ที่ผ่านมาเราทุกคนต่างคุ้นหูกับคำว่า “เมืองรอง” ที่มักได้รับการหยิบยกมาพูดถึงในการวางกลยุทธ์กระจายรายได้จากการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรองในแต่ละภูมิภาค ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา การทำแคมเปญเพื่อสนับสนุนให้ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ เปลี่ยนใจมาเที่ยวเมืองรองนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ทว่า ในยุคนี้ โลกแห่งการเดินทางท่องเที่ยวได้เปลี่ยนไปแล้ว และนักท่องเที่ยวทุกวันนี้ไม่ได้ต้องการไปเที่ยวแค่แลนด์มาร์กเดิมๆ แต่กำลังตามหา “ประสบการณ์” ที่แปลกใหม่แท้จริง ซึ่งการเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองรองจึงตอบโจทย์นี้ได้อย่างแน่นอน
ข้อมูลข้างต้นนี้ ยังยืนยันได้ด้วยแนวโน้มที่ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ หันมาเที่ยวเมืองรองกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดย บทความจาก Krungthai Compass ระบุชัดเจนว่าการกระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยวสู่จังหวัดเมืองรองเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 มีสัดส่วนราว 13.4% ของรายได้จากภาคการท่องเที่ยวโดยรวม ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิด ที่มีสัดส่วนเพียง 9.2% โดยเมืองรองยอดฮิต 5 อันดับแรก คือ สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม เชียงราย จันทบุรี และอุดรธานี มีจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวได้สูงกว่าช่วงก่อนโควิด ที่ระดับ 130%-343% สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมีความสนใจที่จะเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดเมืองรองมากขึ้น

ทั้งนี้ Krungthai Compass ยังชี้ให้เห็นเทรนด์ท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรองมากขึ้นว่ามีดังนี้
1. การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism)
อาหารไทย คือจุดเด่นที่ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ทุกชาติ ทุกภาษา ทั่วโลก ต่างชื่นชอบ โดยเฉพาะ Street Food ของไทย ที่ในรายงานล่าสุดระบุชัดเจนว่าได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 18.1% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด
2. การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism)
ในทุกภูมิภาคทั่วไทย ต่างมีเทศกาล งานรื่นเริง ที่จัดหมุนเวียนกันไปตลอดปี และจุดนี้เองที่สามารถนำมาใช้เป็นในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเที่ยวทั้งในเมืองหลักและเมืองรองของไทยได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าร่วมงานมหาสงกรานต์ในทุกจังหวัดทั่วไทยมากกว่า 7.8 แสนคน สร้างรายได้มากถึง 2,880 ล้านบาท
3. การท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือมิวสิกวิดีโอ (Film Tourism)
เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ มิวสิควิดีโอ มากมายหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง มิวสิควิดีโอของ Lisa ในเพลง “ROCKSTAR” ที่ถ่ายทำที่ เยาวราช กรุงเทพฯ ก็ทำให้มีนักท่องเที่ยวไปไปถ่ายรูปเช็คอินตามรอยมิวสิควิดีโอนี้ จนทำให้ย่านค้าขายของเยาวราชคึกคักอย่างมาก
4. การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (Sustainable Tourism)
แน่อนว่ายุคนี้เทรนด์ด้านความยั่งยืนกำลังมาแรงในทุกวงการ การท่องเที่ยวก็เช่นกัน โดยจากผลการสำรวจของ Booking.com พบว่า 3 ใน 4 ของ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ได้วางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอีก 12 เดือนข้างหน้า และแน่นอนว่า ประเทศไทย ก็มีโอกาสเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่นักท่องเที่ยวจะเลือกปักหมุดมาเดินทางท่องเที่ยวแบบยั่งยืนด้วย
5. กลุ่ม Digital Nomad Tourism
