เมืองซูโจว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลเจียงซูของจีน เป็นเมืองขึ้นชื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวถึง 2,500 ปี และมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรม นับเป็นหนึ่งในเมืองที่เศรษฐกิจคึกคักที่สุดของจีนตั้งแต่โบราณกาล ได้รับการยกย่องว่าเป็นสวรรค์บนดิน
ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี เมืองซูโจว ยังมีบทบาททางเศรษฐกิจที่สำคัญในจีน เนื่องด้วยทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ ระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา จีดีพีต่อหัวของคน เมืองซูโจว อยู่ที่ 2.06 แสนหยวน ซึ่งจัดอยู่ในท็อป 10 ในบรรดาเมืองต่างๆ ของจีน มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อยู่ที่ 4.7 ล้านล้านหยวน อุตสาหกรรมด้านข้อมูลสารสนเทศ อุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ และวัสดุขั้นสูง บรรลุมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมล้านล้านหยวน
นอจากนั้น ในส่วนของการเปิดกว้างต่อการค้าการลงทุน เมืองซูโจวมีวิสาหกิจทุนต่างชาติและฐานการส่งออกจำนวนมาก ไตรมาสแรกปี 2025 มูลค่านำเข้าและส่งออกของเมืองซูโจวสูงถึง 632,520 ล้านหยวน เติบโต 7.3% มูลค่าการส่งออกไปยังประเทศร่วมสร้างสรรค์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพิ่มขึ้น 14.3% การส่งออกอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะสูงกว่า 20%
ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้เมืองซูโจวค่อยๆ วิวัฒนาการจากเมืองอารยธรรมการเกษตรแบบในน้ำมีปลาในนามีข้าว มาเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการยกย่องเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี และมีความทันสมัยที่คึกคัก

วิวัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบันของ “เขตเมืองโบราณซูโจว”
การอนุรักษ์เขตเมืองโบราณของซูโจวเป็นโครงการเชิงระบบที่ซับซ้อน เพราะต้องอนุรักษ์ทั้งสถาปัตยกรรม ถนนหนทาง และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองซูโจวในเขตเมืองโบราณ ที่ต้องบูรณะให้กลมกลืนกับของเดิม ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์ ฟื้นฟูความมีชีวิตชีวา ในเขตเมืองโบราณของซูโจว ตลอดจนสร้างรูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ผสมผสานความเก่าแก่และความทันสมัย ซึ่งเป็นแบบฉบับแห่งการปรับปรุงย่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน
เขตเมืองโบราณของเมืองซูโจวตั้งอยู่ในเขตกูซู เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู พื้นที่ 14.2 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่แคว้นอู๋สมัยชุนชิวสร้างเมืองหลวงที่นี่จนถึงทุกวันนี้ เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี กู้เจี๋ยกัง นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของจีนเน้นย้ำว่าในแง่ความเก่าแก่ เมืองซูโจวนับเป็นเมืองต้นแบบเบอร์หนึ่งของจีนที่ในปัจจุบันยังคงสภาพเมืองโบราณไว้อย่างสมบูรณ์ เพราะตั้งแต่สมัยชุนชิวจนถึงทุกวันนี้ เมืองซูโจวเติบโตโยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
