บทวิเคราะห์: “เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป” ไตรลักษณ์แห่งนวัตกรรม CD เพลง “ก่อกำเนิด-รุ่งเรือง-โรยรา”

James Russell นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนสร้าง CD ขึ้นเป็นคนแรกของโลก

เขาคือผู้คิดค้นสื่อบันทึกเสียงที่เป็นทางเลือกใหม่มาแทนที่แผ่นเสียงที่เก็บรักษาและดูแลยาก นั่นคือ การก่อกำเนิดของ CD เพลงที่ทนทาน ขนย้ายง่าย และราคาย่อมเยาว์กว่าในเชิงพาณิชย์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง James Russell เป็นคนแรกที่ยื่นจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยี Laser การบันทึกเสียงแบบ Digital และแผ่น Optical Disc ในปี ค.ศ. 1966
ต่อมาในปลายทศวรรษ 1970 บริษัท Philips และบริษัท Sony ได้ซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยี CD จาก James Russell
โดยแผ่น CD เชิงพาณิชย์แผ่นแรก เป็นการบันทึกเสียงเพลง Waltz ของ Chopin ที่บรรเลงโดยนักเปียโน Claudio Arrau ได้รับการเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1980

แม้จะมีบางกระแสข่าวกล่าวว่า CD เพลงแผ่นแรกเป็นผลงานของ Billy Joel อัลบั้ม 52nd Street

และบางกระแสข่าวก็บอกว่า อัลบั้ม The Visitors ของวง ABBA เป็น CD เพลงชุดแรกที่ออกวางจำหน่าย

ซึ่งก่อนหน้านั้น มีการทดสอบการบันทึกเสียงที่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1979 และสำเร็จเสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 1980 โดยสถานีวิทยุ BBC ได้สาธิตการใช้เล่นแผ่น CD อัลบั้ม Living Eyes ของวง Bee Gees
โดยเครื่องเล่น CD เครื่องแรก คือยี่ห้อ Sony ชื่อรุ่นว่า CDP-101 วางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในปี ค.ศ. 1980 พร้อมกับการวางจำหน่าย CD เพลงแผ่นแรก

