มีนาคม 2025 โลกต้องเผชิญกับฉากเปลี่ยนสำคั ญในสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร เมื่อประเทศที่เคยใช้สื่อเป็ นอาวุธหลักเพื่อเผยแพร่ค่านิ ยมประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา กลับ “ล้มหมาก” ของตัวเอง ด้วยการยุบองค์กรสื่อระดั บโลกอย่าง Voice of America (VOA) ท่ามกลางเสียงตกตะลึงจากทั่วโลก พร้อมเปิดพื้นที่ให้พญามังกรอย่ าง “จีน” ก้าวขึ้นเวทีอย่างสง่างาม
และเหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีใครต้านได้ นี่ไม่ใช่แค่การปิดสถานีข่าว แต่คือการปิด “ประตูอิทธิพล” ที่สหรัฐฯ เคยใช้ขับเคลื่อนแนวคิดประชาธิ ปไตยไปทั่วโลกมาตลอด 80 ปี ขณะเดียวกัน จีนไม่รอช้า…ค่อยๆ วางหมากอย่างสุขุม สอดแทรกกลยุทธ์ผ่านข่าวสาร รายการวัฒนธรรม ภาพยนตร์ ซีรีส์ โซเชียลมีเดีย และคอนเทนต์ดิจิทัลหลากรูปแบบ เข้าสู่พื้นที่ที่อเมริกาละทิ้ งไปอย่างแนบเนียน
หลังจากในเดือนมีนาคม 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยุบ U.S. Agency for Global Media ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการดำเนิ นกิจการสื่อระหว่ างประเทศของสหรัฐฯ ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาล รวมถึง Voice of America (VOA) ด้วย ผลลัพธ์คือการปิดตัวของสถานีที่ เคยเป็นกระบอกเสียงประชาธิปไตย (ในแบบฉบับที่สหรัฐฯอวดอ้างว่ าดีเด่นกว่าใคร) ไปยังนานาประเทศมายาวนานกว่า 80 ปี พนักงานกว่า 1,000 คนถูกเลิกจ้าง การออกอากาศภาษาต่ างประเทศหลายสิบภาษาต้องยุติ ลงฉับพลัน
รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่า VOA เป็นสื่อที่ล้าสมัยและมีอคติ แต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์โต้กลั บว่านี่คือการทำลายเครื่องมื อสำคัญในการต่อต้านโฆษณาชวนเชื่ อของระบอบเผด็จการ และเป็นการเปิดทางให้มหาอำนาจคู่ แข่งโดยเฉพาะ “จีน” ก้าวเข้ามาเติมช่องว่างที่สหรั ฐฯ ละทิ้งไป
เมื่อ “เสียงของอเมริกา” เงียบลง พื้นที่ในสื่อโลกจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา กลับถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็วด้ วย “เสียงของจีน” ผ่านเครือข่ายสื่อชั้นนำของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น Xinhua, China Global Television Network (CGTN) หรือแพลตฟอร์มต่างๆ ที่จีนให้การสนับสนุนในระดั บภูมิภาค


เห็นได้ชัดเจนว่าจีนเร่งขยายอิ ทธิพลสื่อทั่วโลก หลังสหรัฐฯ ปิด VOA แต่จีนไม่ได้เริ่มต้นจากการแข่ งแบบปะทะตรงกับ Voice of America หรือสื่อโลกตะวันตกอื่นๆ แต่เลือก รอจังหวะ อย่างชาญฉลาด และทันทีที่ VOA ล่มสลาย จีนก็ไม่เพียงเข้ามาแทนที่ แต่กลับขยายอิทธิพลแบบมีทิศทาง นี่ไม่ใช่แค่การรีบคว้ าไมโครโฟนที่ตกลงพื้น…แต่คื อการออกแบบเวทีใหม่ แล้วพูดในสิ่งที่โลกต้องรู้!
