“อินโดนีเซีย” บนเส้นทางเอกราช 80 ปี กำลังเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่อย่างไร

80 ปีหลังการประกาศเอกราช อินโดนีเซียก้าวพ้นจากบาดแผลอาณานิคมมาเป็นชาติประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสมาชิกหลักของอาเซียน และยังเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เส้นทางที่เต็มไปด้วยชัยชนะ อุปสรรค และความท้าทาย กำลังจะชี้ชะตาว่า อินโดนีเซียจะก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจใหม่ของศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่


จากเถ้าถ่านอาณานิคมสู่ชาติเอกราช

ประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียเปรียบเสมือนบทกวีแห่งความอดทนและการต่อสู้ยาวนานกว่า 350 ปี ภายใต้การปกครองของดัตช์ ซึ่งถูกกดทับด้วยเงาของจักรวรรดิยุโรป ทรัพยากรล้ำค่าถูกรีดเร้นไม่หยุดหย่อน ทั้งเครื่องเทศ กาแฟ น้ำมัน และแร่ธาตุหายาก เพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของเจ้าอาณานิคมขณะที่ผู้คนที่เป็นเจ้าของแผ่นดินกลับต้องจมอยู่ในความยากไร้

แต่ทุกการกดขี่ก่อให้เกิดพลังต่อต้าน การลุกฮือในสุมาตรา ชวา จนถึงสุลาเวสี ได้บ่มเพาะ “จิตสำนึกแห่งชาติ” ขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม 1945 เพียงไม่กี่วันหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ เสียงประกาศเอกราชจากซูการ์โน และ โมฮัมหมัด ฮัตตา ก็ดังก้องไปทั่วหมู่เกาะแห่งนี้ คำประกาศนั้นไม่เพียงท้าทายดัตช์ แต่ยังปลุกเร้าความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนหลายร้อยเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ให้ผนึกกำลังเป็น “ชาติเดียว”
คำขวัญ “Bhinneka Tunggal Ika” (ความหลากหลายแต่เป็นหนึ่งเดียว) จึงไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำสวยหรู แต่คือหลักการก่อร่างสร้างรัฐสมัยใหม่ของอินโดนีเซีย การรวมหมู่เกาะกว่า 17,000 เกาะ และผู้คนกว่า 300 กลุ่มชาติพันธุ์เข้าด้วยกันภายใต้ธงชาติลายแดง–ขาว คือปาฏิหาริย์ทางการเมืองที่ต้องอาศัยทั้งความมุ่งมั่นและการต่อสู้ไม่หยุดยั้ง
อินโดนีเซียยังเดินบนเส้นทางที่ไม่ง่าย จากการเผชิญสงครามประกาศเอกราช (1945–1949) ที่เต็มไปด้วยการเสียเลือดเนื้อ ก่อนที่เนเธอร์แลนด์จะจำใจยอมรับอธิปไตยใหม่ ไปจนถึงการสร้างชาติท่ามกลางความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเปราะบางทางการเมือง
ทว่า 80 ปีหลังการประกาศเอกราช อินโดนีเซีย ประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสมาชิกอาเซียน กำลังถูกจับตาในฐานะพลังใหม่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทสำคัญบนเวทีโลก

หลังเอกราช…จากซูการ์โนสู่ซูฮาร์โต

เมื่ออินโดนีเซียประกาศเอกราชในปี 1945 เส้นทางสู่ความเป็นรัฐชาติยังเต็มไปด้วยความปั่นป่วน
โดยอินโดนีเซียผ่านช่วงเวลาแห่งความฝันและวิกฤตที่หล่อหลอมชาติ ตั้งแต่การต่อสู้เพื่อเอกราชจนถึงการสร้างรัฐสมัยใหม่ ยุคซูการ์โน (1945–1967) เป็นช่วงเวลาแห่งพลังอุดมการณ์และชาตินิยม หลังประกาศเอกราช ซูการ์โนใช้สัญลักษณ์แห่งชาติและความฝันในการรวมชาติเป็นแรงขับเคลื่อนสังคมและการเมือง แม้ประชาชนจะหลงใหลในอุดมการณ์แห่งความเป็นเอกราชและเอกลักษณ์ แต่ประเทศเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูง ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง และความตึงเครียดทางสังคม ทำให้เศรษฐกิจยังไม่มั่นคงและการพัฒนาช้ากว่าที่คาด

