สรุปประเด็นสำคัญจากงาน ESGNIVERSE 2025 เปิดจักรวาลแห่งความยั่งยืน ถึงเวลาเปลี่ยนทุกข้อเท็จจริงสู่การลงมือทำ

คงไม่ต้องบอกกันแล้วว่า ประเด็นเรื่องความยั่งยืน หรือ ESG มีความสำคัญขนาดไหนในยุคนี้ พิสูจน์ได้จากการปรับเปลี่ยนและลงมือทำของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม ไปจนถึงปัจเจกบุคคล จนทำให้เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ที่สร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งสิ่งแวดล้อมรวมถึงสังคมไทยในทุกภาคส่วนตลอดมา แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าบ่อยครั้งที่ข้อเท็จจริงด้านความยั่งยืนถูกรายงานออกมา แต่ปราศจาก “การลงมือทำ หรือ Action” ที่แท้จริง ทำให้สถานการณ์นั้นยังคงเป็นเหมือนฝุ่นใต้พรมที่รอคอยผู้ที่จะมาสะบัดพรมผืนนี้ สร้างสังคมไทยให้น่าอยู่และขับเคลื่อนไปบนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างที่ทุกฝ่ายคาดหวังที่จะเห็น

ดังนั้น เพื่อขับเคลื่อนแนวทาง ESG ไปปรับใช้ในวงกว้างและก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมจนนำทางสังคมสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืน การสัมมนาครั้งสำคัญ “ESGNIVERSE 2025 : Real – World of Sustainability จักรวาลแห่งความยั่งยืน” จึงเกิดขึ้น ในโอกาสที่ BRAND BUFFET ครบรอบก้าวสู่ปีที่ 14 โดยร่วมกับ SD THAILAND รวมเอาตัวท็อปผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญในวงการความยั่งยืน มาร่วมแชร์ประสบการณ์และมุมมองด้านความยั่งยืน ตามหลักของ ESG ภายใต้ธีม “From Reports to Real Impact” จากรายงานสู่โลกของการปรับใช้จริง
เพื่อสรุปให้ทุกคนได้เห็นสาระสำคัญจากมุมมองของวิทยากรคนสำคัญในจักรวาลแห่งความยั่งยืน ที่มาแชร์ประสบการณ์ “พูดจริง ทำจริง” ในงานสัมมนา ESGNIVERSE 2025 เราขอหยิบเอาประเด็นน่าสนใจมาบอกเล่าให้ทุกคนได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้ไปด้วยกัน

ปิยะชาติ  อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด

What’s Next for the Sustainable Growth จากโมเดลสู่โซลูชัน เพื่อเข้าถึงความยั่งยืนที่แท้ทรู

ปิยะชาติ  อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด ฉายภาพให้เห็นว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตของโลก ตั้งแต่ช่วงปี 1800 -2000 เป็นต้นมา หรือกว่า 2 ศตวรรษที่ผ่านมา มุ่งโฟกัสเพียงการสร้างกำไรให้ได้มากที่สุด โดยไม่ได้วาง คน สิ่งแวดล้อม ไว้ในสมการเดียวกันตั้งแต่แรก ผลที่ตามมา​ และเห็นได้ชัดเจนหลังจากปี​ 2000 จนถึงปัจจุบัน คือ สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่หวัง ​พร้อมทั้งยังสร้างผลกระทบทั้งต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นห่วงโซ่ตามมาอีกด้วย
“ที่ผ่านมา โลกล้มเหลวต่อความพยายามลดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไปแล้ว จากนี้ทำได้ดีที่สุดคือ การรักษาระดับไว้ที่ Best Case ราว 1.8 องศาเซลเซียส และ Worst Case ต้องไม่เกิน  2.6 องศาเซลเซียส ปรากฎการณ์นี้สะท้อนได้ชัดเจนว่า สิ่งที่โลกเดินมาตลอดนั้นไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง และขาดความสามารถในการพัฒนา New Growth หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโต”
“นอกจากนี้ ตลอดกว่า 2 ศตวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 1820 ถึงปัจจุบัน มูลค่าทางเศรษฐกิจเติบโตเป็นร้อยเท่าจาก 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (USD) เป็น 105 ล้านล้าน USD แต่โตมาจากเม็ดเงินลงทุนที่สูงถึง 307 ล้านล้าน USD เท่ากับว่า เราต้องใส่เงินถึง 3 บาท เพื่อให้มีรายได้ 1 บาท ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สินที่ทุกคนต้องแบกรับอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”
“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่โลกไม่มีเงิน แต่เงินอยู่ที่ภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐหรือผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถหาวิธีนำเงินเหล่านี้ออกมาใช้ได้ โดยทุกประเทศทั่วโลก เงินของภาคเอกชน หรือ Private Wealth จะมีมูลค่ามากกว่างบประมาณจากภาครัฐหลายเท่าตัว แม้แต่ประเทศไทยเองที่มีสัดส่วนต่างกันเกือบ 4 เท่า”