จีนไม่เพียงขยายพื้นที่ การออกอากาศ แต่ยังออกแบบกลยุทธ์เพื่ อครอบครองใจผู้ชมในระดับรากหญ้า ทั้งผ่านการร่วมมือกับสื่อท้ องถิ่น การผลิตคอนเทนต์ภาษาพื้นถิ่น การถ่ายทอดแนวคิดของ “จีนยุคใหม่” และการบูรณาการกับยุทธศาสตร์ ทางการทูตวัฒนธรรมอย่างแนบเนียน
อินโดนีเซียถือเป็นตัวอย่างเด่ นของความสำเร็จในยุทธศาสตร์สื่ อจีน Xinhua และ CGTN เข้าร่วมมือกับสื่อท้องถิ่น ผลิตรายการสองภาษา พร้อมสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับวั ฒนธรรมจีน โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) และมุมมองการเมืองแบบปักกิ่งที่ “นุ่มนวลแต่ทรงพลัง”


ก่อนหน้านี้ ชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในอินโดนี เซียจะได้รับข้อมูลทั้งจาก VOA และ CGTN แต่ปัจจุบัน เหลือเพียงสื่อจีนที่ยังดำรงอยู่ ในช่วงเวลาเดิม และขยายอิทธิพลแบบไร้คู่แข่ง
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มสื่อโทรทัศน์อย่าง StarTimes ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรั ฐบาลจีน ยังกระจายการออกอากาศในกว่า 25 ประเทศในแอฟริกา โดยให้บริการฟรีหรือมีค่าบริ การต่ำเป็นพิเศษ ทั้งยังมีหนังสือพิมพ์และเว็ บไซต์ข่าวที่ผลิตเนื้ อหาในภาษาท้องถิ่น เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์เชิ งบวกของจีน และลดทอนมุมมองวิพากษ์แบบตะวั นตก
กลยุทธ์ที่จีนใช้ได้ผลคือการจั บมือกับสื่อท้องถิ่นการลงนามข้ อตกลงร่วมผลิตหรือเผยแพร่เนื้ อหาร่วมกันกับสถานีโทรทัศน์ท้ องถิ่น ช่วยให้ข่าวของจีนถูกนำเสนอผ่ านช่องทางที่ได้รับความเชื่อถื อในประเทศนั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ ใหม่


นี่คือยุทธศาสตร์ที่เหนือชั้นที่ สุด เพราะการใช้สื่อดิจิทัลและโซเชี ยลมีเดียภาษาท้องถิ่น จ้างนักข่าวท้องถิ่น บอกเล่าเรื่องจีนผ่านมุมมอง “ของเรา เพื่อเรา” แทนที่จะใช้เสียงจากปักกิ่งพู ดแบบทางการ
นั่นทำให้ “เสียงของจีน” กลายเป็น “เสียงของมิตรที่น่าเชื่อถือ” มากกว่าเสี ยงของมหาอำนาจจอมบงการ นี่คือศิลปะของการทำให้สื่ อกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ใช่สื่อที่ชี้นำแบบจะแจ้ง
ขณะเดียวกัน จีนยังมีการใช้ Soft Power ที่มีประสิทธิภาพ เช่น การเปิดสถาบันขงจื่อ ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่ างประเทศที่รัฐบาลจีนก่อตั้งขึ้ น เพื่อส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมจี นในต่างประเทศ โดยใช้ชื่ออ้างอิงจาก “ขงจื่อ” (Confucius) นักปรัชญาจีนโบราณที่เป็นสัญลั กษณ์ของภูมิปัญญาและจริ ยธรรมแบบจีน, การจัดงานวัฒนธรรม หรือโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริ มภาพลักษณ์จีนแบบบูรณาการไปพร้ อมกับการขยายอิทธิพลสื่อ
จากข้อมูลล่าสุด ณ ปลายปี 2566 ถึงต้นปี 2567 ทั่วโลกมีสถาบันขงจื่อราว 496 แห่ง และห้องเรียนขงจื่อ อีก 757 แห่ง กระจายอยู่ในกว่า 160 ประเทศและภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีสถาบันขงจื่
อและห้องเรียนขงจื่ อจำนวนมากและมีความร่วมมือที่ แข็งขัน โดยมีสถาบันขงจื่อตั้งอยู่ ในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งทั่ วประเทศ และมีห้องเรียนขงจื่อในโรงเรี ยนระดับต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง โดยประเทศไทยมีสถาบันขงจื่ อประมาณ 16 แห่ง ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ (ตัวเลขอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็ กน้อย) ตัวอย่างสถาบันขงจื่ อในประเทศไทย ได้แก่
สถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลั
ยเกษตรศาสตร์ สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยเชี
ยงใหม่ สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้
าหลวง สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลั
ยสงขลานครินทร์ สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยบูรพา
สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยอัสสั
มชัญ สถาบันขงจื่อเส้
นทางสายไหมทางทะเล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ การดำเนินงานของสถาบันขงจื่
อในประเทศไทยเป็นความร่วมมื อระหว่างมหาวิทยาลั ยของไทยและมหาวิทยาลัยพันธมิ ตรในประเทศจีน โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ การศึกษาและวัฒนธรรมนานาชาติจีน (Chinese International Education Foundation) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เข้ามาดู แลแทนสำนักงานส่งเสริมการเรี ยนการสอนภาษาจีนนานาชาติ (Hanban) ในอดีต
นอกจากนี้ สื่อจีนไม่เพียงใช้แพลตฟอร์มดิ จิทัล แต่ยังลงทุนสร้างทีมท้องถิ่นเพื่ อผลิตเนื้อหาให้ตรงกับรสนิยมผู้ ชมในแต่ละประเทศ เปิดบัญชีโซเชียลมีเดียภาษาท้ องถิ่น และปรับวิธีเล่าเรื่องให้เข้าถึ งผู้ชมในแต่ละพื้นที่ได้ง่ายขึ้ น
ผลกระทบเชิงโครงสร้างและความกั งวลที่ตามมาของฝั่งโปรตะวันตกคื อ Soft Power ของสหรัฐฯ ที่ลดถอยลงไป การปิดตัวของ VOA คือการสละพื้นที่ยุทธศาสตร์ ในสนามแข่งขันทางข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ประชาธิ ปไตยยังไม่หยั่งรากลึก โดนเชื่อกลยุทธ์อันแยบยลของจี นคือความเสี่ยงต่อเสรีภาพสื่อ เพราะแม้ความร่วมมือกับจีนจะช่ วยเหลือด้านการเงินแก่สื่อท้ องถิ่นที่ทรัพยากรจำกัด แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงด้ านเสรีภาพการรายงาน และการแทรกแซงเชิงบรรณาธิการ
ที่สำคัญสื่อจีนไม่จำเป็นต้องพึ่ งพารายได้จากโฆษณา จึงไม่มีตัวชี้วัดยอดผู้ชมเหมื อนสื่อเอกชนทั่วไป แต่การปรากฏตัวในเนื้อหาข่าว การแทรกแนวคิด การสร้าง “สำนึกแบบจีน” ในระยะยาวคือสิ่งที่วัดค่าไม่ ได้…แต่มีผลมหาศาล
ในขณะที่สื่อตะวันตกยังวั ดความสำเร็จด้วยยอดดู แชร์ ไลค์ และรายได้โฆษณา แต่สื่อจีนเน้น “ผลกระทบเชิงความเข้าใจ” และ “การสร้างทัศนคติเชิ งบวกระยะยาว” โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกตลาด
เพราะเป้าหมายคือการจัดวางภาพลั กษณ์จีนในจิตสำนึกของผู้คนโลก ไม่ใช่การเอาชนะในเกมเรตติ้ง

ผ่านไป 4 เดือน ยิ่งเห็นชัดว่าการปิดตัวของ VOA ไม่ใช่เป็นแค่เรื่ องภายในของสหรัฐฯ หากแต่ส่งแรงกระเพื่อมต่อโครงสร้างอำนาจด้านข้อมูลข่ าวสาร ช่องว่างที่เกิดขึ้ นในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ กลับถูกเติมเต็มด้วยจีนอย่างเป็ นระบบ
ฤานี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก “กระบอกเสียงประชาธิปไตย” (จริงแท้หรือจำแลงก็สุดแต่จะคิ ด) สู่ “เครือข่ายโฆษณาชวนเชื่อยุคใหม่ ” (หรืออาจหมายถึงการเปิดเผยข้ อเท็จจริงอีกด้านที่ถูกเก็ บงำไว้)
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่แค่การขยายสื่อของรั ฐที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่ อสหรัฐฯ แต่มากกว่านั้นคือ การวางรากฐานเพื่อเป็ นมหาอำนาจทางความคิด
เมื่อสหรัฐฯตัดสินใจ “ถอย” โดยไม่ทันคิดว่ากำลังสละเครื่ องมือทรงพลังในสงครามข้อมูลข่ าวสาร จีนกลับเดินหมากเข้ายึดพื้นที่ สื่อโลกอย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องยิงกระสุนแม้แต่นั ดเดียว
สื่อคืออาวุธ และจีนกำลังใช้มันอย่างปราดเปรื่ อง
ที่มา :
- China Gets More Airtime Around the World as Voice of America Signs Off
- สถาบันขงจื่อ: การทูตสาธารณะเพื่อขยายอานาจโน้
มนำ (Soft Power) - China’s Expanding Media Diplomacy in Indonesia: A New Frontier or an Outdated Strategy
- China flexes its media muscle in Africa – encouraging positive headlines as part of a soft power agenda