จากนั้น นักฟังเพลงทั่วทุกมุมโลกต่างให้ความนิยมชมชอบ CD เป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผ่น CD ในยุคแรกๆ ผลิตจากโรงงาน 2 แห่ง คือโรงงานของ Philips และ Sony
ก่อนที่จะมีการปรับปรุงกระบวนการผฃิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แผ่น CD ในตอนนั้น มีราคาแผ่นละ 30 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 บาท) เมื่อผู้ผลิตขยายตัวมากขึ้น ราคา CD ได้ลดลง เพราะเครื่องเล่น CD ก็มีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
เช่น Hitachi ได้เปิดตัวเครื่องเล่น CD ในปี ค.ศ. 1982 อย่างไรก็ดี ยอดขาย CD ส่วนใหญ่ตกเป็นของ Sony ที่มีลิขสิทธิ์เพลงอยู่ในมือ ต่างจากบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ โดย Sony มียอดขายแผ่น CD มากถึง 20,000 แผ่นในปีแรก หรือปี ค.ศ. 1982
โดย CD ได้เข้ามาแทนที่ Cassette Tape อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าในช่วงแรกจะมีเพียง CD ที่เป็นแบบอ่านอย่างเดียว แต่ต่อมาเทคโนโลยีก็อนุญาตให้ผู้ใช้บันทึกข้อมูลลงในแผ่น CD ได้เช่นกัน
และเมื่อสิ้นสุดทศวรรษ 1980 CD หรือ Compact Disc ได้กลายมาเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการบันทึกเสียงตราบจนปัจจุบัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน ที่ CD ได้ผ่านยุครุ่งเรืองจากทศวรรษที่ 1980 จนถึงทศวรรษที่ 2010 ที่ทุกวันนี้ CD อยู่ในช่วงโรยราสุดๆ เห็นได้จากราคาแผ่น CD มือสองที่เคยเฟื่องฟู บางแผ่นหลักพัน หลักหลายพัน บางแผ่นแตะหลักหมื่น เหลือเพียงหลักร้อย
สิ่งพิมพ์นั้นลงหลุมไปก่อนเพื่อนหลายปีแล้ว ภาพยนตร์ก็อยู่ในห้อง ICU ส่วนดนตรีหมอกำลังหาเตียงให้ Admit
อันที่จริง สัญญาณไฟไหม้วงการ CD มิได้ปรากฏขึ้นครั้งแรกจากกรณีการปิดตัวของแผนก CD ที่ B2S เพราะวงการ CD นอนหยอดน้ำข้าวต้มมาแล้วนับเป็นเวลาเกือบ 20 ปี
เริ่มจาก ปัญหาเทปผี CD เถื่อน ตามมาด้วย MP3 ละเมิดลิขสิทธิ์ และการเกิดขึ้นของ Napster ตามมาด้วย Bit Torrent และซ้ำดาบสองด้วยเทคโนโลยี Streaming หรือการทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของการฟังเพลงบน YouTube
ดังนี้ ร้าน CD น้อยใหญ่ที่เคยเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของบรรดาคอเพลง ค่อยๆ ทยอยล้มหายตายจากไป เริ่มจาก Tower Record และร้าน CD ตามห้างสรรพสินค้าที่สู้ค่าเช่า และแบกภาระค่าจ้างพนักงานเอาไว้ไม่ไหว
เมื่อเทียบรายรับหรือยอดขายที่เข้ามาน้อยนิดกับรายจ่ายที่ต้องควักออกเป็นประจำทุกสิ้นเดือน ร้าน CD ระดับตำนานในรูปแบบ Stand Alone ที่พลอยถูกหางเลขไปด้วย
เพราะแม้ค่าเช่าค่าออนจะน้อยกว่าร้าน CD แฟรนไชส์ที่เช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้า หรือพนักงานขายก็มีน้อยหรือแทบไม่มี เพราะเจ้าของร้านขายเอง
แต่ด้วยยอดขาย CD ที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ ก็ทำให้หลายรายปรับหน้าร้านขายของอย่างอื่น เช่น ขายกาแฟ ขนม หรืออาหาร บางเจ้าก็หันไปทำธุรกิจอื่น หรือบางเจ้าก็ปิดไปเลยก็มี
แม้ช่วง 10 ปีให้หลังมานี้ กระแสของแผ่นเสียงจะกลับมา บวกกับเทปอีกนิดหน่อย จะมีส่วนกระตุ้นให้ร้าน CD พอจะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่มันก็เป็นเพียงแรงกระตุ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เพราะทุกวันนี้ แม้วงการแผ่นเสียง และเทปจะกลับมาเฟื่องฟู เมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ทว่า มาถึงปีนี้ก็เริ่มที่จะซบเซาเช่นกัน เห็นได้จาก มีแผ่นเสียง และเทปจำนวนมากที่ถูกกักตุนเอาไว้ขายเก็งกำไร เช่น คาราบาว เต๋อ อัสนี-วสันต์ ได้ทยอยถูกปล่อยของ แยกแผ่นใน Boxset ออกมาขายเดี่ยวๆ
หลังจาก B2S แผนกขาย CD ทยอยปิดตัวลงทีละสาขาในห้าง Central ผมตรวจสอบสถานการณ์ร้านขาย CD พบว่า เหลือร้านอยู่น้อยมาก โดยเฉพาะย่านคลองถมที่เคยเป็นแหล่งค้าขาย CD ใหญ่ที่สุด ทั้งขายปลีก และขายส่งเหลือ 0 ร้าน
โดยเฉพาะทุกวันนี้ CD เพลงสากล จากเดิมที่เคยผลิตในบ้านเรา ปัจจุบันใช้วิธี Import แผ่นเข้ามาจากต่างประเทศโดยตรง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายหลายๆ อย่าง
นัยว่าเป็นการลดต้นทุนบางอย่างในทางอ้อม เพื่อให้วงการ CD เพลงสากลเดินต่อไปได้
ส่วนวงการ CD เพลงไทย ก็นานๆ จะมีอัลบั้มใหม่ออกมาสักที ทั้งค่ายใหญ่ค่ายเล็ก และส่วนมากก็มักจะทำรายได้จากการขายตรงผ่าน Social Media กันเป็นหลัก
ดังนั้น การปิดแผนกขาย CD เพลง ของ B2S ยักษ์ใหญ่ในวงการร้านขาย CD เสมือนคำประกาศการปิดฉากตำนาน CD เพลงในเมืองไทย
เพราะร้าน CD ทั้งร้าน Franchise และร้านรายย่อยที่มีอยู่เดิมล้วนมีสภาพที่ไม่ต่างไปจาก B2S ก่อนปิดตัว นั่นคือ ยอดขาย CD ไม่พอกับค่าใช้จ่ายของร้าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า กรณีศึกษาสำคัญ นอกจาก B2S ก็คือ แมงป่อง ที่ทยอยปิดสาขาในห้างมากว่า 10 ปีแล้ว ร้าน Boomerang ก็ปิดไปหลายสาขา ร้าน CAP Music ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการขาย CD เพลงมาเป็นค่ายเพลง
ร้านเล็กร้านน้อยหรือร้าน Stand Alone ที่มีฐานลูกค้าของตัวเอง เช่น น้องท่าพระจันทร์ Musicland PaPaPu MenuPleng ยังพอยืนหยัดต่อไปได้ด้วยการปรับตัว
บางร้านเพิ่มสินค้าแผ่นเสียงเข้ามา บางร้านก็เพิ่มเทป และบางร้านก็มี CD มือสอง หรือ CD นำเข้าจากต่างประเทศโดยตรง
แต่ร้าน CD จะอยู่ได้ แบบเลี้ยงรอบบิลให้มีสภาพคล่อง แน่นอนว่า ต้องมี CD ใหม่ๆ มาวางขาย ซึ่งในขณะนี้ สถานการณ์น่าจับตามองไปที่ค่ายแกรมมี่ที่ถือว่าเป็นผู้ผลิต CD รายใหญ่ที่สุดของไทย
ซึ่งในช่วงหลัง CD ของแกรมมี่ออกมาน้อยจนผิดสังเกต RS นั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะเลิกผลิต CD มาร่วม 20 ปีแล้ว ค่ายเพลงอื่นๆ ก็ล้มหายตายจาก จนไม่อาจนับว่ายังทำธุรกิจขาย CD คงเหลือแต่ค่าย Indy หรือศิลปินอิสระที่ทำ CD ขายเอง
ค่ายเพลงหนึ่งซึ่งมีปริมาณ CD ที่น่าสนใจคือ “แม่ไม้เพลงไทย” ได้เลิกผลิต CD นี่คือสัญญาณอันตรายของวงการ CD ไทยสัญญาณหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งหากเป็นจริง เราคงเหลือแกรมมี่เจ้าเดียวที่ยังผลิต CD กับนิธิทัศน์ และรถไฟดนตรีอีกนิดหน่อย
และเมื่อถึงวันที่ทุกค่ายเลิกผลิต CD ผมคิดว่า CD จะกลายเป็น Niche Market ที่ผลิตจำนวนน้อย และเปิดให้แฟนเพลงจองเอาไปเก็บมากกว่าเปิดฟัง
และ CD เพลง จะกลายเป็น “ของหายาก” ครับ!