ต่อมา ในยุคซูฮาร์โต (1967–1998) อินโดนีเซียเข้าสู่ช่วงการพัฒนาภายใต้การบริหารเข้มงวด ที่แทบไม่ต่างจากเผด็จการ มุ่งเน้นความมั่นคงและการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลใช้ทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้ GDP เติบโตอย่างรวดเร็ว การส่งออกพลังงานเพิ่มขึ้น ประชาชนบางกลุ่มมีรายได้ดีขึ้นและเกิดชนชั้นกลางใหม่ แต่ด้านมืดของยุคนี้คือการทุจริตเชิงระบบ การจำกัดเสรีภาพสื่อและการเมือง รวมถึงการปราบปรามผู้เห็นต่าง สะสมความตึงเครียดและความไม่พอใจในสังคม
ขณะที่วิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ค่าเงินรูเปียห์ร่วงอย่างรุนแรง ธุรกิจล้มละลาย ประชาชนตกอยู่ในความยากจนและความไม่พอใจลุกฮือทั่วประเทศ ทำให้อำนาจของซูฮาร์โตสิ้นสุดลงและเปิดทางให้ระบบประชาธิปไตยแบบใหม่ถือกำเนิด อินโดนีเซียเข้าสู่ยุคปฏิรูป (Reformasi) ที่เน้นการกระจายอำนาจ เสรีภาพทางการเมือง การสร้างสถาบันประชาธิปไตย และความโปร่งใสในบริหารราชการ แม้เส้นทางนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็วางรากฐานให้ประเทศก้าวสู่การเป็นประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน

สมาชิกดาวเด่นของอาเซียนและบทบาทภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน (1967) ร่วมกับไทย และนับแต่นั้นมาได้ทำหน้าที่เสมือน “พี่ใหญ่” ของอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยปัจจัยหลายประการคือ 

ขนาดประชากร : อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 285 ล้านคน (มากที่สุดในอาเซียน และเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากอินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกา)
ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ : อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีพื้นที่กว่า 1.9 ล้านตารางกิโลเมตร และมีเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ ความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก ทั้งในด้านพลังงาน แร่ธาตุ และทรัพยากรชีวภาพ อินโดนีเซียเคยเป็นสมาชิก OPEC (จนถึงปี 2016) และแม้การผลิตน้ำมันจะลดลงเมื่อเทียบกับอดีต แต่ยังคงเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายสำคัญของโลก โดยมีแหล่งสำคัญกระจายอยู่ที่ กาลิมันตัน สุมาตรา และปาปัว ซึ่งเป็นเสาหลักของรายได้จากการส่งออก 
นอกจากนี้อินโดนีเซียยังเป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะถ่านหินคุณภาพสูงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า มีตลาดหลักคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ การส่งออกถ่านหินสร้างรายได้มหาศาลต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ถูกวิจารณ์เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงเท่านี้ยังมีป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่ป่าดิบชื้นของอินโดนีเซียถือเป็นปอดของเอเชีย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 50% ของประเทศ เต็มไปด้วยไม้มีค่า เช่น ไม้สัก ไม้สักทอง ไม้ยูคาลิปตัส และปาล์มน้ำมันที่เป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันการทำไม้และการขยายพื้นที่เพาะปลูกก็ทำให้เกิดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และหมอกควันไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาข้ามพรมแดน
ขณะเดียวกันอินโดนีเซียยังเป็นผู้ผลิตนิกเกิลอันดับหนึ่งของโลก ครองสัดส่วนกว่า 40% ของการผลิตโลก นิกเกิลเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิต แบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ทำให้อินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโลก
นอกจากนิกเกิลแล้ว อินโดนีเซียยังอุดมไปด้วยดีบุก ทองแดง ทองคำ และโคบอลต์ ในปริมาณมาก โดยรัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายห้ามส่งออกสินแร่ดิบ เพื่อดึงดูดการลงทุนในโรงงานแปรรูปและอุตสาหกรรมขั้นปลาย
ที่สำคัญอินโดนีเซียไม่เพียงแต่เป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากร แต่ยังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่างการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีใหม่
ที่ตั้งยุทธศาสตร์ : อินโดนีเซียตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ครอบคลุมพื้นที่หมู่เกาะยาวกว่า 5,000 กิโลเมตรจากตะวันตกจรดตะวันออก ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป เส้นทางเดินเรือที่ผ่านอินโดนีเซียถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก สินค้าที่ขนส่งระหว่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ล้วนต้องผ่านน่านน้ำเหล่านี้ อินโดนีเซียยังมีช่องแคบสำคัญหลายแห่งที่เป็นจุดคอขวดของการค้าโลก เช่น ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่คับคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เชื่อมจีนและญี่ปุ่นกับตะวันออกกลางและยุโรป รวมถึงช่องแคบซุนดาและช่องแคบลอมบอก ซึ่งเป็นเส้นทางทางเลือกที่เรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าจะใช้หากช่องแคบมะละกามีความแออัดหรือถูกปิดกั้น 

Losari Beach the Icon for the City of Makassar – South Sulawesi – Indonesia
เส้นทางเหล่านี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพเรือของมหาอำนาจโลกจับตามอง เพราะผู้ที่ควบคุมเส้นทางเหล่านี้สามารถกำหนดทิศทางการค้าระดับโลกได้ การที่กว่า 40% ของการค้าทางทะเลโลกต้องผ่านน่านน้ำอินโดนีเซีย โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางที่ถูกขนส่งไปยังจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ผ่านช่องแคบมะละกา ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งในด้านพลังงานและการค้าระหว่างทวีป การตั้งอยู่กึ่งกลางเส้นทางเดินเรือสำคัญยังทำให้อินโดนีเซียเป็นพื้นที่แข่งขันอิทธิพลของมหาอำนาจโลก จีนผลักดันยุทธศาสตร์ “สายแถบและเส้นทาง” (BRI) และต้องการให้น่านน้ำในภูมิภาคปลอดภัยต่อการขนส่งพลังงาน ขณะที่สหรัฐฯ มีนโยบาย “อินโด-แปซิฟิกเสรีและเปิดกว้าง” (FOIP) เพื่อถ่วงดุลจีนและใช้กองทัพเรือในภูมิภาคปกป้องเส้นทางเดินเรือ ส่วนญี่ปุ่นและอินเดียก็มีผลประโยชน์ด้านความมั่นคงทางพลังงานในเส้นทางเหล่านี้เช่นกัน ทำให้อินโดนีเซียมีทั้งอำนาจต่อรองและบทบาทสำคัญในเวทีเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก
ในระดับโลก อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเสียงสำคัญในองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) อีกทั้งยังเป็นชาติเดียวในอาเซียนที่เป็นสมาชิก G20 แสดงถึงสถานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่และบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

