แปลและเรียบเรียงโดย: สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล
Ronald Chan: Hong Kong’s IPO Comeback: การกลับมาของ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
เขียนโดย: Ronald Chan
หมายเหตุ: Ronald Chan สำเร็จการศึกษาสาขาการเงินและการบัญชีจาก NYU Stern School of Business มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค
เขาเคยถูกยกย่องว่า เป็น A Young Warren Buffett แห่งเอเชีย ผู้ที่ได้รับการชื่นชมจาก Frankfurter Allgemeine Zeitung นิตยสารชั้นนำของเยอรมนี
ปัจจุบัน Ronald Chan เป็น Chief Investment Officer (CIO) ให้กับบริษัท Chartwell Capital บริษัทบริหารการลงทุนในฮ่องกง
นอกจากเป็นผู้บริหารสถาบันการเงินแล้ว Ronald Chan ยังเป็นนักเขียนบทความต่างๆ ทางด้านการเงินให้กับนิตยสารต่างๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง
ปี ค.ศ. 2012 Ronald Chan ได้ตีพิมพ์หนังสือ The Value Investors ที่ได้รับการแปลไปแล้วกว่า 10 ภาษารวมถึงภาษาไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือ Behind The Berkshire Hathaway Curtain ออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 2010 และได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเช่นกัน
* Ronald Chan ได้เผยแพร่แนวคิดต่างๆ ผ่านทาง Salika หลายชิ้นด้วยกัน
ฮ่องกงกลับมาครองอันดับหนึ่งของการจัดอันดับ IPO (Initial Public Offering) ทั่วโลกอีกครั้ง
เพราะในช่วงครึ่งแรกของปี ค.ศ. 2025 ฮ่องกงได้กลับมาครองตลาด IPOs เป็นอันดับหนึ่งของโลกอีกครั้ง เมื่อบริษัทต่างๆ ระดมทุนได้มากกว่าในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)
เฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีบริษัท 42 แห่งระดมทุนได้ 13.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Exchanges and Clearing Limited: HKEX) เทียบกับ 8.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน NASDAQ และ 7.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน NYSE
ตามข้อมูลของ LSEG มีจำนวนผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงที่ยังคงดำเนินการอยู่มีมากกว่า 200 ราย ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด และจากข้อมูลของ KPMG “ความเชื่อมั่น” ที่นักลงทุนหลายคนรอคอยได้กลับมาแล้ว
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งก็คือ การฟื้นตัวของมูลค่าหุ้น หลังจากที่ดัชนีฮั่งเส็งพุ่งสูงสุดเหนือ 31,000 จุดในระหว่างปี ค.ศ. 2020 – ปี ค.ศ. 2021 หลังจากนั้น ฮ่องกงก็ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากถึง 4 ปี
เพราะจากต้นปี ค.ศ. 2024 ดัชนีได้ร่วงลงต่ำกว่า 15,000 จุด หรือลดลง 50% จากจุดสูงสุด มูลค่าการซื้อขายรายวันสะท้อนถึงภาวะถดถอย โดยลดลงจาก 2 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกงในไตรมาสที่ 1 ของปี ค.ศ. 2021 เหลือต่ำกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกงในไตรมาสที่ 1 ของปี ค.ศ. 2024
แต่หลังจากนั้น “ฮั่งเส็ง” ได้ฟื้นตัวกลับมาในปลายปี ค.ศ. 2021 โดยเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนกรกฎาคม ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันก็เพิ่มขึ้นกว่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง
โดยเงินทุนส่วนหนึ่งมาจากต่างประเทศ และด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำในจีนแผ่นดินใหญ่ นักลงทุนจึงมองหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ฮ่องกงจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
และนับตั้งแต่ “วันปลดปล่อย” (Liberation Day) ของ “ทรัมป์” ในเดือนเมษายน เราก็ได้เห็นเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ มากขึ้น เงินทุนส่วนหนึ่งได้ไหลกลับเข้าสู่เอเชีย และบางส่วนก็ถูกเก็บไว้ในฮ่องกงอย่างชัดเจน
แต่ขอให้เราให้เครดิตกับสถาบันต่างๆ เหล่านี้ คือ หน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบในด้านการสนับสนุน และอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจต่างประเทศในการเข้ามาก่อตั้ง และขยายกิจการในฮ่องกง นั่นคือ Invest Hong Kong (Invest HK) องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council)
สภาส่งเสริมการพัฒนาบริการทางการเงินฮ่องกง (Financial Services Development Council) ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และ Clearing Limited (Hong Kong Exchanges and Clearing Limited: HKEX)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่รัฐบาลได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อวางรากฐานสำหรับการฟื้นตัวครั้งนี้ พวกเขาใช้เวลา 2 ปีที่ผ่านมาในการมีส่วนร่วมกับบริษัทต่างๆ เช่น การปรับปรุงกรอบการจดทะเบียน และสร้างความมั่นใจว่าฮ่องกงจะยังคงมีความสามารถในการแข่งขัน