“ดังนั้น วิธีแก้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้คนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะภาคเอกชน เข้ามาอยู่ในระบบ​ของการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และผนวกการขับเคลื่อน Economy ​​โดยภาคเอกชน ที่มุ่งเน้นสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต เข้ากับเรื่องของ Sustainability ที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐ” 
“เพื่อก้าวข้ามโมเดลการเติบโตเก่าๆ ที่เน้นแต่เศรษฐกิจเติบโต แต่คนและสิ่งแวดล้อมแย่ลง แม้ว่าอาจจะต้องทำให้ช้าลงบ้าง อ้อมไปบ้าง แต่จะเป็นการสร้างการเติบโตที่สามารถพาให้ทั้ง Human Capital และ Nature Capital เติบโตไปพร้อมกันด้วย
ทั้งนี้ โมเดลที่เชื่อว่าจะเป็นโซลูชัน ในการแก้ปัญหา คือ Sustainomy เพื่อเปลี่ยนโมเดลการเติบโตจาก Consume The Future มาเป็น Create The Future โดยเปลี่ยนวิธีคิดจาก Norm เดิมๆ ที่สะท้อนถึงการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน”
“เพราะหากปล่อยให้เอกชนต้องแบกรับต่อไป อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแทนการเป็นโซลูชัน จึงจำเป็นต้องหาโมเดลในการผนึกความร่วมมืออย่างถูกต้อง เพื่อให้ Risk ที่ภาคเอกชนจะต้องเข้าไปสนับสนุนประชาชน​ กลายมาเป็น Opportunity หรือโอกาส​ ​ขณะที่ภาครัฐก็จะมีศักยภาพในการดูแลประชาชน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ดีมากขึ้น”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC

“ความยั่งยืน” จากนี้ไปต้อง Get Real ยอมรับความจริงและตรวจสอบได้ 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC มาร่วมแชร์แนวคิด ESG ที่นำแนวคิดของ “นายห้างเทียม โชควัฒนา” มาเป็นเข็มทิศในการดำเนินธุรกิจของเครือสหพัฒน์ โดยผสานกับการบริหารจัดการ องค์ความรู้และเทคโนโลยีในปัจจุบัน มาปรับใช้จนกลายโครงการและกิจกรรมที่สหพัฒน์ ดำเนินการเพื่อสังคม ที่ว่าด้วย Get Real! More inconvenient truths
“อยากชวนมาลองตรวจการบ้าน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ของสหประชาชาติ 42 เรื่อง ที่ต้องทำให้ได้ใน ปี 2030 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าประเทศไทยมี 1 เรื่องทำได้ตามเป้า คือ ปริมาณการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่เหลือยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
  • “ยังเร็วไม่พอ” เช่น การใช้พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ที่เพิ่มขึ้น 14% แต่หากต้องการทำให้ได้ตามเป้าหมายต้องเพิ่มขึ้น 24%
  • “ยังยากที่จะทำตามเป้าหมาย” เช่น การทำเกษตรที่ยังปล่อยคาร์บอนเข้าสู่อากาศ หากต้องการทำให้มีอาหารเพียงพอและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องเพิ่มประสิทธิภาพจากปัจจุบันอีก 10 เท่า
  • “สิ่งที่ทำผิดจากการดำเนินการตามเป้าหมาย” มี 6 เรื่อง คือ หากต้องการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ก็ต้องลดการใช้พลังงานเชื้อเพิลงจากฟอสซิล แต่ปีที่ผ่านมารัฐบาลทั่วโลกยังให้เงินอุดหนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล 1 ล้านล้านดอลลาร์
“จากการจัดอันดับขนาดเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยอยู่อันดับ 27 ขณะที่การจัดอันดับรายได้ต่อหัวอยู่อันดับกลางๆ แต่เมื่อจัดอันดับความศักสิทธิ์ของกฎหมาย ระบบนิติรัฐ นิติธรรม (Rule of Law Index) ประเทศไทยกลับลดลง ปัจจุบันอยู่อันดับ 78 ส่วนเรื่องธรรมภิบาล (Corruption Perception Index) อันดับ 108 นี่คือโจทย์ ESG ของประเทศไทย สำหรับทุกคนที่ต้องเร่งมือ”
“ดังนั้น เรื่อง ESG จากนี้ไปต้อง Get Real ยอมรับความจริง พวกเราทุกคนต้องตระหนักว่ามีส่วนและรับผิดชอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ ความไม่ยั่งยืนทั้งหลายที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการกระทำของพวกเราทั้งสิ้น สิ่งที่จะเกิดเป็นความสำเร็จได้ ต้องมาจากความเชื่อของเราจริงๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าและค่านิยมของเรา หากต้องการมีความยั่งยืน ก็หนีไม่พ้นเรื่องหลักคุณธรรมและจริยธรรม”

จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เทรนด์ความยั่งยืน คือ “โอกาส” ขององค์กรธุรกิจ ไม่ใช่ตัวการทำค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มาเปิดภาพความยั่งยืนของนิคมอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ WHA Group พร้อมแชร์กลยุทธ์สำคัญที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้สำหรับองค์กรธุรกิจที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน
สำหรับ WHA Group แนวทางการสร้างความยั่งยืนให้กับทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจ จะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำเป็นหลัก ซึ่งคุณจรีพรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
“เพราะในหนึ่งปีเราใช้น้ำเยอะมาก จึงต้องจัดการเรื่องน้ำ 100 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร เราสร้างน้ำเสียขึ้นมา 30-40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ทำอย่างไรที่จะเอาน้ำนี้มา Recycle ซึ่งจะ Recycle อย่างเดียวมันก็ธรรมดาเกินไป ทำอย่างไรให้เป็น Value-added Water ขายเป็น Premium Water ได้ด้วย มันต้องมี Incentive แบบนี้ มันถึงจะน่าทำ”
จากสิ่งที่กล่าวข้างต้น นิคมอุตสาหกรรมของ WHA จึงเลือกที่จะบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร (Water Conservation Program) ตั้งแต่การจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำดิบเพื่อบริหารความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ, การผลิตและจำหน่ายน้ำอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เช่น Clarified Water, Demineralized Water, Water Reclamation การบำบัดน้ำเสียและระบบการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่เพื่อผลิตน้ำคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติ และลดปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม
นอกจากนั้น ภายในนิคมยังมีการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ อาทิ การใช้ AI, IoT, SCADA, Smart Meter (OCR) เพื่อควบคุมการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณน้ำสูญเสียในระบบ (Water Loss) และลดการใช้พลังงาน

ทั้งนี้ WHA Group ตั้งเป้าบริหารจัดการน้ำรวม 173 ล้าน ลบ.ม. ในปี 2568 และลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ 25 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2572 ซึ่งเทียบเท่าการใช้น้ำของประชากรกว่า 685,000 คน พร้อมต่อยอดการบริหารจัดการน้ำในอุตสาหกรรมไปสู่ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
และไม่เพียงแค่การบริหารจัดการน้ำ แต่ในเรื่องของการขนส่งและโลจิสติกส์ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของ WHA Group ที่ตั้งใจเปลี่ยนผ่านไปสู่ การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่นกัน
โดย คุณจรีพร แชร์ถึงอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง นั่นคือ Mobility หรือการเดินทางขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบ Built-to-Suit (สามารถออกแบบได้ตามความต้องการของลูกค้า) ภายใต้แบรนด์โมบิลิกส์ (Mobilix) ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วย
  • บริการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV Rental Service) เป็นบริการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร
  • สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (On Premise & Public EV Charging Solution)
  • บริการเครื่องชาร์จและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและเชิงพาณิชย์
  • โมบิลิกส์ซอฟต์แวร์โซลูชัน (Mobilix Software Solution) แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะสำหรับจัดการรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก WHA Group พบว่า ในไตรมาสที่ 1 ของปี  2568 Mobilix ได้ให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วกว่า 330 คัน ช่วยให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์สามารถเข้าถึงการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการขนส่งไปได้กว่า 600 ล้านบาท และมีการตั้งเป้าให้บริการรถยนต์ไฟฟ้า 20,000 คัน ภายในปี พ.ศ. 2572 ซึ่งจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 280,000 ตัน CO₂e ต่อปี

รศ.​ดร.สุภรักษ์ สุริยันเกียรติแก้ว ผู้ช่วยคณบดีหน่วยธุรกิจและสังคมสัมพันธ์ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล

เติมเต็มความยั่งยืนด้วยการสร้าง Wellbeing ในองค์กร เพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างชาญฉลาด

รศ.​ดร.สุภรักษ์ สุริยันเกียรติแก้ว ผู้ช่วยคณบดีหน่วยธุรกิจและสังคมสัมพันธ์ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล มาแชร์มุมมองน่าสนใจว่า การสร้าง Wellbeing ขององค์กร​ ช่วยเพิ่มได้ทั้งศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันให้องค์กร และยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความแข็งแรงให้สังคม รวมทั้งช่วยยกระดับ Productivity ในระดับชาติได้​ด้วย
“แน่นอนว่าถ้า​องค์กรไหนมีพนักงาน​เจ็บป่วย ต้อง​ขาด ลา มาสาย บ่อยๆ ย่อมกระทบต่อ Performance ขององค์กรนั้น โดยพบว่าประเทศไทยมี Loss จากการเจ็บป่วย ขาด ลา ของพนักงานปีละ 73 วัน ไม่รวมวันหยุดประจำปี​ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง  40% และยังส่งผลให้ Performance ในการทำงานลดลงถึง 22% รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอีกราว 2 แสนบาทต่อคนต่อปี สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนถึงผลลัพธ์และความสัมพันธ์ระหว่าง Well-being และ Performance ภายในองค์กรได้เป็นอย่างดี”  
“นอกจากนี้ ยังพบความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระดับโลก ​ต่อความต้องการสมดุลระหว่าง Well Being และ High Performance ขององค์กร ผ่านเทรนด์ Sustainable Well-being & High Performance โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่มีภาวะทั้ง Burnout หรือ Brownout ไม่ว่าจะเป็นการหมดไฟในการทำงาน รู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยหน่ายต่อองค์กร จนมีอาการ Monday Morning Sickness หรือหดหู่ ซึมเศร้าไม่อยากไปทำงาน ทำให้ขาดการมีปฏิสัมพันธ์และอยากลาออกในที่สุด”
“สิ่งที่เกิดขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า​องค์กรจำเป็นเข้าไปดูแลการสร้างสมดุลในเรื่องของ Well-being ให้กับพนักงานอย่างเร่งด่วน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้องค์กรสูญเสียโอกาสด้านศักยภาพในการทำงาน ดังนั้น จึงต้องหันมาแก้ไขผ่านแนวทาง ต่อไปนี้
  • ให้ความสำคัญในการสร้าง Holistic Well-beingในที่ทำงาน เพื่อสร้างสมดุลทั้งการดูแลด้านร่างกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญญาให้แก่พนักงาน
  • สร้าง Ecosystem ให้เป็นระบบที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หรือ Supportive Workplace Environment 
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง รวมไปถึงการมีเครื่องมือภายในองค์กร เพื่อวัดระดับหรือสร้างให้เกิด Well -being เพื่อส่งเสริมการดูแลบุคลากรและช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน

“คุณสิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” และ “คุณทราย-สิรณัฐ สก๊อต”

เรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และต้องเริ่มที่ตัวเอง

งานสัมมนา ESGNIVERSE 2025 ปิดท้ายด้วยไฮไลต์ที่ทุกคนรอคอย สำหรับการพูดคุยกับ 2 ตัวแทนนักอนุรักษ์คนรุ่นใหม่อย่าง “คุณสิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” และ “คุณทราย-สิรณัฐ สก๊อต” ถึงแนวทางการขับเคลื่อนด้าน “สิ่งแวดล้อม” เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่โลกใบนี้  พร้อมถ่ายทอดเรื่องราว สร้างความตื่นรู้ให้สังคมยุคใหม่ได้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เริ่มต้นจาก สิงห์ วรรณสิงห์ ที่บอกเล่าว่าจากจุดเริ่มต้นที่ต้องการเล่าเรื่องใน “ฐานะนักสารดี” ที่อยากถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจทั่วโลกให้ไทยได้ชม โดยเนื้อหาในรายการส่วนใหญ่จะโฟกัสไปเรื่องของ “สงคราม” เรียกว่าพื้นที่สงครามหลักๆ บนโลกใบนี้ ล้วนแต่เคยถ่ายทอดผ่านรายการ “เถื่อน Travel” แทบทั้งสิ้น ตั้งแต่ ยูเครน ซีเรีย เมียนมาร์ โดยไม่ได้โฟกัสในเรื่องของสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด
แต่ระหว่างทางที่รายการถ่ายทำปัญหาสงครามและเรื่องของมนุษย์ “คุณสิงห์” กลับค่อยๆ ได้เห็น สิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่ค่อยๆเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ทั้งทะเลทรายซาฮาร่า, น้ำแข็งขั้วโลก ที่กรีนแลนด์กำลังละลาย กลายเป็นภาพจริงที่ได้เห็นกับตา พอเห็นภาพ ความเข้าใจจึงเกิดขึ้น กลายเป็นการศึกษาเรื่อง Climate Change คืออะไร เกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร….จนเปลี่ยนมุมมองที่ว่า “ป่าสวยดี แม่น้ำสวยดี” ให้รู้สึกว่าทั้งหมดนี่คือ ระบบ Support System ของโลกใบนี้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ระบบดังกล่าวกำลังล้มเหลวและเฟลอย่างมาก จนรู้สึกว่า “ถ้าไม่มีใครพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก”
“การรณรงค์รักษ์โลกในมุมมองจิตสำนึก ก็เป็นเรื่องที่ดีเป็นการรณรงค์ในมุมมองจริยธรรมว่าโลกเป็นสิ่งที่ควรรัก แต่ในความเป็นจริงคือ เราไม่เห็นภาพ เราไม่รู้ว่ามันวิกฤตขนาดไหน แต่การไปอยู่ตรงนั้นทำให้ได้เห็นวิกฤตจริงๆ ทำให้เล็งเห็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาเรื่อยๆ และเริ่มทำสารคดีเล่าเรื่องต่างๆ หลังจากนั้น 3-4 ปี จึงหันมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง”
คุณสิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