อินโดนีเซียในปัจจุบัน : เสือเศรษฐกิจและพลังใหม่ของเอเชีย

อินโดนีเซียวันนี้คือหนึ่งในเสือเศรษฐกิจที่กำลังตื่นตัวที่สุดของเอเชีย ด้วย GDP ราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (อันดับ 16 ของโลก) และมีแนวโน้มก้าวสู่ Top 10 ภายในทศวรรษหน้า การเติบโตนี้ไม่ได้เกิดจากการพึ่งพาเพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขับเคลื่อนโดย เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น 
  • Gojek (แอปพลิเคชันซูเปอร์แอปด้านการขนส่งและบริการเรียกรถ, ส่งอาหาร, และบริการชำระเงิน)
  • Tokopedia (แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับซื้อขายสินค้าออนไลน์)
  • Traveloka (แพลตฟอร์มจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และบริการท่องเที่ยว)
  • Bukalapak (แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กและผู้ค้ารายย่อย)
บริษัทเหล่านี้ไม่เพียงพลิกโฉมวิถีชีวิตคนเมือง แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และดึงดูดการลงทุนต่างชาติอย่างมหาศาล

อินโดฯ ฝันใหญ่สร้างเมืองหลวงใหม่ แต่อนาคตของนูซันตารายังเต็มไปด้วยคำถาม

เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และภาวะทรุดตัวของจาการ์ตาที่มีความเสี่ยงจะจมทะเล รัฐบาลอินโดนีเซียจึงกำลังสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ชื่อ “นูซันตารา” บนเกาะกาลีมันตัน เมืองหลวงแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางการบริหารราชการเท่านั้น แต่ยังตั้งอยู่บนทำเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ สามารถเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียและมหาสมุทรสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นูซันตาราถูกออกแบบให้เป็นเมืองอัจฉริยะที่เน้นความยั่งยืนและคุณภาพชีวิตของประชาชน ระบบคมนาคมสาธารณะใช้พลังงานไฟฟ้า อาคารต่างๆ ถูกสร้างขึ้นตามมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจรช่วยให้การบริหารเมืองและบริการสาธารณะมีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ การวางผังเมืองยังรวมถึงสำนักงานราชการ สถาบันการศึกษา และเขตเศรษฐกิจใหม่ อย่างครบวงจร ทำให้เมืองหลวงแห่งใหม่นี้ไม่ใช่เพียงศูนย์กลางทางการเมือง แต่ยังเป็นขุมพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมของประเทศด้วย

การสร้างนูซันตาราสะท้อนถึงความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของอินโดนีเซีย ในการก้าวสู่ประเทศสมัยใหม่ การผสานระหว่างการวางแผนเมืองอัจฉริยะกับการพัฒนาที่ยั่งยืน จะช่วยลดความแออัดและปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองเก่า พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่บนเวทีโลกว่า อินโดนีเซียกำลังก้าวสู่อนาคตด้วย นวัตกรรม เทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ การก่อสร้างนูซันตาราเริ่มต้นในปี 2022 โดยมีการจัดสรรงบประมาณกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2045 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีของอินโดนีเซีย
ในช่วงปลายปี 2024 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้จัดสรรงบประมาณ 48.8 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 2,980 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) สำหรับระยะที่ 2 ของโครงการ และได้ประกาศให้นูซันตาราเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์ระดับชาติระหว่างปี 2025–2029
นูซันตารามีพื้นที่ประมาณ 2,561 ตารางกิโลเมตร และคาดว่าจะมีประชากรประมาณ 490,000 คน โดยมีการวางแผนระบบขนส่งสาธารณะอย่างครบวงจร รวมถึงรถไฟฟ้าใต้ดิน ระบบขนส่งมวลชนแบบ Bus Rapid Transit (BRT) และรถมินิบัสอัตโนมัติ

