ไทยกับสงครามครั้งใหญ่

ในยุคร่วมสมัย ประเทศไทยเคยเข้าร่วมสงครามครั้งใหญ่ระดับโลกคือสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคนที่เกิดในยุครัชกาลที่ 6 ซึ่งคงเหลือไม่มากนักในปัจจุบันทราบดี

ผู้เขียนมีญาติฝั่งคุณปู่ที่เคยไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ได้เคยเห็นเหรียญกล้าหาญและได้ฟังเรื่องเล่าในการรบที่คาบสมุทรเกาหลีตอนเด็กๆ ซึ่งยังจำได้ดี ต่อมาเป็นสงครามเวียดนามที่มีข้อมูลค่อนข้างมาก
ในส่วนของการรบเพื่อปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดน ดูเหมือนว่าเราจะไม่มีสงครามครั้งใหญ่มากนัก นอกจากสมรภูมิบ้านร่มเกล้าระหว่างไทยกับลาว และสมรภูมิช่องบกในอดีตระหว่างไทย-เวียดนาม
การยุทธใหญ่ครั้งล่าสุด คือสงครามระหว่างไทย-กัมพูชา ที่อาจทำให้หลายคนหวนคิดถึงการเข้าร่วมสงครามครั้งใหญ่ของไทยในอดีต แต่เราคงไม่ย้อนไปถึงสงครามระหว่างไทย-พม่าซึ่งเป็นอดีตมากแล้ว
กระทั่งวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 หรือวิกฤตการณ์ฝรั่งเศส–สยาม เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการทูตและการทหารระหว่างสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่สามกับราชอาณาจักรสยาม ซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2436
ที่คงไม่มีคนไทยที่เกิดร่วมยุคสมัยดังกล่าวหลงเหลือแล้วในปัจจุบัน บทความนี้เป็นการรวบรวมอภิมหายุทธครั้งใหญ่ที่สยามหรือไทยเคยเข้าร่วม เพื่อกำนัลแด่แฟนพันธุ์แท้ SALIKA โดยเฉพาะ

สยามในสงครามโลกครั้งที่ 1

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ประทุขึ้นในเดือนสิงหาคม 1914 เพลานั้น “กองทัพสยาม” มีทหารประจำอยู่ทั้งหมด 30,000 นาย
กระทรวงกลาโหม ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นก่อนหน้านี้ คือในปี 1892 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เพิ่งผ่านการเลิกทาส ทำให้ต้องมีการเกณฑ์ชายชาวสยามเข้ามาเป็นทหารในกองทัพ 2 ปี และเป็นกำลังพลสำรอง 15 ปี
ปี 1911 กองทัพบกได้ถูกแบ่งเป็น 3 กองทัพน้อย โดยแต่ละกองทัพน้อยประกอบไปด้วย 3 กองพล และ 1 กองพลอิสระ กองทัพบกในช่วงประทุของสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ได้มียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากนัก
โดยกองทัพบกใช้ปืนใหญ่สนามที่ล้าสมัยของจักรวรรดิเยอรมัน ไม่มีพาหนะเคลื่อนที่เป็นหลักเป็นแหล่ง แต่จะจ้างเกวียนของพลเรือนแทน ในบางครั้งที่ฝนตกพื้นแฉะ จะมีการขี่หลังควายเพื่อการเคลื่อนพล
หลังจากที่สยามประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจ 1918 กองทัพสยามที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศสได้ใช้รถบรรทุกในการเคลื่อนพล และขนอาวุธยุทโธปกรณ์
กองทัพเรือก็ล้าสมัยไม่ต่างกัน ถึงแม้ว่าจะมีการบูรณะ และจัดซื้อเรือรบเข้ามา การป้องกันตามชายฝั่งของประเทศแต่ไม่ได้แข็งแรงมากนัก
กองทัพอากาศ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช ผู้ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ทรงมีพระประสงค์ที่จะนำอากาศยานมาเป็นกำลังสนับสนุนของกองทัพบก
หลังจากที่พระองค์ได้ศึกษาดูงานที่ประเทศฝรั่งเศส ได้มีการสร้างสนามบินดอนเมืองขึ้นมาในปี 1914 ใช้เป็นสนามบินการทหาร ในปี 1916 กองอากาศยานสยามประกอบไปด้วยนักบิน 5 คน นักบินระหว่างการฝึก 6 คน และอีกประมาณ 60 คนเป็นผู้ช่วยภาคพื้นดิน และช่างซ่อม
มีการฝึกตามแบบมาตราฐานของนักบินฝรั่งเศส เครื่องยนต์นำเข้าจากฝรั่งเศสแต่เครื่องบินสร้างขึ้นภายในสยาม
วันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1917 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจ สั่งจับกุมพลเมืองชาวเยอรมัน และออสเตรีย-ฮังการีในประเทศ และยึดทรัพย์สินและเรือที่เทียบท่า
มีการจัดตั้งกองทหารอาสาสยามที่ประกอบด้วยหน่วยขนส่งยานยนต์ บุคลากรทางการแพทย์ และกองบิน จำนวน 1,284 นาย กรกฎาคม ค.ศ. 1918 กองทหารอาสาสยามเดินทางถึงเมืองท่ามาร์แซย์ โดยกองบินถูกส่งไปฝึกที่เมืองอิสแตร์ ส่วนหน่วยขนส่งยานยนต์ถูกส่งไปฝึกที่เมืองลียง หน่วยขนส่งยานยนต์มีส่วนในการส่งกำลังพล ยุทธภัณฑ์ และเสบียงในการรุกเมิซ–อาร์กงทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ขณะที่กองบินยังอยู่ในช่วงฝึกซ้อมเมื่อมีการลงนามสงบศึกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918
หลังสงคราม สยามเป็นประเทศหนึ่งที่เข้าร่วมการประชุมสันติภาพปารีส ค.ศ. 1919 และเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งสันนิบาตชาติ มีโอกาสแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับเยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ด้านกองทหารอาสาสยามเสียกำลังพล 19 นาย

