“สิงคโปร์” เร่งใช้ปัญญาประดิษฐ์เต็มสูบ ผนึกกำลัง OpenAI พลิกโฉมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วย AI ขั้นสูง

ขณะนี้สิงคโปร์เดินหน้าสู่อนาคตการท่องเที่ยวอัจฉริยะด้วย AI ผ่านความร่วมมือกับ OpenAI โดยมีการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (STB) และ Singapore Airlines (SIA) เป็นกำลังหลัก ยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวอย่างล้ำลึก

ในโลกยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดอย่างไม่หยุดยั้ง สิงคโปร์ได้ตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมระดับภูมิภาคและระดับโลกอีกครั้ง ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board – STB) และ OpenAI ผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่าง ChatGPT ความร่วมมือนี้นับเป็นก้าวย่างสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี AI ขั้นสูง (Advanced AI) อย่างมีวิสัยทัศน์และความรับผิดชอบ

AI กับการท่องเที่ยว เมื่อเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่คือผู้ร่วมออกแบบประสบการณ์

ด้วยเป้าหมายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เท่าทันกับโลกยุคใหม่ STB ตั้งเป้าหมายในการนำ AI มาปรับใช้กับทุกมิติของการเดินทาง ตั้งแต่การปรับแต่งประสบการณ์นักท่องเที่ยวให้ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล (personalization) ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (insights) เพื่อสนับสนุนการวางกลยุทธ์ทางการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ เทคโนโลยีของ OpenAI ยังสามารถนำมาใช้สร้างระบบแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ บริการผู้ช่วยทางภาษา การเล่าเรื่องผ่าน AR/VR เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์เสมือนจริง (immersive storytelling) รวมถึงการสร้างหุ่นยนต์ช่วยให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวในสนามบิน โรงแรม หรือจุดบริการต่างๆ และแม้ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังคงรักษาหัวใจของการบริการแบบมนุษย์ไว้เช่นเคย

การท่องเที่ยวสิงคโปร์กับพันธกิจ “Tourism 2040”

Jordan Tan Chief Technology Officer แห่ง STB ระบุชัดว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องโดยตรงกับแผนระยะยาว Tourism 2040 ที่มุ่งหวังจะสร้างระบบนิเวศทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
“เรามองว่า AI จะเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคต โดยเฉพาะในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวให้เป็นแบบส่วนบุคคลและสร้างความประทับใจจนอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง” Jordan กล่าว
การทดลองใช้เครื่องมือ AI และหุ่นยนต์ในบริบทจริง เช่น การนำ ChatGPT มาฝังไว้ในช่องทางดิจิทัลของ STB หรือแอปพลิเคชันของผู้ประกอบการ จะช่วยประเมินทั้งโอกาสและความท้าทาย เพื่อวางแผนการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในวงกว้างในอนาคต

OpenAI พลังสมองกลที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในโลกจริง

ในอีกฟากหนึ่ง Oliver Jay, Managing Director of International จาก OpenAI ย้ำถึงความสำคัญของการที่รัฐบาลและหน่วยงานระดับประเทศเปิดรับนวัตกรรม
“สิงคโปร์เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมมาโดยตลอด และเราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญนี้ เราเชื่อว่าเทคโนโลยี AI จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านความสะดวก ความประทับใจ และความรู้สึกส่วนตัวที่ตอบโจทย์ความต้องการในยุคใหม่” Jay กล่าว

“สิงคโปร์” จุดหมายปลายทางที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

แม้เป็นประเทศเกาะขนาดเล็ก แต่สิงคโปร์สามารถพลิกข้อจำกัดให้เป็นจุดแข็งในฐานะ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลจาก STB ระบุว่าในปี 2024 สิงคโปร์ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 13.6 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 24,500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 619,360 ล้านบาท) โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย, จีน, มาเลเซีย, ออสเตรเลีย และอินเดีย
ขณะเดียวกัน การเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เช่น Sentosa-Southern Gateway, Mandai Eco Precinct และ Singapore Grand Prix Night Race ตลอดจนการลงทุนด้าน Digital Transformation ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิงคโปร์ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ
สำหรับปี 2025 ข้อมูลในไตรมาสแรกบ่งชี้ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ลดลงเล็กน้อย 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 8,070 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว
204,730 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมจะยังคงเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเกือบแตะ 16 ล้านคนในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดในปี 2019 ถึง 9.6% 
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2040 โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ระหว่าง 47,000-50,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 1.188 – 1.264 ล้านล้านบาท) โดยเน้นกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจและตลาด MICE (การประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การจัดประชุมสัมมนา และนิทรรศการ)