ความเก่าแก่ที่ว่านี้หมายถึงการรักษาผังเมืองโบราณอย่างสมบูรณ์ เพราะในวันนี้ ผังเมืองในเขตเมืองโบราณซูโจวยังคงรักษาไว้ให้เป็นผังเมืองแบบกระดานหมากรุกคู่ขนาน “ทางน้ำขนานไปกับทางบก ถนนกับทางน้ำตั้งอยู่ติดกัน” ซึ่งอยู่ใน “ภาพผิงเจียง” สมัยราชวงศ์ซ้อง โดยผิงเจียงเป็นหนึ่งในชื่อเดิมของเมืองซูโจว หร่วนหย่งซาน เจ้าหน้าที่สถานอนุรักษ์มรดกเมืองหร่วนอี๋ซาน เลขที่ 20 ถนนผิงเจียง กล่าวว่า “ค.ศ. 1229 ศิลาจารึกภาพวาดผิงเจียง ได้บันทึกโฉมหน้าพื้นฐานของเมืองซูโจวในสมัยราชวงศ์ซ้องใต้ ผังเมือง ระบบน้ำสายหลัก ถนนสายหลักของเขตเมืองโบราณซูโจวในทุกวันนี้คล้ายกับในภาพผิงเจียงอย่างมาก ซึ่งหาพบได้ยากในทั่วโลก”
ความโบราณที่ว่านี้ ยังหมายถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานในเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ โดยในช่วง 2,500 ปีมานี้ คลองใหญ่ต้ายุ่นเหอเมื่อไหลเข้ามายังเขตเมืองซูโจวแล้ว ก็มีการต่อยอดและพัฒนาให้เป็นเครือข่ายระบบน้ำที่สมบูรณ์ ระบบน้ำในเมืองกับระบบน้ำจากนอกเมือง เชื่อมโยงกันที่แม่น้ำรอบเขตเมืองโบราณ รวมเป็นสายน้ำเดียวกัน จนถึงทุกวันนี้ แม่น้ำสายนี้ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการขนส่งลำเลียง และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นับเป็นความพิเศษยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งด้วย
ในสมัยราชวงศ์ซ้อง คลองใหญ่ยาว 82 กิโลเมตร บนคลองมีสะพาน 314 แห่ง ในปลายราชวงศ์ชิง คลองยาว 58 กิโลเมตร บนคลองมีสะพาน 241 แห่ง ทุกวันนี้ คลองยาว 35 กิโลเมตร และมีสะพาน 168 แห่ง นับเป็นเมืองน้ำที่มีคลองยาวที่สุดและสะพานเยอะที่สุด มาร์โคโปโลยกย่องเมืองซูโจวว่าเป็น “เมืองเวนิสแห่งเอเชีย”
ที่ผ่านมา ผู้กำหนดนโยบายทุกสมัยของเมืองซูโจว มีความผูกพันกับเมืองแห่งนี้อย่างมาก และเห็นคุณค่าอันล้ำค่าในการพัฒนาเมืองโบราณนี้ควบคู่ไปกับการสร้างเมืองให้ทันสมัย โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา แม้จะมีการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและเปิดกว้างให้กับการค้า การลงทุน เมืองซูโจวก็ได้เดินหน้างานด้านการอนุรักษ์เขตเมืองโบราณของรัฐบาลจีน โดยกำหนดโครงสร้างพื้นฐาน ความสูงสิ่งก่อสร้าง สัดส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน รูปทรงสิ่งก่อสร้าง ตลอดจนสีสันของสิ่งก่อสร้างให้ไม่บดบังความงามของเมืองโบราณ ด้วยเหตุดังกล่าว การอนุรักษ์เขตเมืองโบราณของซูโจวจึงกลายเป็นแบบฉบับแห่งการอนุรักษ์เมืองวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีน

นอกจากสิ่งก่อสร้างที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานแล้ว บ้านเรือนของชาวซูโจวในเขตเมืองโบราณก็มีการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเช่นกัน เพราะ “การมีบ้านอยู่ในเขตเมืองโบราณ” เป็นความภาคภูมิใจของคนซูโจว โดยคนที่อาศัยอยู่ในเขตวัฒนธรรมเชิงประวัติศาสตร์ผิงเจียงมีมากถึง 13,000 คน หร่วนหย่งซาน กล่าวถึงความสำคัญของการอนุรักษ์บ้านเรือของชาวซูโจวที่อยู่ในเขตเมืองโบราณว่า “การอนุรักษ์เสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ของเขตเมืองโบราณ ต้องให้คนท้องถิ่นอาศัยอยู่ในเขตโบราณต่อ ซึ่งทางการท้องถิ่นกำหนดให้อัตราการกลับมาอาศัยอยู่ในที่เดิมของคนท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 50% และสิ่งก่อสร้าง 80% ยังคงเป็นบ้านพักอาศัย โดยเราจะรักษาวิถีชีวิตของชาวบ้านควบคู่ไปกับการปรับปรุงซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมด้วย”