กระนั้น นูซันตาราก็ถูกตั้งคำถามว่านี่คือเมืองหลวงใหม่อินโดนีเซียหรือเมืองร้าง? ความไม่เร่งด่วนของประธานาธิบดีปราโบโวทำให้อนาคตนูซันตารากลายเป็นคำถามคาใจของใครหลายคน
การตัดสินใจของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ไม่จัดงานเฉลิมฉลองวันชาติอินโดนีเซีย ในวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ที่นูซันตารา ทำให้นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยถึงอนาคตของเมืองหลวงใหม่แห่งนี้
ในปีที่แล้ว นูซันตาราเต็มไปด้วยความคึกคัก ขณะที่ทีมงานก่อสร้างทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับเจ้าหน้าที่ระดับสูง นักการทูต และสื่อมวลชน แม้จะเจอปัญหาที่พักและโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐาน แต่เมืองหลวงใหม่ก็สามารถจัดงานวันชาติครั้งแรกได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ปีนี้งานเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีอินโดนีเซียจะกลับไปจัดที่พระราชวังเมอร์เดกา กรุงจาการ์ตา ซึ่งการย้ายงานกลับสู่จาการ์ตา สอดคล้องกับท่าทีของปราโบโวที่ดูไม่สนใจนูซันตาราอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดคำถามจากนักวิเคราะห์และพรรคการเมืองหลายฝ่าย
ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
นักวิจารณ์เตือนว่า การละเลยนูซันตาราอาจสร้างแรงเสียดทานทางการเมืองต่อปราโบโวก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2029 และอาจลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อโครงการนี้
อันที่จริงโครงการนี้เจอแรงต้านตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้างในปี 2022 เพราะนักสิ่งแวดล้อมกังวลเรื่องระบบนิเวศป่าไม้ ขณะที่ชนพื้นเมืองกลัวถูกย้ายหรือสูญเสียวิถีชีวิต และผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ข้าราชการจาการ์ตา ผู้ถูกคาดหวังให้ย้ายไปนูซันตารา ก็ไม่เต็มใจ ยกตัวอย่างผลสำรวจปี 2019 พบว่า 94% ของข้าราชการยินดีลาออกหรือเกษียณก่อนกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงการย้าย
กฎหมายเมืองหลวงใหม่ถูกประกาศในปี 2022 แต่รายละเอียดเรื่องเวลาย้ายจริงยังรอประกาศในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งประธานาธิบดีปราโบโวยังไม่ลงนาม

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปราโบโวตระหนักดีว่าโครงการนี้มีข้อถกเถียงและไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากนัก จึงไม่มีกดดันให้รีบย้ายเมืองหลวง
สำหรับวันชาติปีนี้ของแดนอิเหนา ไม่ได้เป็นเพียงขบวนพาเหรดและเทศกาลสีสันสดใส แต่เป็นข้อความเชิงพันธกิจของทุกคนในอินโดนีเซีย ตั้งแต่ผู้นำรัฐบาล นักเรียน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงครูและประชาชนทั่วไป ธีมปีนี้ชวนให้ขาวอินโดนีเซียขบคิดว่าพวกเขาจะเชิดชูการเสียสละในปี 1945 พร้อมสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้อย่างไร?
เป็นการมองไกลกว่าข่าวพาดหัวสู่การเปลี่ยนแปลงรุ่นต่อรุ่น…คุณย่าที่บาหลีมั่นใจว่าหลานๆ จะมีโอกาสดีกว่า โปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ในสุราบายาเชื่อว่านวัตกรรมของพวกเขาสามารถเปลี่ยนโลกได้ และเกษตรกรที่เปิดรับเทคนิคใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ไปพร้อมๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

ในวัย 80 ปี อินโดนีเซียจึงไม่ได้เพียงเฉลิมฉลองการอยู่รอดเท่านั้น แต่ยังฉลองการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ “รวมเป็นหนึ่ง มีเอกราช ประชาชนมั่งคั่ง อินโดนีเซียก้าวหน้า” นี่คือบทสรุปของชาติที่เรียนรู้จากอดีต รับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน และไม่ยอมให้ใครมากำหนดอนาคตของตน
นี่ไม่ใช่เพียงแค่ห้วงเวลาแห่งการรำลึกเอกราช แต่คือสัญญาณบ่งชี้ชีพจรชีวิตของอินโดนีเซียยุคใหม่ ประเทศที่ตระหนักถึงเส้นทางที่ผ่านมา ให้คุณค่ากับปัจจุบัน และมีแผนการที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ ท่ามกลางอุปสรรคนานัปการ 

ที่มา :