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบล่าสุดคือการผ่อนปรนข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะสำหรับบริษัทจีนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในฮ่องกง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ยังมีโครงการริเริ่มใหม่เพื่อปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนสำหรับบริษัทเทคโนโลยีและไบโอเทคเฉพาะทาง เพื่อปูทางไปสู่บริษัทอื่นๆ ในภาคเศรษฐกิจใหม่มากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ในบรรดาบริษัทที่จดทะเบียนใหม่ในฮ่องกงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ 6 บริษัท และบริษัทเทคโนโลยี 12 บริษัท ในสาขาต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และรถยนต์ไร้คนขับ เป็นเรื่องน่ายินดีที่ในที่สุดความพยายามเหล่านั้นก็ประสบผลสำเร็จ
การฟื้นตัวจากการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นผลมาจากการปฏิรูปโครงสร้าง การสนับสนุนนโยบายที่สอดประสานกัน และการฟื้นฟูตลาดอย่างต่อเนื่อง
โอกาสนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ฮ่องกงกลับมามีบทบาทเป็นศูนย์กลางการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ระดับโลกอีกครั้ง แต่ยังช่วยให้ฮ่องกงแข็งแกร่งและมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
เรายังเห็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นจากนานาชาติที่กำลังกลับมา ในเดือนมิถุนายน ฮ่องกง ตามรายงานของ Bloomberg IFBH Limited แบรนด์น้ำมะพร้าวของไทย ระดมทุนได้ 1.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการเปิดตัวครั้งแรกที่ฮ่องกง
นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าผู้ออกหลักทรัพย์ทั่วโลก (Global Issuers) ยังคงเห็นคุณค่าในการเข้าลงทุนในตลาดทุนของฮ่องกง
ความต้องการของนักลงทุนกลับมาอย่างชัดเจน คือข้อมูลของเดือนมิถุนายนแสดงให้เห็นว่ามีผู้จองซื้อหุ้น IPO เกินจำนวนเฉลี่ย 700 ครั้ง จาก 15 ดีล คิดเป็นมูลค่าตั้งแต่ 21 เท่า ไปจนถึง 3,400 เท่า ผลตอบแทนเฉลี่ยจากราคา IPO จนถึงวันที่ 1 สิงหาคมอยู่ที่ 31%
สิ่งที่เราเห็นในขณะนี้ คือความต้องการจากตลาดในประเทศที่มีความแข็งแกร่งมาก ประกอบกับการมีส่วนร่วมของนักลงทุนต่างชาติที่ทางฮ่องกงได้ช่วยคัดสรรมา
เช่น การนักลงทุนทั่วโลกที่ต้องการเข้าถึงบริษัทชั้นนำของจีน ฮ่องกงยังคงเป็นช่องทางที่ปฏิบัติได้จริงและน่าเชื่อถือที่สุด (Trusted Gateway) ปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือขนาดและมูลค่าตลาดของบริษัท
หรือในเรื่องความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์กับข้อมูลที่อยู่ในภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง (Sector Relevance) และรวมถึงคุณภาพการจดทะเบียน อนึ่ง บริษัทชั้นนำของจีนอย่าง CATL และ Midea ยังคงดึงดูดนักลงทุนสถาบันได้อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CATL มีธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ และสำนักงานการลงทุนคูเวต (Kuwait Investment Authority) ก็ได้อยู่ในกลุ่มผู้ถือหุ้น H-share
ในภาคส่วนต่างๆ อย่างเช่นภาคการดูแลสุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค และยานยนต์ ถือเป็นกลุ่มที่เข้าสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ
คาดว่าธุรกิจเหล่านี้ รวมถึงเทคโนโลยีในวงกว้าง จะยังคงเป็นจุดสนใจหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่การเติบโตหลักและจุดแข็งของทางด้านการแข่งขันของจีน
ทั้งหมดนี้ถือเป็นข่าวดี แต่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะไม่คิดไปไกลเกินเลย ผมเชื่อว่านี่คือการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การฟื้นตัวระยะสั้น ผมมั่นใจว่าหลายท่านคงจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2015 ได้
การที่ตลาดหุ้นจีน มีการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งการซื้อหุ้นแบบโมเมนตัม (momentum buying) โดยมูลค่าหุ้นในตอนนั้นก็ทะยานพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังจากนั้นก็เกิดการร่วงลงอย่างรุนแรง ดัชนี CSI 300 ลดลงเกือบ 30% ในไตรมาสเดียว และดัชนี HSI ก็ไม่รอดเช่นกัน
ถึงอย่างนั้น ผมก็มีความหวังเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ว่าหากเรายังคงจับตาดูไปที่ปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ก็จะทำให้โอกาสของการฟื้นตัวครั้งนี้จะคงอยู่กับเราตราบนานเท่านานต่อไปครับ