สงครามสยาม-ฝรั่งเศส

“สงครามสยาม-ฝรั่งเศส” กรณีพิพาทอินโดจีน หรือสงครามอินโดจีน ในต่างประเทศเรียกว่า สงครามฝรั่งเศส-ไทย เป็นการต่อสู้ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเหนือพื้นที่บางส่วนของอินโดจีนของฝรั่งเศส
รัฐบาลไทยตัดสินใจใช้กำลังทหารเพื่อป้องกันประเทศ ทั้งทางบกและทางอากาศ 8 ธันวาคม 2483 ไทยได้ประกาศระดมพล และสั่งเคลื่อนกำลังทหารเข้าประจำชายแดนเพื่อเข้าตีโต้ตอบ 5 มกราคม พ.ศ. 2484 กองทัพไทยได้เคลื่อนกองทัพบุกเข้าไปในเขมร และลาว มุ่งยึดดินแดนคืน
การสู้รบทางบก กองพลพายัพ ยึดได้แคว้นหลวงพระบาง ฝั่งขวาห้วยทราย ตรงข้ามเชียงแสน มีเมืองปากลาย หงสา แลเชียงฮ่อน กองทัพอีสาน กองพลอุบลยึดได้แคว้นจำปาศักดิ์ กองพลสุรินทร์ยึดได้เมืองสำโรงจงกัล ทางจังหวัดเสียมราฐ กองทัพบูรพา ยึดได้พื้นที่ทางทิศตะวันตกของศรีโสภณ กองพลจันทบุรียึดได้บ้านกุบเรียง และบ้านห้วยเขมร ทางด้านทิศตะวันตกของบ่อไพลิน และพระตะบอง
การสู้รบทางอากาศ มีการส่งเครื่องบินขึ้นไปสกัดกั้นเครื่องบินของฝ่ายฝรั่งเศสที่เข้ามาโจมตีไทย จากนั้นก็มีการตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินไปโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในลาวและเขมรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเครื่องบินไปโจมตีสนามบินฝรั่งเศสที่นครวัด ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งสุดท้าย
การสู้รบทางเรือ เกิดการปะทะกันของกำลังทางเรือไทยกับฝรั่งเศสในยุทธนาวีเกาะช้าง ฝรั่งเศสได้ส่งกำลังทางเรือส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในอินโดจีนเข้ามาในน่านน้ำไทยทางด้านเกาะช้าง ด้วยความมุ่งหมายที่จะระดมยิงหัวเมืองชายทะเลทางภาคตะวันออกของประเทศไทย เพื่อกดดันให้กำลังทหารของไทยที่รุกข้ามชายแดนต้องถอนกำลังกลับมา กำลังเรือของฝรั่งเศสจำนวน 7 ลำ ปะทะเข้ากับกำลังทางเรือของไทยจำนวน 3 ลำ ผลการปะทะฝ่ายไทยเสียเรือรบไปทั้ง 3 ลำ ฝ่ายฝรั่งเศส เรือลาดตระเวนได้รับความเสียหาย จึงล่าถอยกลับไป