สิงคโปร์กับภาพฝันแห่งอนาคตที่เป็นจริงด้วย AI

การร่วมมือระหว่าง STB และ OpenAI เป็นมากกว่าการลงนามในเอกสาร หากแต่คือการวางหมากของอนาคต ที่ผสานวิสัยทัศน์และ เทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างลงตัว สิงคโปร์ไม่ได้เพียงต้องการเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนเดินทางมาเที่ยว แต่ต้องการเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวอยากกลับมาสัมผัสซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ด้วยพลังของ AI สิงคโปร์กำลังออกแบบอนาคตการท่องเที่ยวใหม่ ที่ชาญฉลาด เป็นมิตร และเต็มไปด้วยความเป็นส่วนตัว พร้อมเปิดประตูสู่ยุคใหม่ที่นักท่องเที่ยวไม่เพียงมาเยือน แต่รู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของสิงคโปร์จริงๆ

ศักยภาพไร้ขอบเขตของ Advanced AI กำลังเขย่าโลกใบเดิม

Advanced AI คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถทำงานได้อย่างซับซ้อนและมีความสามารถใกล้เคียงกับมนุษย์หรือเหนือกว่าในบางด้าน แตกต่างจาก AI ทั่วไปตรงที่มันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การทำงานตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่สามารถเรียนรู้ เข้าใจ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองผ่าน Big Data และการใช้เทคนิคขั้นสูงต่างๆ
คุณสมบัติหลักของ Advanced AI ได้แก่
  •  การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-learning) ไม่ต้องถูกโปรแกรมใหม่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด สามารถปรับตัวและเรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา
  • การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) เข้าใจและสร้างภาษาของมนุษย์ได้เหมือนกับที่คนคุยกัน สามารถวิเคราะห์ความรู้สึก (sentiment analysis) และตอบโต้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  • การมองเห็นของคอมพิวเตอร์ (Computer Vision) เข้าใจและตีความรูปภาพ วิดีโอ และข้อมูลภาพอื่นๆ ได้ สามารถจดจำใบหน้าวัตถุ และวิเคราะห์ฉากต่างๆ ได้
  • การตัดสินใจที่ซับซ้อน (Complex Decision-making) สามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลายมิติเพื่อตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อน เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การวินิจฉัยทางการแพทย์ หรือการขับเคลื่อนยานพาหนะอัตโนมัติ
ตัวอย่างการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่
  • รถยนต์ไร้คนขับ ใช้ Advanced AI ในการวิเคราะห์สภาพถนน จดจำสัญญาณไฟ และคาดการณ์การเคลื่อนที่ของยานพาหนะคันอื่นเพื่อนำทางได้อย่างปลอดภัย
  • ระบบแนะนำสินค้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ ใช้ AI วิเคราะห์ประวัติการซื้อและพฤติกรรมการเรียกดูของผู้ใช้เพื่อแนะนำสินค้าที่ตรงใจ
  • ผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistants) เช่น Siri หรือ Google Assistant ใช้ NLP เพื่อตอบคำถามและทำงานตามคำสั่งด้วยเสียง
  • การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ AI สามารถวิเคราะห์ภาพสแกน MRI หรือ CT-Scan เพื่อช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

ความร่วมมือระหว่าง Singapore Airlines และ OpenAI จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมการบิน และโอกาสในการส่งเสริมการท่องเที่ยวสิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ Singapore Airlines (สิงคโปร์ แอร์ไลนส์) หนึ่งในองคาพยพสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสิงคโปร์ก็ได้ประกาศความร่วมมือกับ OpenAI เช่นกัน
ในโลกที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ การจับมือกันระหว่าง Singapore Airlines (SIA) กับ OpenAI ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมการบินด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Generative AI ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งข้อความ เสียง แผนภาพ และวิดีโอ นี่ไม่ใช่เพียงการยกระดับบริการของสายการบิน แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ในระดับโลก