ด้วยบุคลิคจริงจัง ซีเรียส และหนักแน่นที่ถูกถ่ายทอดผ่านรายการ ทำให้ “คุณสิงห์” กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่มีอิทธิพลในแวดวงนักอนุรักษ์  ไม่ใช่แค่เรื่องของผืนป่า หากแต่คือเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยองค์รวม ทำให้เจ้าตัวเลือกก้าวเข้าสู่โหมดของการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ในฐานะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมในรัฐสภาช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ในการช่วยกันประชุ่มเรื่องกฏหมายและ พรบ.ต่างๆ เพื่อผลักดัน “กฎหมายสิ่งแวดล้อม” ที่ไม่ใช่แค่รณรงค์ แต่บังคับใช้ได้จริง เพราะเชื่อว่า “ทุกคนสามารถเปลี่ยนโลกได้ในแบบของตัวเอง ไม่ต้องเป็นรัฐมนตรี หรือซีอีโอ แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในจุดที่ตัวเองยืนอยู่ เพราะธุรกิจและแบรนด์ที่อยากพูดเรื่องโลก ไม่จำเป็นต้องเป็น NGO แค่เล่าให้จริง เล่าให้ถึง และทำให้เห็นว่าคุณแคร์ มากพอ”
เพราะเมื่อปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมีหลายมิติ แต่ละมิติ ก็มีปัญหาและวิธีแก้แตกต่างกันออกไป นำไปสู่ใจความสำคัญว่าทำไมต้อมีกฏกหมายดูแลเรื่องพวกนี้ สมมุติเรื่องกรีน เราทำอยู่เจ้าเดียวแต่คนอื่นไม่ทำ ก็เท่ากัน การขยายจิตสำนึกสู่วงกว้าง กติกาและโครงสร้างต้องเหมือนกัน หน้าที่ทั้งหมดต้องไม่ใช่แค่องค์กรเพียงอย่างเดียว อยากเห็นผลทั้งหมดต้องทำทั้งระบบ บริษัทๆ เดียวอาจจะลดขยะได้พันขวด แต่หากเราลดพร้อมกันก็ได้มากขึ้น
“เราไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับขยะสักฉบับ มีแต่กฎหมาย (พ.ร.บ.) รักษาความสะอาด เราไม่สามารถผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อม มาอยู่แถวหน้าของนโยบายการพูดคุยในสภาได้ เพราะมันไม่ป็อปูล่า แต่เราจะทำอย่างไรให้คนหันมาสนใจเหมือนเรื่องชายแดน เรื่องปากท้อง  ก็ขึ้นอยู่กับการสื่อสารเพื่อให้คนตื่นตระหนัก (ไม่ใช่ตื่นรู้) ได้ว่าทั้งหมดคือเรื่องของชีวิต”
ส่วนนักอนุรักษ์แห่งท้องทะเลที่กำลังฮอตในขณะนี้อย่าง “คุณทราย สก๊อต” ได้บอกเล่าว่าเขาเริ่มบทบาทของนักอนุรักษ์ท้องทะเลจากการเป็น “นักว่ายน้ำ” ซึ่งตอนที่เจ้าตัวว่ายน้ำอยู่ก็สัมผัสได้ว่าสิ่งที่ถูกสอนมาในห้องเรียนเป็นเรื่องจริง ทั้งน้ำเสีย จำนวนขยะที่เยอะมากในท้องทะเล ตลอดจนพื้นทะเลที่ไม่ได้สะอาด หลังจากนั้นเมื่อกลับมาที่บ้าน จึงมานั่งคิดว่า เราจะใช้พื้นที่นี้ในการทำเพื่อสิ่งที่เรารัก (ท้องทะเล) ได้อย่างไร ตลอดจนเราสร้างผลกระทบให้สิ่งที่เรารักเหล่านี้อย่างไรบ้าง
คุณทราย-สิรณัฐ สก๊อต
“เพราะสิ่งแวดล้อมเข้าใจยาก …… จึงต้องลงมือทำให้เห็น” คุณทรายมีความเชื่อเช่นนี้มาตลอด และยังสะท้อนมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมอีกว่า “ปัญหาส่วนใหญ่ที่มนุษย์มีต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมคือมนุษย์ไม่สนใจกันและกัน คนไม่สนเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คนสนใจเรื่องคน เลยพยายามดึงคนเข้ามา เลยเลือกพูดเรื่องชาวมอร์แกน เกี่ยวกับปะการังฟอกขาว ค้นพบว่าเจ้าหน้าที่ดูถูกชาวมอร์แกน ใช้แรงงานดูแลนักท่องเที่ยว เรื่องแค่นี้ก็รู้แล้ว”
นอกจากการ “ปะทะจริง” และ “ทำจริง” หากมีใครทำผิดกฏหมายทางทะเลแล้ว เขายังสะท้อนมุมมองการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของตัวเอง ผ่านวิธีการทำงานอีกว่า “การจะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมให้เห็นผล จำเป็นต้องรู้สึกว่าเราอยากเล่า และตื่นเต้นกับเรื่องที่จะเล่าให้คนฟัง หรือแม้กระทั่งการทำให้เห็นก่อน เหมือนตอนเด็กที่เราอยากเล่าอะไรให้ใครฟัง แล้วเราเริ่มด้วยความตื่นเต้น คนฟังก็จะอินไปกับเรา ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการคาดหวังให้เขาตื่นเต้นกับเราแต่ต้องเริ่มที่เราตื่นเต้น เพราะการนำเสนอสิ่งพวกนี้เป็นเรื่องที่ยาก”
“สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ทรายเปรียบตัวเองเหมือนเป็นแมคโดนัลด์ คือเราอยากเข้าถึงง่าย เข้าใจได้ง่ายที่สุด เพื่อบอกสิ่งที่ตัวเองที่อยากทำให้คนเห็นให้ และเราต้องลงไปทำเอง เพื่อให้คนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะคนส่วนใหญ่ตัดสินใจทำอะไรไม่สนใจชีวิตคนอื่น แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ คือการทำให้เขาหันมาสนใจเรื่องพวกนี้”
แม้วันนี้จะไม่ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานอย่างในอดีตแล้ว แต่ “ความตั้งใจ” และ “งานด้านอนุรักษ์” ของเจ้าตัวยังเดินหน้าต่อในบทบาทต่างๆ ทั้งการเป็นวิทยากรในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เจ้าต้วบอกว่า “ดีใจที่เห็นน้องๆ เห็นคุณค่าที่เราทำ นั่นคือสิ่งที่ทำและชอบที่สุด”
ท้ายที่สุดแล้ว “คุณทราย” บอกว่า “การทำเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เหมือนการทำธุรกิจ เพราะถ้าโปรดักต์เราไม่ดี แต่เราซื้อโฆษณา ซื้อสื่อ เพื่อให้คนสนใจ แต่คนก็ไม่ซื้อหรอก เพราะยุคนี้คนฉลาดในการคัดเลือก และรู้ว่าอะไรดีไม่ดี….ทรายเห็นหลายบริษัทพยายามทุ่มเงินซื้อสื่อโฆษณา แต่โปรดักต์ไม่ดีก็ไม่รอด เช่นเดียวกันตอนนี้เราอยู่ในยุคที่เรื่องสิ่งแวดล้อม ทุกคนสนใจก็จะศึกษา ถ้าตรงตัว ชัดเจน โปร่งใส ก็จะเกิดการเล่าต่อแบบปากต่อปาก คนก็จะเชื่อและซื้อเราเอง”

แชร์มุมมองและแนวทางดีๆ จากงานสัมมนา

สรุปทุกประเด็นที่ต้องรู้ จากงานสัมมนา บพข. “บทบาทของ Positive List กุญแจสำคัญ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ ‘อุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ’ ของไทย

ถอดบทเรียนจากการสร้าง ‘นวัตกรชุมชน’ โซ่ข้อสำคัญ เชื่อมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทย

เปิด ‘ศูนย์เทคโนโลยีโอมิกส์’ ฟันเฟืองสำคัญดัน เศรษฐกิจฐานชีวภาพของไทย ให้โตได้ด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.199
Next article6 สิ่งต้องรู้เมื่อบุกตลาด Gen Z
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์