นเอง