ประยุกต์ใช้ Generative AI เพื่อประสบการณ์ลูกค้าที่ไร้รอยต่อ

หนึ่งในโครงการนำร่องของความร่วมมือครั้งนี้ คือการพัฒนาผู้ช่วยเสมือนอัจฉริยะ (AI-powered Virtual Assistant) บนเว็บไซต์ของ SIA ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น โดยจะต่อยอดจากฟีเจอร์เดิมอย่างระบบแนะนำเที่ยวบิน (Flight Recommender) ให้กลายเป็นเครื่องมือที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าแบบเจาะลึก มีความเป็นส่วนตัวสูง และโต้ตอบได้อย่างชาญฉลาด
AI นี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวก ตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงข้อมูลที่เหมาะสม ทันเวลา และตรงจุด โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการตนเอง (Self-Service) และสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ราบรื่นตั้งแต่เริ่มต้นการจองจนถึงการเดินทาง
ในด้านการดำเนินงานภายในองค์กร SIA ยังได้นำ AI เข้ามาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของพนักงาน โดยเฉพาะการใช้ผู้ช่วยเสมือนอัจฉริยะในการลดภาระงานประจำ เช่น การให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาตามกรณีศึกษาที่เคยเกิดขึ้น การจัดสรรตารางปฏิบัติงานของลูกเรือ (Crew Scheduling) ที่ต้องคำนึงถึงข้อบังคับ กำลังคน และข้อจำกัดด้านการปฏิบัติการ
AI รุ่นใหม่ที่สามารถเข้าใจข้อมูลหลายรูปแบบนี้ จะช่วยให้พนักงานสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถมุ่งเน้นไปที่ภารกิจสำคัญที่ต้องใช้ความสามารถของมนุษย์อย่างแท้จริ

จอร์จ หวัง (George Wang) รองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของ SIA ได้เน้นย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของสายการบินที่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ขณะที่โอลิเวอร์ เจย์ (Oliver Jay) กรรมการผู้จัดการ OpenAI ต่างประเทศ ยืนยันว่า SIA เป็นพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุดในการนำ AI ไปใช้ในการปรับเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางและปรับปรุงการดำเนินงานให้ซับซ้อนน้อยลง
การพัฒนาเทคโนโลยีในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในองค์กร หากแต่มองให้ลึกกว่านั้น ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ในมิติใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
  • การดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย : ลูกค้าที่ได้รับประสบการณ์การเดินทางที่เรียบง่าย ฉับไว และมีผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจความต้องการ ย่อมประทับใจและมีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ อีกทั้งยังบอกต่อในวงกว้าง ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะประเทศที่นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการบริการ
  • การวางตำแหน่งสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการท่องเที่ยว : ด้วยบทบาทของ Singapore Airlines ที่เป็นตัวแทนของประเทศในสายตาชาวโลก ความก้าวหน้าด้าน AI นี้จะตอกย้ำตำแหน่งของสิงคโปร์ในฐานะผู้นำด้าน Smart Tourism และ Smart Nation ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลสิงคโปร์
  • การเสริมประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์การท่องเที่ยว : หากระบบ AI สามารถบริหารจัดการตารางเที่ยวบิน ลูกเรือ และการบริการได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ย่อมช่วยลดความล่าช้า ความผิดพลาด และต้นทุน เพิ่มความราบรื่นในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
การร่วมมือกันระหว่าง Singapore Airlines และ OpenAI ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลูกค้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการคิดเชิงระบบที่ครอบคลุมทั้งองค์กร อุตสาหกรรม และประเทศ ความล้ำหน้าด้าน AI จะกลายเป็น “พลังขับเคลื่อน” (Driving Force) ที่เสริมสร้างภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงอนาคตกับปัจจุบันอย่างกลมกลืน และหากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้สิงคโปร์กลายเป็นแบบอย่างระดับโลกของการผสานเทคโนโลยีกับการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ SIA รายงานรายได้รวมตลอดปีงบประมาณ 2025 อยู่ที่ประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 492,960 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 2,780 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 70,278 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 3.9% จากปีก่อนหน้า อัตรากำไรสุทธิยังคงทรงตัวอยู่ที่ 14% แม้ว่ารายได้รวมจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้ต่อผู้โดยสาร (Passenger Yield) ลดลงประมาณ 5.5% ซึ่งเป็นผลจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและการขยายความสามารถในการให้บริการ 
อย่างไรก็ตาม ปริมาณผู้โดยสารยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย SIA และสายการบินต้นทุนต่ำในเครืออย่าง Scoot ได้ให้บริการผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 39.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.1% จากปีก่อนหน้า

สำหรับไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2025 SIA มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.5% มาอยู่ที่ 4,790 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 121,891 ล้านบาท) แต่กำไรสุทธิลดลงอย่างมากถึง 58.8% เหลือเพียง 186 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 4,701 ล้านบาท) สาเหตุหลักมาจากรายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลง ขาดทุนจากบริษัทร่วม เช่น Air India และแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดที่ส่งผลต่อรายได้ต่อผู้โดยสาร ทั้งนี้ ความต้องการเดินทางของผู้โดยสารและขนส่งสินค้ายังคงแข็งแกร่ง โดยมีจำนวนผู้โดยสารสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสที่ 1 รวม 10.3 ล้านคน และมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Passenger Load Factor) อยู่ที่ 87.6%

ที่มา :