เป็นกลุ่ม นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่มีศักยภาพเติบโตขึ้นตามกระแส “Workcation” ที่เป็นรูปแบบการทำงานในโลกยุคใหม่ที่มีกระแสเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในกลุ่มนักท่องเที่ยวนี้ ยังมีการค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนที่สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปเกือบเท่าตัว ซึ่งสำหรับประเทศไทย ก็มีความพร้อมที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เพราะมีจุดเด่นทั้งในด้าน ค่าครองชีพที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อย่าง โครงข่าย 5G หรือดิจิทัล ที่เข้าถึงได้ในราคาไม่แพงและมีประสิทธิภาพ
6. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)
ที่มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับ Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุ และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมของคนทั่วโลกที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันมากขึ้น โดยประเทศไทย มีความพร้อมเป็นศูนย์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับภูมิภาคก็ว่าได้ โดยประเทศไทยตั้งเป้าหมายว่าจะขยับอันดับขึ้นมาเป็นท็อป 5 ประเทศที่มูลค่าตลาดในกลุ่มธุรกิจ Wellness Tourism ของโลก
ทั้งนี้ ประเทศไทยสามารถใช้จุดเด่นในเรื่องของความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับโลก โดยมีการผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทยอย่างลงตัว จึงตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ เมื่อเทรนด์การท่องเที่ยวเปิดโอกาสในหลากหลายมิติเช่นนี้ เมืองรองจึงกลายเป็นพื้นที่โอกาสที่เปิดกว้างทั้งสำหรับธุรกิจรายใหญ่ และ SMEs ที่มีไอเดียดีๆ เข้าไปเติมเต็มเพื่อร่วมพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายปลายทางของ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ทั่วโลก
โดยถ้ากล่าวถึงในมิติของการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ได้วางแนวทางที่จะส่งเสริมการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในหลากหลายกิจการ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงแรมหรือรีสอร์ตเท่านั้น
แต่ในความจริง สิทธิประโยชน์ต่างๆ นี้ครอบคลุมถึงกิจการเพื่อการท่องเที่ยวที่หลากหลาย เช่น บริการที่จอดเรือท่องเที่ยว สวนสนุก ศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรมไทย หรือศูนย์หัตถกรรมไทย สวนสัตว์เปิด พิพิธภัณฑ์ สนามแข่งขันยานยนต์ กระเช้าไฟฟ้าหรือรถรางไฟฟ้าเพื่อการท่องเที่ยว ท่าเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) การสร้างแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ และหอประชุมขนาดใหญ่ และศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ เพราะกิจการที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สร้าง “ประสบการณ์” และ “เศรษฐกิจคุณภาพ” ให้กับเมืองรองในระยะยาวนั่นเอง
ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ในกิจการท่องเที่ยวสำหรับเมืองรอง 55 จังหวัดทั่วประเทศ มีดังนี้ สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สูงสุด 8 ปี กับกิจการด้านการท่องเที่ยว สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นระยะเวลา 5 ปี กับกิจการโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งสิทธิเหล่านี้ เปิดกว้างทั้งสำหรับธุรกิจรายใหญ่ และ SMEs ที่มีไอเดียดีๆ ในการพัฒนาด้านการเที่ยวไทย
ที่มา :
- บทความเรื่อง “นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ตามแลนมาร์ก แต่ตามหา “ประสบการณ์ที่ใช่” จาก Mass Tourism สู่ Local Experience” จาก Facebook : BOI News
- บทความเรื่อง “Krungthai COMPASS เปิด 6 เทรนด์ท่องเที่ยวยุคใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 1.35 แสนล้านบาท” จากเว็บไซต์ Krungthai COMPASS
แชร์แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ
การท่องเที่ยวเชิงภูมิอากาศ (Climate Tourism) โอกาสใหม่ของไทยภายใต้วิกฤติยุโรปเดือด
ขับเคลื่อน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้วย 3 ผลงานวิจัย ตอบโจทย์ความยั่งยืนในทุกมิติ
บพข. ใช้งานวิจัยพัฒนาและต่อยอด Tourism for All การท่องเที่ยวที่ไม่ทิ้งโอกาสและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง












