“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ได้ออกมาเตือนว่า “ตลาดหมูไทย” อาจได้รับความเสียหายมากกว่า 112,330 ล้านบาท หากเปิดให้ “หมูราคาถูกจากสหรัฐฯ” เข้ามาตีตลาดในประเทศ
เนื่องจากศักยภาพในการแข่งขันของ “ฟาร์มหมูไทย” แพ้ทาง “ฟาร์มหมูสหรัฐฯ” ในทุกมิติ
ขณะที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR (United States Trade Representative) มีแนวโน้มกดดันให้ไทยต้องยอมนำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมู ราคาถูก แลกกับต้องโดนภาษี 36%
เนื้อหมู และเครื่องในหมู เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรอันดับต้นๆ ที่ถูกนำมาใช้ต่อรองเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หลังจากสหรัฐฯ ประกาศภาษีนำเข้าตอบโต้ โดยไทยโดน 36% มีผลบังคับใช้ 1 ส.ค. 2568
เป็นที่ทราบกันดี ว่า “หมูสหรัฐฯ” มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันสูง ทำให้สหรัฐฯ ขายหมูได้ในราคาต่ำเฉลี่ย 1.7 ดอลลาร์ฯ ต่อกิโลกรัม
ขณะที่ราคาขายหมูไทยสูงเฉลี่ยที่ 2.3 ดอลลาร์ฯ ต่อกิโลกรัม
เรียกได้ว่า แข่งกันไม่ได้เลย
ซึ่งหากไทยเปิดให้หมูสหรัฐฯ ราคาถูกเข้ามาตีตลาด จะกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทานหมูไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกร ที่จะถูกบีบให้เลิกกิจการมากขึ้น รวมถึงมูลค่าตลาดเนื้อหมูที่อาจสูญเสียไปราว 112,330 ล้านบาท
หลังจากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ฉบับใหม่ โดยไทยโดนเก็บ 36% มีผลบังคับใช้ 1 ส.ค. 2568

สหรัฐฯ จึงมีแนวโน้มกดดันให้ไทยนำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมู Made in USA
เนื่องจากเป็นรายการสินค้าเกษตร เข้าข่ายที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR (United States Trade Representative) ได้ประเมินไว้ ให้ไทยต้องเปิดตลาด และเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น
ด้วยเหตุที่ไทยเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากสหรัฐฯ สูง ในขณะที่ ไทยนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ในสัดส่วนน้อย
แน่นอนว่า ที่ผ่านมา ศักยภาพการผลิตหมูไทย แข่งขันกับหมูสหรัฐฯ ได้ยากในทุกมิติ
เพราะหมูสหรัฐฯ มีความโดดเด่นในด้านการผลิตระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าไทย
ศักยภาพอุตสาหกรรมฟาร์มหมูสหรัฐฯ นั้น แข็งแกร่ง และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ทำให้สหรัฐฯ สามารถขายหมูได้ในราคาต่ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงปี ค.ศ. 2020 – ปี ค.ศ. 2024 ราคาขายหมูสหรัฐฯ เฉลี่ยที่ 1.7 ดอลลาร์ฯ ต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาขายหมูไทยเฉลี่ยที่ 2.3 ดอลลาร์ฯ ต่อกิโลกรัม
หากไทยยอมเปิดตลาดให้หมูสหรัฐฯ เข้ามาตีตลาด แน่นอนว่า ย่อมจะส่งผลกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทานของหมูไทยทั้งหมด
ขณะนี้ เนื้อหมู และเครื่องในหมู ราคาถูก จากสหรัฐฯ กำลังจะทะลักเข้ามายังไทย ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมฟาร์มหมูไทย ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เป็นหลัก
ซึ่งผู้เล่นในอุตสาหกรรมฟาร์มหมูแต่ละราย ต่างมีความเชื่อมโยง และจะกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ หรือ Chain Reaction

เหตุการณ์จะลุกลามบานปลายเป็น Domino Effect ดังนี้
1. เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู จำนวน 150,000 ราย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรายย่อยกว่า 97% จะได้รับผลกระทบโดยตรง
คนงานจะว่างงาน และขาดรายได้ทันที ซ้ำเติมวิกฤติเดิม ที่ผู้เลี้ยงหมู หดตัวลงไปแล้วกว่า 21% ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – ปี พ.ศ. 2567 (ช่วงปี ค.ศ. 2020 – ปี ค.ศ. 2024) จากภาวะขาดทุนสะสม จนต้องพากันเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก
2. เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารหมู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัตถุดิบหลักในประเทศที่ใช้เลี้ยงหมู ไม่ว่าจะเป็น รำสด ข้าวโพด ปลายข้าว รวมราว 5 ล้านครัวเรือน จะถูกกดดันอย่างหนัก ทำให้มีผลผลิตเหลือ และถูกกดราคาให้ตกต่ำ กระทบรายได้เกษตรกรกลุ่มนี้ให้ลดลง
3. โรงชำแหละหมู อาจ “ถูกตัดวงจร” ในขั้นตอนนี้ออกไปจากระบบ จนต้องเลิกกิจการในที่สุด
4. เขียงหมู จะถูกกดดันด้านรายรับจากเนื้อหมู และเครื่องในหมู สหรัฐฯ ที่มีการแยกชิ้นส่วนสำเร็จพร้อมบริโภคมาหมดแล้ว
คาดการณ์กันว่า มูลค่าตลาดเนื้อหมูไทย จะสูญเสียเม็ดเงินเบื้องต้นราว 112,330 ล้านบาท ในกรณีที่ไทยเปิดตลาดให้เนื้อหมูสหรัฐฯ เข้ามาอย่างเสรี 100%
ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวยังไม่นับรวมความสูญเสียในกรณีที่ไทยนำเข้าเครื่องในหมูอีกต่างหาก
ผู้บริโภค และร้านอาหาร แม้จะสามารถซื้อเนื้อหมู และเครื่องในหมูสหรัฐฯ ได้ในราคาถูก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารได้
แต่ในระยะยาว สารเร่งเนื้อแดงในหมูสหรัฐฯ จะทำให้ผู้บริโภคอาจเกิดอาการข้างเคียงต่อสุขภาพได้หลากหลาย อาทิ ส่งผลต่อระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นผิดปกติ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในระบบสืบพันธุ์สตรี และอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
โดยกลุ่มผู้บริโภคหมูที่มีความเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจ และเบาหวาน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษครับ