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เคยกล่าวว่า “หากมองไม่เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีน ก็ไม่อาจจะเข้าใจจีนในยุคโบราณ ไม่อาจจะเข้าใจจีนในทุกวันนี้ และไม่อาจจะเข้าใจจีนในอนาคตได้” ด้วยเหตุนี้ เมืองซูโจว ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงพันปีแห่งนี้ จึงเป็นตัวแทนที่ทำให้คนในยุคปัจจุบันสัมผัสถึงความรุ่งโรจน์ของวัฒนธรรมเมืองซูโจวในสมัยโบราณ และสัมผัสถึงความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรมของซูโจว ซึ่งมีส่วนทำให้เศรษฐกิจพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง และเสน่ห์ที่ผสมผสานทั้งยุคโบราณกับยุคปัจจุบันที่เราได้เห็นในวันนี้ นอกจากจะสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ทางวัตถุของซูโจวแล้ว ยังสะท้อนถึงความสงบและความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาในประวัติศาสตร์อันยาวนาน
พัฒนาเมืองตามแนวคิดสีเขียว
เมื่อเทียบกับความเก่าแก่ของเขตเมืองโบราณซูโจวแล้ว นิคมอุตสาหกรรมเมืองซูโจว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเขตเมืองโบราณนั้นมีความทันสมัยอย่างมาก โดยเมื่อ 30 ปีก่อน นิคมอุตสาหกรรมซูโจวยังคงเป็นทุ่งนาในเขตตะวันออกของเขตเมืองโบราณ ผ่านไป 30 ปี ที่นี่กลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่มีความทันสมัยและคึกคักมาก ที่นี่ เขตเมืองก็คือแหล่งท่องเที่ยว ธุรกิจการค้าก็คือการท่องเที่ยว ทะเลสาบจินจี สวนสาธารณะที่สวยงามของเมืองซูโจว ตั้งอยู่ที่ใจกลางของเขตธุรกิจ ซึ่งอยู่ร่วมกับเขตเมืองโบราณอย่างกลมกลืน
ทว่า เมื่อพูดถึงคําว่า “อุตสาหกรรม” ผู้คนมักนึกถึงอาคารโรงงานที่ตั้งติดกันมากมายและมลพิษร้ายแรงเป็นอันดับแรก แต่นิคมอุตสาหกรรมซูโจวกลับสะท้อนถึงภาพลักษณ์เมืองที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทางธรรมชาติและเทคโนโลยีทันสมัยเท่าเทียมกัน นี่เป็นเพราะนิคมอุตสาหกรรมเมืองซูโจว ได้วางแผนส่งเสริมการประหยัดพลังงานและลดคาร์บอนและเลือกใช้เส้นทางการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและเน้นการพัฒนาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
เนื่องจากเมืองซูโจวเจริญรุ่งเรืองเพราะน้ำ น้ำคือจิตวิญญาณของซูโจว ดังนั้น การบําบัด “น้ำ” คืดหัวใจของการพัฒนาเมือง นิคมอุตสาหกรรมซูโจวจึงมีความเป็นเอกลักษณ์ เมื่อเดินเข้าไปในโรงบําบัดน้ำเสียแห่งที่สองของนิคมอุตสาหกรรมซูโจว ภาพที่พบเห็นเหมือนสวนสาธารณะเชิงนิเวศแห่งหนึ่ง ภายในโรงงาน มีพื้นที่ชุ่มน้ำประมาณ 2.9 เฮกตาร์ ต้นกกสีเขียวแกว่งไกวไปตามลมและดอกบัวงามบานสะพรั่ง
พื้นที่ชุ่มน้ำในนิคมอุตสาหกรรมซูโจวมีฟังก์ชั่นการยกระดับคุณภาพน้ำ การฟื้นฟูแหล่งน้ำ ภูมิทัศน์พื้นที่สีเขียว การป้องกันน้ำท่วมและการชลประทาน โดยส่วนหนึ่งของน้ำที่ผ่าน “ระบบรีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ใหม่” แล้ว ถูกปล่อยเข้าสู่พื้นที่ชุ่มน้ำ เมื่อได้รับการปรับรักษาตามธรรมชาติ คุณภาพน้ำก็จะมีความบริสุทธิ์มากขึ้น

สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่า คือ แผงโซลาร์เซลล์ที่ตั้งอยู่บนบ่อบำบัดน้ำเสียที่ส่องประกายระยิบระยับ ที่นี่เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์แบบกระจายกำลังผลิต 5.72 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการ “โซลาเซลล์ + บำบัดน้ำเสีย” ที่ใหญ่ที่สุดในซูโจว โครงการนี้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ประสิทธิภาพสูง 550 วัตต์ต่อแผง จำนวน 10,400 แผง เหนือบ่อบำบัดน้ำเสียและบนหลังคาอาคาร เป็นพื้นที่ 44,000 ตารางเมตร โดยข้อมูลระบุว่าโครงการนี้มีกําลังการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปีประมาณ 5.81 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งใช้กับท้องถิ่นหมด สามารถประหยัดถ่านหินมาตรฐานได้ประมาณ 1,743 ตัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 3,486 ตันต่อปี
ในวันนี้ เมืองซูโจว มีร่องรอยของ “คาร์บอนเป็นศูนย์” และ “รอยเท้าคาร์บอน” ที่สามารถพบเห็นได้ทุกที่ เช่น ศูนย์โลจิสติกส์ไนกี้แห่งประเทศจีน ที่เมืองไท่ชาง ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และได้สร้างศูนย์โลจิสติกส์อัจฉริยะคาร์บอนเป็นศูนย์แบบผสานพลังงานลมกับแสงอาทิตย์
นอกจากนั้น ที่หมู่บ้านเจี่ยงเซี่ยง อำเภอจือถัง เมืองฉางสู ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะแบบบูรณาการ และคาร์บอนเป็นศูนย์เพื่อความสุขของชาวบ้าน กลายเป็นหมู่บ้านอัจฉริยะไร้คาร์บอนแห่งแรกของซูโจว แพลตฟอร์มจัดการ “รอยเท้าคาร์บอนอัจฉริยะ” แห่งแรกของมณฑลเจียงซู ได้เปิดตัวที่ซูโจว และช่วยคำนวณ “รอยเท้าคาร์บอน” ของผลิตภัณฑ์วิสาหกิจต่างๆ ข้อมูลถึงปี 2025 การใช้พลังงานต่อหน่วยจีดีพีของเมืองซูโจวลดลง 14.5% เมื่อเทียบกับปี 2020 ซึ่งเป็นการปูรากฐานมั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
ความงามที่ลงตัวของ สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และวัฒนธรรมของ “สวนซูโจว”
เมืองซูโจวมีสมบัติมากมาย โดย “สวนโบราณซูโจว” ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งรวมของ “จิตรกรรมสามมิติ บทกวีที่สถิตอยู่ และท่วงทำนองที่ไร้เสียง” นับเป็นเอกลักษณ์ที่เปล่งประกายที่สุดของเมืองซูโจวมาโดยตลอด
สวนซูโจว เริ่มสร้างขึ้นในยุคชุนชิว หรือกว่า 2,500 ปีก่อน เฟื่องฟูในยุคราชวงศ์ถังและซ้อง รุ่งเรืองสุดขีดในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง โดยในยุครุ่งเรือง มีสวนซูโจวกว่า 250 แห่ง โดยคงเหลือให้เห็นถึงทุกวันนี้ 58 แห่ง ได้รับการขนานนามว่า ผลงานคลาสสิกแห่ง “ความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ” แตกต่างจากสวนหลวงทางภาคเหนือ
สวนซูโจวใช้หลักภูมิสถาปัตย์ “เล็กแต่ประณีต” โดยจัดภูเขาเทียม สระน้ำ เก๋งศาลา ตลอดจนพันธุ์พฤกษาให้อยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน ปรับความสมดุลระหว่างความว่างกับวัตถุจริงอย่างดี และใช้พื้นที่จำกัดในการสร้างบรรยากาศธรรมชาติอันเวิ้งว้างได้อย่างน่าอัศจรรย์
“เจ้าของสวนซูโจวส่วนใหญ่เป็นขุนนางที่ลาออกจากราชการ” เฮ่อ ชุนเฟิง ผู้อำนวยการสถาบันออกแบบสวนซูโจวแนะนำว่า สวนซูโจวมุ่งสร้างความหมายนอกรูปร่าง เป็นภูมิทัศน์แห่งอุดมคติของผู้สร้างที่ใช้สะท้อนความคิดเห็น ปรัชญา และอารมณ์ความรู้สึก เมื่อปัญญาชนลาออกจากราชการ มักจะซื้อที่ดินในย่านที่รุ่งเรืองที่สุด สร้างกำแพงสูงเพื่อกั้นโลกภายนอกที่วุ่นวาย เชิญปัญญาชนไร้สังกัดมาร่วมกันร่ายบทกวี วาดภาพจิตรกรรม และบรรเลงดนตรี ช่วงนั้นสวนซูโจวจึงกลายเป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์ของเจียงหนาน
ปัจจุบัน ซูโจวมีสวนโบราณ 9 แห่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” เช่น สวนจัวเจิ้งหยวน สวนหลิวหยวน และสวนหว่างซือหยวน เป็นต้น องค์การยูเนสโกประเมินว่า สวนต่างๆ ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 11—19 ด้วยการออกแบบที่ประณีตบรรจง สะท้อนภูมิปัญญาอันลุ่มลึกของวัฒนธรรมจีนที่เคารพกฎแห่งธรรมชาติ และเกินกว่าธรรมชาติ”

ปัจจุบัน สวนโบราณซูโจว ปลุกกระแสอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจการบริการของเมืองซูโจว เฉพาะแค่สวนโบราณ 7 แห่งในเขตเมืองโบราณ ซึ่งเป็นมรดกโลกนั้น สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ปีละกว่า 3.5 ล้านคน และสร้างรายได้เฉพาะค่าเข้าชม 150 ล้านหยวนต่อปี
หลายปีมานี้ ซูโจวดำเนินยุทธศาสตร์ “ถ่ายโอนส่วนประกอบของสวนสู่พื้นที่สาธารณะ” ฟื้นฟูความชีวิตชีวาของวัฒนธรรมสวนโบราณ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ นักออกแบบได้แฝงรหัสวัฒนธรรมของสวนโบราณต่างๆ เช่น ภูเขาจำลอง กรอบหน้าต่างลายดอกไม้ และศาลาโบราณ ไว้ที่วงเวียนจราจรและใต้ทางด่วน ช่วยตอบโจทย์พื้นที่พักผ่อนของชุมชน และประดับตัวเมืองให้มีเสน่ห์ความโบราณด้วย
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดินตามถนนกันเจี้ยง กระถางดอกไม้แบบซูโจวเรียงรายตามริมถนนดั่งงานประติมากรรม สะท้อนถึงความประณีตของศิลปะการจัดสวนสไตล์เจียงหนาน และผู้คนที่เดินไปมาอย่างขวักไขว่วุ่นวายนั้น ก็มีโอกาสได้หยุดชมความงดงามของสวนโบราณซูโจว
หากใครได้มาเยี่ยมเยือนซูโจว จะพบว่าเมื่อยามค่ำคืนมาเยือน เมืองซูโจวแห่งนี้มีความงดงามยิ่งขึ้นอีก ด้วยแสงสีเสียงอันตระการตา ใต้ม่านราตรีแสงและเงาที่ตกทอดเคลื่อนไปมาระหว่างศาลาและหอของสวนหว่างซือหยวน ประกอบกับการประสานเสียงขับร้องงิ้ว “คุนฉวี่” และเล่นดนตรี “ผิงถาน” เป็นประสบการณ์เสมือนเดินในภาพวาด
ในสวนจัวเจิ้งหยวน นักท่องเที่ยวถือโคมกระดาษเดินชมทิวทัศน์สวยงามท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของแสงสีเสียง ส่วนงาน “คืนมหัศจรรย์หู่ชิว” ใช้เเอฟเฟกต์แสงเงาในการฟื้นภาพความรุ่งโรจน์เมื่อพันปีก่อน เมื่อแสงสาดส่องเจดีย์บนภูเขาหู่ชิว ประวัติศาสตร์กับปัจจุบันหมือนซ้อนทับกัน ณ ที่แห่งนี้
ดังนั้น กิจกรรมในเวลากลางคืนของสวนโบราณต่างๆ จึงช่วยยืดเวลาการเที่ยวชมสวนซูโจวของนักท่องเที่ยว และมีส่วนในการสร้างรายได้ให้กับทั้งธุรกิจร้านอาหาร โรงแรมในบริเวณรอบข้าง ทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวของเมืองซูโจวพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องด้วย
นี่ก็คือ เมืองซูโจว เมืองที่แผ่นหินทุกแผ่นได้จารึกลมหายใจแห่งกาลเวลา ผืนดินทุกตารางนิ้วรังสรรค์ความเป็นไปได้แห่งอนาคต ซูโจวเป็นเมืองที่ให้อดีตกับอนาคตจับมือกัน ประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 2,500 ปี สะท้อนถึงความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของอารยธรรมโบราณในยุคสมัยใหม่
เขียนโดย หวังอวี๋ซินหง
แปลโดย หานซี
ตรวจแก้โดย รพีพรรณ วงษ์กรวรเวช
เปิดโลก เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ ‘Low-Altitude Economy’ ในนครเฉิงตู กับโอกาสพัฒนา ‘นวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับ’ ด้วยความร่วมมือ ไทย-จีน
เรียนรู้จากการพัฒนา เรือพลังงานไฮโดรเจน–ไฟฟ้า นวัตกรรมตอกย้ำความสำเร็จของนโยบาย ‘โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว’ ในจีน
ถอดบทเรียนการพัฒนา ‘เมืองติ้งซี DINGXI เมืองหลวงแห่งยาจีน’ สู่ความร่วมมือ ไทย-จีน ขับเคลื่อน อุตสาหกรรมการแพทย์แผนไทย
Post Views: 2,660