Friday, August 28, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.238

ญี่ปุ่นครองเบอร์ 1 ต่างชาติลงทุนในไทย 7 เดือน เม็ดเงินเกือบ 7 หมื่นล้านบาท

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในช่วง 7 เดือนของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม 2568) มีจำนวน 583 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 159,460 ล้านบาท มีจำนวนเพิ่มขึ้น 123 ราย (27%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (460 ราย) และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 68,473 ล้านบาท (75%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (90,987 ล้านบาท)
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย อันดับ 1 ยังคงเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น จำนวน 112 ราย คิดเป็น 19% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 69,817 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์และมาสเตอร์แบตช์ สิ่งพิมพ์ลามิเนทเพื่อบรรจุภัณฑ์  อุปกรณ์สำหรับรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร และชิ้นส่วนยานพาหนะ

องค์กรไทย 25% ลดพนักงานประจำ หันจ้างแบบไม่เต็มเวลา เหตุเทคโนโลยีก้าวหน้า ไม่ต้องฟูลไทม์

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุ การปรับรูปแบบการจ้างงานของสถานประกอบการจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน โดยองค์กรไทย 25% มีแนวโน้มจะลดพนักงานและปรับโครงสร้างองค์กร ลดการจ้างงานพนักงานประจำเต็มเวลา และหันไปจ้างแบบพนักงานประจำไม่เต็มเวลา รวมถึงพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน ระดับรายได้ ตลอดจนสิทธิตามกฎหมายต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบให้การดำเนินการของสถานประกอบการเป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ การปรับสัญญาจ้างมาจากแนวโน้มที่บริษัทต้องการลดต้นทุน เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นไม่จำเป็นต้องทำงานแบบฟูลไทม์ก็ได้

ครม. ไฟเขียวเลื่อนเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอีก 1 ปี เริ่ม 1 ต.ค. 69

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติอนุมัติเลื่อนการจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่เดิมกำหนดให้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 68 ออกไปเป็นวันที่ 1 ต.ค. 69
โดยอัตราเงินสะสมและเงินสมทบที่จะเก็บจากลูกจ้างและนายจ้างยังคงเดิม คือ ในระยะ 5 ปีแรก (1 ต.ค. 69 – 30 ก.ย. 74) ลูกจ้างและนายจ้าง (แต่ละฝ่าย) ต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง และตั้งแต่ 1 ต.ค. 74 เป็นต้นไป ลูกจ้างและนายจ้าง (แต่ละฝ่าย) ต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 0.5% ของค่าจ้าง ในขณะเดียวกันหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบดังกล่าวยังคงเดิมด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเห็นชอบด้วยแล้ว

จีนทุ่มงบอนุรักษ์ “ต้นไม้ 100 ปี” ยกให้เป็น “โบราณวัตถุที่มีชีวิต”

(แฟ้มภาพซินหัว : เจ้าหน้าที่กำลังทำความสะอาดต้นไม้โบราณ ภายในวัดกวนอู ในเมืองอวิ้นเฉิง มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน วันที่ 25 ก.ค. 2025)
(แฟ้มภาพซินหัว : เจ้าหน้าที่กำลังทำความสะอาดต้นไม้โบราณ ภายในวัดกวนอู ในเมืองอวิ้นเฉิง มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน วันที่ 25 ก.ค. 2025)
ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงกรกฎาคมปี 2025 ผู้เชี่ยวชาญจีนได้เข้าทำการดูแลฟื้นฟูต้นไม้โบราณ โดยมีการตรวจสอบเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช ทำความสะอาดโพรงไม้ และอุดบริเวณที่ผุพังด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยให้ต้นไม้ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ยังคงยืนต้นได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป
งานอนุรักษ์เหล่านี้สะท้อนว่าจีนกำลังเดินหน้าโครงการการอนุรักษ์ต้นไม้โบราณและต้นไม้สำคัญทั่วประเทศให้ดียิ่งขึ้น โดยต้นไม้โบราณ (ancient trees) หมายถึงต้นไม้ที่มีอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไป ส่วนต้นไม้สำคัญ (notable trees) หมายถึงต้นไม้ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือนิเวศวิทยา
ผลการสำรวจระดับชาติที่จัดทำขึ้นช่วงปี 2015-2021 ชี้ว่าจีนมีต้นไม้โบราณและต้นไม้สำคัญทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 5.08 ล้านต้น
เดือนมกราคมของปีนี้ จีนได้ออกกฎระเบียบระดับชาติฉบับแรก เพื่อคุ้มครองต้นไม้โบราณและต้นไม้สำคัญโดยเฉพาะ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม กฎระเบียบเหล่านี้ได้สร้างกรอบทางกฎหมายสำหรับการสำรวจทรัพยากร การอนุรักษ์ การเก็บรักษาเชิงวัฒนธรรม รวมถึงบทลงโทษสำหรับผู้ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินทางธรรมชาติเหล่านี้
เกาซวี่เจิน นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์จิ้นฉือกล่าวว่า ต้นไม้โบราณคือสมบัติทางนิเวศวิทยาและเป็นประจักษ์พยานแห่งประวัติศาสตร์ การปกป้องที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นจะช่วยให้ต้นไม้เหล่านี้ยังยืนต้นสูงตระหง่านและทำหน้าที่เป็น “ผู้สืบทอดรากแห่งวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต” ต่อไป (ที่มา : ซินหัว)