เมื่อเราดำดิ่งเข้าสู่สงครามยืดเยื้อยาวนานเท่าไหร่ ความเสียหายจะยิ่งยากต่อการเยียวยามากขึ้นเท่านั้น สร้างบาดแผลและปัญหาติดตามมามากมาย และเราจะสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากในการแก้ปัญหาอื่นๆ ของสังคม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม จะถูกบดบังด้วยความเกลียดชังทางเชื้อชาติและสงครามได้
ปี 2567 ที่ผ่านมา การค้าชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา มีมูลค่าสูงถึง 174,530 ล้านบาท โดยไทยส่งออกผ่านการค้าชายแดนไปกัมพูชา 141,847 ล้านบาท และนำเข้า 32,684 ล้านบาท ทำให้ไทยได้ดุลการค้าเกินกว่า 109,163 ล้านบาท สินค้าหลักที่ไทยส่งออก ได้แก่ อัญมณี น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องดื่ม น้ำตาล และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะผู้จัดหาสินค้าจำเป็นให้แก่กัมพูชา
ปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของการค้าตามแนวชายแดนดังกล่าว ได้แก่ ความต้องการบริโภคในกัมพูชาที่เพิ่มขึ้น การมีพรมแดนติดต่อกัน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการคมนาคมตามแนวชายแดน
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางการเมืองและทางการทหารตามแนวชายแดนตั้งแต่เดือน พ.ค. เป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนตามแนวชายแดน และการดำเนินชีวิตของผู้คนจากการปิดด่าน มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องประเมินความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์จากสถานการณ์ดังกล่าว

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินและคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากกรณี “ปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชาทั้งหมด” ดังนี้
1. ปิดด่าน 3 เดือน : “ชะลอตัวแต่ยังไม่ถึงขั้นเสียหายถาวร”
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ : มูลค่าการค้าชายแดนที่หายไปอาจอยู่ที่ประมาณ 45,000-50,000 ล้านบาท (คิดเฉลี่ยจากมูลค่าการค้าเฉลี่ยเดือนละ 15,000-17,000 ล้านบาท) ธุรกิจอาจต้องเร่งส่งสินค้าผ่านเส้นทางทางเรือ โดยมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 10.25%
ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ : ผู้ส่งออกขนาดใหญ่มีศักยภาพปรับตัวได้ผ่านการใช้ท่าเรือ หรือส่งผ่านเวียดนาม SMEs เผชิญปัญหาแรงจากต้นทุนและข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาด่านชายแดนโดยตรง
2. ปิดด่าน 6 เดือน : “ธุรกิจเริ่มเสียสมดุล”
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ : มูลค่าการค้าหายไปอาจสูงถึง 90,000-100,000 ล้านบาท หรือราว 30.35% ของมูลค่าทั้งปี ความเชื่อมั่นทางการค้าและการลงทุนในตลาดกัมพูชาจะลดลง การท่องเที่ยวข้ามแดนหยุดชะงัก ธุรกิจโรงแรม-ร้านอาหารฝั่งกัมพูชาที่พึ่งตลาดนักท่องเที่ยวจากไทยอาจปิดตัว
ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ : ธุรกิจจะต้องหาตลาดใหม่หรือย้ายฐานการผลิตบางส่วน เช่น ผ่านเวียดนามหรือพนมเปญโดยตรง การวางระบบโลจิสติกส์ระยะกลาง เช่น เช่าคลังในฝั่งกัมพูชา หรือ ใช้ท่าเรือสีหนุวิลล์มากขึ้น
3. ปิดด่าน 1 ปี (ระยะยาว) : “เกิดความเสียหายเชิงโครงสร้าง”
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ : การค้าชายแดนอาจหายไปถึง 150,000-170,000 ล้านบาท หรือเกือบ 60% ของการค้าระหว่างประเทศ ไทยอาจสูญเสียตลาดกัมพูชาในบางสินค้า ให้แก่จีนหรือเวียดนามแบบถาวร นักลงทุนไทยอาจ ย้ายฐานไปประเทศอื่น หรือถอนการลงทุนบางส่วน
ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ : ผู้ประกอบการไทยจะเข้าสู่ ระยะ “ดิสรัปชั่น” (Disruption) ต้องลงทุนใหม่หรือถอนตัวบางส่วน SMEs จำนวนมากอาจไม่สามารถอยู่รอดได้ โดยเฉพาะในธุรกิจโลจิสติกส์ชายแดน
หากเปรียบเทียบกับกรณีความขัดแย้งชายแดนเมื่อปี 2554 ซึ่งใช้เวลาราว 4 เดือนกว่าการค้าจะกลับสู่ภาวะปกติ ครั้งนี้มีแนวโน้มจะฟื้นตัวอย่างไรอยู่ที่การเจรจาหยุดยิงและการเปิดด่านตามแนวชายแดนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าตามแนวชายแดนในปี พ.ศ. 2568 มีโอกาสขยายตัวติดลบเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมาที่มีการขยายตัวเป็นบวก
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค-ธุรกิจมีโอกาสทรุดต่อเนื่อง ขณะที่งบประมาณปี 2569 อาจสะดุดจากปัญหาทางการเมือง การใช้จ่ายภายในประเทศไม่ฟื้นตัว จึงต้องมีมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับสถานการณ์ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโดยภาพรวมให้ดี
ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนมิถุนายนของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 52.7 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และถือเป็นระดับต่ำสุดใน รอบ 28 เดือน ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยซึ่งสำรวจจากมุมมองของภาคธุรกิจในแต่ละภูมิภาคโดยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 46.7 สะท้อนความกังวลของผู้ประกอบการต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
เพื่อให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจดีขึ้น จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น การมุ่งลงทุนไปยังอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้เข้มแข็งด้วยเครือข่าย การเร่งเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้ากับตลาดใหม่ๆ กระจายเม็ดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือ Soft Loan สองแสนล้านบาทให้รวดเร็วและทั่วถึง
ข้อมูล : อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย












