แชร์แนวทางต่อยอดระบบ ‘ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม’ จ.ลำปาง สู่ต้นแบบความร่วมมือ ดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ห่างไกลแบบครบจบในแอปเดียว

ด้วยปัจจัยท้าทายมากมายที่ส่งผลต่อการให้บริการทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขของไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีสังคมไทยมีกลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องได้รับการดูแลเพิ่มมากขึ้น บวกกับในหลายพื้นที่ บ้านเรือนของประชาชนก็ตั้งอยู่ไกลสถานบริการสาธารณสุข ทำให้ยากที่จะเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง


จากข้อเท็จจริงนี้เองที่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนให้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ทีมคณาจารย์นักวิจัยจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครลำปาง และ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ได้บูรณาการความร่วมมือองค์กรปกครองท้องถิ่น จ.ลำปาง ศึกษาและพัฒนาชุดเครื่องมือ ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่าย เสริมประสิทธิภาพช่วยให้ผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากสถาบันการสาธารณสุข ได้เข้าถึงบริการสุขภาพและสาธารณสุขทั้งในเชิงการดูแลรักษาพยาบาลและในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคอย่างได้ผล

เพื่อให้เห็นภาพการต่อยอดและพัฒนาระบบ ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม ที่ได้นำไปปรับใช้จริงในพื้นที่ บพท. สช. องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง และทีมคณาจารย์และนักวิจัยได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ เพื่อไปเยี่ยมบ้าน คุณตาวรรณลพ วงศ์สายใจ ที่อาศัยอยู่กับคุณยายเพียง 2 คน ในหมู่บ้านแม่เอิบ ตำบลบ้านกิ่ว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง
โดยคุณตาวรรณลพและ คุณยาย มีปัญหาสุขภาพ เช่น อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย และสายตาที่ฟ้าฟาง มองไม่ค่อยเห็น ทำให้ต้องตรวจเช็คสุขภาพที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านกิ่วหลวง ต.บ้านกิ๋ว อ.แม่ทะ เป็นประจำ แต่ในการมา รพ.สต. ทุกครั้ง ก็ต้องประสบปัญหาในการเดินทางมารับบริการด้านสาธารณสุข เพราะบ้านของคุณตา คุณยาย อยู่ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 15 กิโลเมตร ถ้าต้องเดินทาง ก็ต้องว่าจ้างรถให้มาส่งที่โรงพยาบาล ทำให้คุณตา คุณยาย ตัดสินใจที่จะหยุดการรักษาไปเพราะการเดินทางที่ยากลำบากนี้เอง

เมื่อทุกภาคส่วนได้ทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบปัญหาไม่ต่างกับคุณตาวรรณลพและคุณยาย ไม่ว่าจะเป็น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง อบจ.นครลำปาง ที่มีกองสาธารณสุขซึ่งดูแลรับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ นั่นก็คือ รพ.สต. บ้านกิ่วหลวง ต.บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ ซึ่งก็มีเครือข่าย อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่กระจายกันดูแลสุขภาพประชาชน รวมถึงคณาจารย์นักวิจัยจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครลำปาง และคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง สถาบันการศึกษาในท้องถิ่น จึงได้ผนึกกำลังกัน นำเอาระบบ ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม มาปรับใช้ในพื้นที่ เพื่อทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการให้บริการทางสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
นพ.ไชยนันท์ ทยาวิวัฒน์ รองนายก อบจ.ลำปาง
นพ.ไชยนันท์ ทยาวิวัฒน์ รองนายก อบจ.ลำปาง และ ณัฐญาณิชย์ วงศ์จันทร์ ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านกิ่วหลวง จ.ลำปาง ได้ร่วมให้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านการเข้าถึงระบบสาธารณสุขก่อนที่จะมีการปรับเอาระบบ ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม มาปรับใช้ในพื้นที่ว่า
“ในช่วงก่อนที่จะมีการปรับเอาระบบ ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม มาใช้ ชาวบ้านที่มีปัญหาด้านสุขภาพเคยมีการโทรศัพท์มาปรึกษาแพทย์ แต่พบว่าการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยและอาการที่เป็นยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ทาง รพ.สต. ที่เป็นหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ไม่สามารถติดตามอาการของผู้ป่วยและให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ชาวบ้านหลายคนได้รับการรักษาไม่ต่อเนื่อง ขณะที่ ทาง อสม. ที่เป็นตัวกลางเชื่อมกับชาวบ้านในพื้นที่ ก็ทำงานลำบาก เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรับยาและในบางครั้งต้องพาผู้ป่วยในพื้นที่มาหาหมอที่ รพ.สต. ด้วย”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปรับเอาระบบ ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม มาใช้ในพื้นที่ โดย นพ.ไชยนันท์ เน้นย้ำว่า “ระบบนี้ตอบโจทย์และเสริมประสิทธิภาพให้การทำงานของ รพ.สต.บ้านกิ่วหลวง อย่างมาก เพราะในพื้นที่รับผิดชอบของ รพ.สต. มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่จำนวนมาก และหลายบ้านอยู่ห่างไกลจาก รพ. ระบบนี้ได้นำมาใช้ร่วมกับการฝึก อสม. ให้สามารถใช้แอปพลิเคชั่น ฝึกฝนทักษะการซักอาการ สังเกตอาการผู้ป่วย ด้วยการใช้ระบบโทรเวชกรรมหรือ Telemedicine กับแพทย์และพยาบาลที่ รพ.สต. ซึ่งคุณหมอก็สามารถวินิจฉัยอาการ สั่งจ่ายยา ได้อย่างถูกต้อง และระบบนี้ยังช่วยให้คุณหมอไม่ต้องเดินทางไกลและประหยัดเวลาในการให้คำปรึกษาผู้ป่วยด้วย”

ณัฐญาณิชย์ วงศ์จันทร์ ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านกิ่วหลวง จ.ลำปาง
“โดยต้นแบบความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ ทาง กองสาธารณสุข อบจ.นครลำปาง ได้นำระบบ Telemedicine นี้ไปขยายขอบเขตพื้นที่บริการจาก 10 แห่ง เป็น 20 แห่ง อีกทั้งยังได้รับการยกระดับขึ้นเป็นระบบบริการสุขภาพทางไกลแบบบูรณาการ (Telehealth) ครอบคลุมหลายมิติ คือ การพยาบาล (Telenursing) การให้คำปรึกษาด้านยา (Telepharmacy) การฟื้นฟูสมรรถภาพ (Telerehabilitation) การดูแลด้านจิตเวช (Telementalhealth) การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิต้นแบบ ที่ถูกขยายผลจากลำปาง ไปยังลำพูน และกระบี่”
“ที่สุดแล้ว เราอยากเห็นระบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในพื้นที่จังหวัดลำปาง คือ มีการใช้ข้อมูลของประชาชนในพื้นที่มาออกแบบวิธีการที่แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของ รพ.สต. ตลอดจน อสม. ในพื้นที่ จะเข้าไปดูแลสุขภาพของคนในชุมชนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ใช่แค่กลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น ยกตัวอย่าง มีการเก็บข้อมูลผ่านระบบเพื่อดูแลและป้องกันการติดยาเสพติดในกลุ่มวัยรุ่น หรือการแนะนำกลุ่มคนทำงาน วัยกลางคน ให้รู้วิธีดูแลสุขภาพไม่ให้เจ็บป่วยจากการทำงานหรืออาชีพที่เขาทำอยู่เป็นต้น ถ้าทำได้ ย่อมช่วยสร้างสังคมสุขภาพดีที่พร้อมจะพัฒนาไปด้วยกันกับทุกภาคส่วน”
(ขวา) ผศ.ดร.ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครลำปาง และ (ซ้าย) ผศ.ดร.ธีรารัตน์ บุญกุณะ อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
ด้าน ผศ.ดร.ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครลำปาง และ ผศ.ดร.ธีรารัตน์ บุญกุณะ อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในฐานะอาจารย์และนักวิจัยที่มาทำงานในพื้นที่บ้านแม่เอิบเพื่อปรับเอาระบบสาธารณสุขที่ทันสมัยมาใช้ว่า
“สำหรับโครงการนี้ ทีมนักวิจัยและอาจารย์ ก็จะเริ่มจากการลงพื้นที่เป้าหมายในช่วงแรกทั้งหมด 10 พื้นที่ เพื่อตรวจสอบความต้องการของแต่ละพื้นที่ ตรงตามเงื่อนไขของโครงการวิจัยหรือไม่ เช่น ต้องเป็นหมู่บ้านห่างไกลและมีกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่ และกลุ่มเปราะบางนั้นมีใครบ้าง นอกจากนั้น จะสอบถามชาวบ้านและ อสม. ในพื้นที่ด้วยว่าต้องการอะไร หรือมี Health need อะไรบ้าง ต้องการการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขแบบใดเพื่อตอบโจทย์โรคหรืออาการเจ็บป่วยที่เขาเป็นได้อย่างตรงจุด นี่จึงเป็นการเก็บข้อมูลรอบด้านทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ”

“โดยข้อมูลสำคัญที่เราต้องเก็บเพื่อนำมาประเมินว่า การจัดให้มีระบบ Telemedicine นั้น มีส่วนช่วยในการลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขหรือไม่ ต่อมา มีการเก็บข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละคน ว่าต้องรับบริการทางการแพทย์ด้านไหนบ้างและมาสร้าง Service Design ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยในเฟส 2 เริ่มมีความต้องการของผู้ป่วยที่จะขอคำปรึกษาทางจิตเวชมากขึ้น”
“โครงการนี้ จะมีการจัดคอมพิวเตอร์ให้กับทาง รพ.สต. หนึ่งเครื่องและจัดแทบเล็ตให้กับ อสม. หมู่บ้านละหนึ่งเครื่อง รวมถึงมีแพคเกจ Wifi ให้หนึ่งปี โดยในการทำงานจริง ทาง อสม. จะเข้าระบบและนัดหมายให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่มีปัญหาสุขภาพได้คุยกับคุณหมอ พยาบาล เป็นเวลาคนละ 20 นาที”
“และที่ผ่านมา ผลพลอยได้ที่ได้จากการปรับเอาระบบ Telemedicine มาใช้ คือ ญาติ พี่น้องของผู้ป่วยได้รู้ว่าญาติของเขาคนไหนมีอาการเจ็บป่วยอะไรบ้าง และก็จะคอยถามไถ่และดูแลกัน ขณะที่ระบบ Telemedicine ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการไปรับบริการทางการแพทย์ให้กับชาวบ้านได้จริง และยังช่วยลดระยะเวลาในการที่ต้องไปรอพบแพทย์ที่ รพ. อีกด้วย”
เอมอร วงศ์สายใจ อสม.จากบ้านแม่เอิบ บ้านกิ่วหลวง ต.บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ
มาถึงอีกหนึ่ง Key success persons ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการปรับเอาระบบ ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม มาใช้ นั่นคือ อสม. ที่ทำหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อดูแลประชาชนในหมู่บ้าน โดย เอมอร วงศ์สายใจ อสม.จากบ้านแม่เอิบ บ้านกิ่วหลวง ต.บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ ได้บอกเล่าประสบการณ์การทำงานที่ง่ายขึ้นภายหลังจากมีการนำระบบ Telemedicine มาปรับใช้ว่า
“ก่อนมีระบบ ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม หรือ Telemedicine การไปหาหมอของชาวบ้านก็จะมีความยากลำบาก โดยชาวบ้านต้องจ้างรถไปเองหรือบางครั้งก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์ของ อสม. ไป แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุ เราก็ไม่กล้าให้แกนั่งมอเตอร์ไซค์ มันก็อันตราย แต่เมื่อมีระบบ Telemedicine ก็ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น โดยก่อนที่จะใช้ระบบ ก็จะมีทั้งเจ้าหน้าที่จาก สช. อาจารย์จากวิทยาลัยพยาบาลและมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และเจ้าหน้าที่ของ รพ.สต.บ้านกิ่วหลวง ที่เป็นแอดมินของเพจ ก็จะมาสอนวิธีการใช้แอปพลิเคชั่น รวมทั้งวิธีการบันทึกรายชื่อและข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องของชาวบ้านแต่ละคนเพื่อให้ทาง รพ.สต. สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการติดตามสุขภาพของชาวบ้าน”
รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม บพท.
ที่สุดแล้ว รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม บพท. ได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จของโครงการวิจัยนี้ว่า
“โครงการพัฒนาระบบโทรเวชกรรมและระบบสุขภาพปฐมภูมิในประเทศไทย จังหวัดลำปาง ซี่งมี นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นหัวหน้าโครงการ ประสานการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ล้วนเป็นผลสัมฤทธิ์ของโครงการวิจัยที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง สำหรับ บพท.ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุนทุนวิจัย ที่ได้ประจักษ์แจ้งชัดถึงผลลัพธ์โครงการวิจัย มีบทบาทอย่างสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงบริการสุขภาพแก่ประชาชนอย่างแท้จริง”
รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐและท้องถิ่น บพท.
และ รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐและท้องถิ่น บพท. ได้ชี้แจงเพิ่มเติมด้วยว่า
“ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการวิจัยทั้งระบบฮับส่งโฮงยา ที่เป็นระบบบริการอำนวยความสะดวกในการรับส่งผู้ป่วยไปพบบุคลากรทางการแพทย์ที่สถานพยาบาล และระบบโทรเวชกรรม ซึ่งเป็นระบบบริการอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงคำแนะนำวินิจฉัยปัญหาสุขภาพระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วย ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถเติมเต็มช่องว่างด้านบริการสุขภาพให้แก่ประชาชน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างสะดวก ช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างได้ผล”

การพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น ด้วยโครงการวิจัย อย่างได้ผล

เปิดภารกิจพัฒนาหลักสูตร ปั้น ‘นักบริหารจัดการน้ำ’ พร้อมส่งต่อองค์ความรู้ จัดการปัญหาน้ำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วไทย

ล้อมวงสรุปบทเรียนจากการใช้งานวิจัย ม.กาฬสินธุ์ วาง โมเดลแก้จน ช่วยชาวบ้านดงสวางจันทร์เจริญ จ.กาฬสินธุ์ พ้นจากความจนอย่างยั่งยืน

คืนลมหายใจให้ว่าวชายแดนใต้ สร้างกระแส Soft power ‘ว่าวบูรงนิบง’ ขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ บนฐานทุนพหุวัฒนธรรมของ จ.ยะลา

Previous articleจากโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สู่ทางแยกของอนาคต ทำไม “รวันดา” ถึงก้าวไกล ในขณะที่ “กัมพูชา” ยังวนเวียนในความมืดมน
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.215
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์