สยามในสงครามโลกครั้งที่ 2

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นดำเนินการรุกรานประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 โดยยกพลขึ้นบกทางภาคใต้ และภาคตะวันออก
การรุกคืบของกองทัพญี่ปุ่นนำไปสู่การปะทะกับกองกำลังฝ่ายไทย รวมถึงยุวชนทหารในบางพื้นที่ สถานการณ์ได้ทวีความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งรัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม มีคำสั่งให้ยุติการสู้รบในเวลา 11.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจขยายวงกว้าง
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาทางทหารร่วมกับจักรวรรดิญี่ปุ่น ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าสู่สถานะพันธมิตรอย่างไม่เป็นทางการกับญี่ปุ่นในช่วงต้นของสงครามแปซิฟิก
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ญี่ปุ่นได้ใช้แรงกดดันทางการเมือง และการทหาร เพื่อให้รัฐบาลไทยอนุญาตเปิดเส้นทางเดินทัพผ่านประเทศ เพื่อเคลื่อนกำลังเข้าสู่ประเทศพม่าและมาลายาซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิบริติช
โดยญี่ปุ่นให้คำมั่นว่าจะคืนดินแดนอินโดจีนของฝรั่งเศสบางส่วนที่เคยเป็นของไทย แม้ไทยจะกลายเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม แต่รัฐบาลไทยยังคงพยายามรักษาอำนาจอธิปไตยในการบริหารกิจการภายใน และการควบคุมกองกำลังของตนไว้ได้
ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับสถานะของฟินแลนด์ต่อนาซีเยอรมนี หรือบัลแกเรียต่อโรมาเนีย ซึ่งมีความร่วมมือทางทหารกับฝ่ายอักษะแต่ยังคงดำเนินนโยบายภายในประเทศอย่างเป็นอิสระในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ภายในประเทศไทยยังคงมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยมีฝ่ายที่สนับสนุนจอมพล ป. กับอีกฝ่ายที่ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น กลุ่มหลังได้รวมตัวกันก่อตั้งเป็นขบวนการเสรีไทย ซึ่งเป็นขบวนการใต้ดินที่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร โดยมีปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะนั้นเป็นผู้นำ
ขบวนการนี้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนด้านข่าวกรอง สนับสนุนปฏิบัติการของฝ่ายสัมพันธมิตร และประสานความร่วมมือในระดับการทูตในช่วงปลายสงคราม เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ขบวนการเสรีไทยสามารถเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประเทศไทยไม่ถูกมองว่าเป็นประเทศผู้พ่ายแพ้สงคราม

กองทัพไทยในสงครามเกาหลี

ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 21 ประเทศที่ตอบรับคำขอของสหประชาชาติในการส่งกำลังเพื่อช่วยเหลือเกาหลีใต้ในช่วงสงครามเกาหลี (2493–2496) ตลอดจนเป็นประเทศแรกๆ ที่แสดงออกซึ่งการสนับสนุนอุดมการณ์ของเกาหลีใต้
ขณะที่เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยของสหประชาชาติในสงคราม การสนับสนุนของไทยมีความสำคัญในการตัดสินผลของบางสมรภูมิ เช่น เนินพอร์กช็อป และ ยุทธการที่โซลครั้งที่ 3
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ส่งความช่วยเหลือไปยังเกาหลีใต้ เพราะรัฐบาลไทยในห้วงเวลานั้นตระหนักว่า หากพรรคคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองเกาหลีอาจเป็นความหายนะต่อระเบียบทางการเมืองของไทย
รัฐบาลไทยจึงตัดสินใจสนับสนุนอุดมการณ์ของเกาหลีใต้อย่างเต็มที่ มีการส่งข้าว 40,000 ตันไปช่วยเหลือเกาหลีใต้ และต่อมาส่งกำลังทหารราบ 1 กองพันจากกรมผสมที่ 21 และเรือรบอีกหลายลำ ต่อมา รัฐบาลไทยส่งอากาศยานขนส่งไปช่วยหลายลำ กรมทหารราบนี้กลับสู่ประเทศไทยในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2498

กองทัพไทยในสงครามเวียดนาม

ในสมัยรัฐบาลทหารจอมพล ถนอม กิตติขจร มีบทบาทนำในสงครามเวียดนาม ประเทศไทยเป็นผู้จัดหากำลังภาคพื้นรายใหญ่สุดอันดับ 3 แก่เวียดนามใต้ รองจากสหรัฐและเกาหลีใต้
โดยให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่รัฐบาลสาธารณรัฐเวียดนาม (เวียดนามใต้)  โดยกรมทหารอาสาสมัคร มีภารกิจในการรบเป็นหลัก และปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนเป็นรอง ถือว่าเป็นกองกำลังทหารไทยหน่วยแรก ที่ปฏิบัติการรบในเวียดนาม
หลังจากที่กรมทหารอาสาสมัคร เดินทางไปปฏิบัติการรบในสาธารณรัฐเวียดนาม เป็นเวลา 1 ปี กองทัพบกได้ มอบให้คณะกรรมการพิจารณา เตรียมการส่งกำลังไปผลัดเปลี่ยน กรมทหารอาสาสมัคร และเพิ่มเป็น 1 กองพล
กองทัพอากาศ 2507 ประธานาธิบดี เซือง วัน มิญ แห่งเวียดนามใต้ได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย โดยขอให้ฝึกหัดนักบินของกองทัพอากาศเวียดนามใต้ ที่ส่งเข้ามาฝึกในประเทศไทย ต่อมาในเดือนกันยายนในปีเดียวกัน ไทยได้ส่งชุดทหารอากาศชุดแรกไปยังเวียดนามใต้
กองทัพเรือ 2509 รัฐบาลเวียดนามใต้ได้ขอความช่วยเหลือทางทหารจากไทยเพิ่มเติม โดยขอให้จัดส่งเรือไปช่วยปฏิบัติการลำเลียง และเฝ้าตรวจบริเวณชายฝั่ง ป้องกันการแทรกซึมทางทะเลให้แก่เวียดนามใต้
กองทัพบก  2509 รัฐบาลเวียดนามใต้ได้ขอกำลังจากกองทัพบก เพื่อช่วยยับยั้งการคุกคามของเวียดนามเหนือ นอกจากรัฐบาลไทยแล้วเวียดนามใต้ก็ได้ขอร้องทำนองเดียวกันไปยังประเทศฝ่ายโลกเสรีอื่นๆ

เหตุปะทะชายแดนไทย–เวียดนาม

สถานการณ์ “สมรภูมิช่องบก” เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งทางทหารซึ่งเกิดขึ้นหลังจากกองทัพประชาชนเวียดนามเปิดฉากรุกรานกัมพูชาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521
โดยมีเป้าหมายโค่นล้มรัฏฐาภิบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตยของพอล พต ผู้นำเขมรแดง ที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 การรุกรานครั้งนี้ส่งผลให้กองกำลังเขมรแดงจำนวนมากล่าถอยไปยังบริเวณตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ซึ่งมีแนวชายแดนติดกับประเทศไทย
ทำให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็นฐานที่มั่นใหม่ของกลุ่มต่อต้านเวียดนาม และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการปะทะระหว่างฝ่ายเวียดนามกับกลุ่มกัมพูชาฝ่ายต่อต้าน
ในช่วงเวลาดังกล่าว มีกลุ่มชาวกัมพูชาที่ต่อต้านการยึดครองของเวียดนามหลักอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ เขมรแดง นำโดยพอล พต และเขียว สัมพัน ซึ่งยังคงมีกำลังพลราว 40,000 นาย
ตั้งฐานในพื้นที่พนมกระวัน และแถบตะวันตกของจังหวัดพระตะบอง แนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร ภายใต้การนำของซอน ซาน มีกำลังราว 4,000 นาย และพรรคฟุนซินเปก ภายใต้การนำของ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ
กลุ่มเหล่านี้ใช้พื้นที่ใกล้ชายแดนไทยเพื่อความสะดวกในการล่าถอยข้ามแดนเมื่อเผชิญกับการโจมตีจากกองทัพเวียดนามและรัฐบาลภายใต้การควบคุมของเฮง สัมริน
เวียดนามมองว่าการที่กลุ่มต่อต้านสามารถถอยร่นเข้ามาในดินแดนไทยได้ เป็นผลจากการที่รัฐบาลไทยในขณะนั้น “ยินยอมโดยปริยาย” ให้ใช้พื้นที่เป็นเขตรักษาความปลอดภัยและจุดตั้งฐานหลัง
ทำให้เกิดการปะทะตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในเขตอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ที่รู้จักกันในชื่อ “ช่องบก”
“ช่องบก” คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทั้งเวียดนาม และฝ่ายต่อต้านช่วงชิงกันอย่างดุเดือด ความขัดแย้งชายแดนดังกล่าวดำเนินอยู่ต่อเนื่องในช่วงต้นทศวรรษ 2520 ถึงต้นทศวรรษ 2530 ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และนำไปสู่ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่ทะลักเข้าสู่ไทยนับ 100,000 คน

ยุทธการบ้านร่มเกล้า

“สมรภูมิบ้านร่มเกล้า” หรือ “ยุทธการบ้านร่มเกล้า” เป็นการเผชิญหน้าช่วงสั้นๆ ระหว่าง “ไทย” กับ “ลาว” ณ บริเวณบ้านร่มเกล้า ชายแดนไทย–ลาว ผลสืบเนื่องจากข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมาแต่สมัยแผนที่ฝรั่งเศสเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
เริ่มมีการยิงปะทะกันเล็กน้อยระหว่างสองชาติในปี 2527 อย่างไรก็ดี ในเดือนธันวาคม 2530 กองทัพไทยเข้ายึดบ้านร่มเกล้าซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท และชักธงไทย
รัฐบาลลาวประท้วงอย่างรุนแรง โดยยืนยันว่าหมู่บ้านดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแขวงไชยบุรี ฝ่ายลาวได้เข้าตีกลางคืนต่อที่มั่นของไทย สามารถขับไล่ทหารไทยออกจากหมู่บ้านและชักธงลาวขึ้นแทน หลังจากนั้นมีการต่อสู้อย่างรุนแรงเป็นเวลาหลายสัปดาห์จนมีการประกาศหยุดยิงในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531
ตลอดการปะทะกับบนสมรภูมิร่มเกล้า ทหารไทยเสียชีวิต 147 คน บาดเจ็บ 166 คน ขณะที่กองทัพภาคที่ 3 รายงานจำนวนผู้บาดเจ็บต่างออกไปคือ บาดเจ็บสาหัส 167 คน บาดเจ็บเล็กน้อย 550 คน และทุพพลภาพ 55 คน ไทยใช้งบประมาณในสมรภูมิร่มเกล้าไปราว 3,000 ล้านบาท
ขณะที่ตัวเลขความสูญเสียของลาวนั้นไม่แน่ชัด แต่ประมาณเอาไว้ว่าทหารลาวเสียชีวิตประมาณ 300-400 คน บาดเจ็บประมาณ 200-300 คน และเชื่อว่ามีทหารรัสเซีย เวียดนาม และคิวบา รวมอยู่ด้วย