กัมพูชาสยอง! ดีล Gripen ล็อตล่าสุด ย้ำสัมพันธ์ชื่นมื่น ไทย-สวีเดน

การจัดซื้อ Gripen E/F มูลค่า 17,950 ล้านบาทของไทยจากสวีเดนคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนมากกว่าแค่การเสริมแสนยานุภาพทางอากาศของไทย เพราะเบื้องหลังดีลนี้คือการก้าวเข้าสู่ความเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ที่สวีเดนให้ความไว้วางใจไทยทั้งในด้านเทคโนโลยีกลาโหม นวัตกรรม และเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน เพื่อนบ้านที่ทำตัวเป็นหอกข้างแคร่อย่างกัมพูชากลับเผชิญแรงกระเพื่อมจากทั้งการตัดความร่วมมือรัฐต่อรัฐโดยสวีเดน และการติดอาวุโธสุดล้ำของทัพฟ้าไทย


17,950 ล้านบาท แลก Gripen E/F แต่ไทยได้มากกว่าเครื่องบินรบ 

บริษัทซาบ (Saab) ได้ลงนามในสัญญากับสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพสวีเดน (FMV) และได้รับคำสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่น Gripen E/F จำนวน 4 ลำ สำหรับราชอาณาจักรไทย คำสั่งซื้อนี้มีมูลค่าประมาณ 5,300 ล้านโครนาสวีเดน (SEK) หรือราว 17,950 ล้านบาท โดยมีกำหนดส่งมอบระหว่างปี 2568–2573
สัญญาระหว่าง Saab และ FMV นี้ครอบคลุมเครื่องบิน Gripen E จำนวน 3 ลำ และ Gripen F แบบสองที่นั่งอีก 1 ลำ พร้อมทั้งอุปกรณ์สนับสนุน การบำรุงรักษา และการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้อง
เครื่องบินขับไล่รุ่น Gripen E/F
Saab ยังได้ลงนามในสัญญากับกองทัพอากาศไทยในการจัดทำแผนการชดเชย (Offset Package) ระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนจัดหาเครื่องบินรบ แพคเกจนี้จะรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านกลาโหมที่สำคัญ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมกับไทย และการลงทุนใหม่ในหลากหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย
“เราขอต้อนรับประเทศไทยในฐานะลูกค้ารายล่าสุดของ Gripen E/F ประเทศไทยเป็นผู้ใช้งาน Gripen มาอย่างมั่นคง และคุ้นเคยกับศักยภาพที่ Gripen มอบให้กับกองทัพไทยเป็นอย่างดี ประเทศไทยได้เลือกเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดในตลาด เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ในรุ่นต่อไปของตนอย่างอิสระและยั่งยืน” มีคาเอล โยฮันส์สัน ประธานและซีอีโอของ Saab กล่าว
ปัจจุบัน กองทัพอากาศไทยมีฝูงบิน Gripen C/D ประจำการอยู่แล้ว เมื่อเครื่องบิน Gripen E/F เข้าประจำการ จะถูกใช้งานร่วมกับฝูงบิน Gripen ที่มีอยู่เดิม

Gripen E/F จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไทย-สวีเดน สะเทือนถึงเพื่อนบ้าน

ในโลกที่ความมั่นคงกลายเป็นตัวแปรสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ ความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและสวีเดนได้ก้าวไปอีกขั้น เมื่อบริษัท Saab จากสวีเดนประกาศลงนามในสัญญาขายเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ให้ไทย พร้อมแพ็กเกจถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุนดังกล่าว สร้างแรงสั่นสะเทือนที่มากกว่าความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่โยงใยไปถึงระดับภูมิภาค และแม้กระทั่งความตึงเครียดในปัจจุบันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
การที่ไทยเสริมศักยภาพทางอากาศด้วยเครื่องบินรบสุดล้ำอย่าง Gripen E/F จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และแน่นอนว่ากัมพูชาไม่ได้มองว่าเป็นเพียงการยกเครื่องหรือปรับปรุงศักยภาพยุทโธปกรณ์ตามวาระของไทย หากแต่ถูกตีความว่าเป็น “สัญญาณเตือน” หรืออาจถึงขั้น “ข่มขวัญ” ให้กัมพูชาหวาดกลัวจนออกอาการลนลาน

ไทย-สวีเดน ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าการซื้อขายอาวุธ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2411 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศสยามได้ลงนามใน “สนธิสัญญาไมตรี การค้า และการเดินเรือ” กับสวีเดน ซึ่งเป็นรากฐานแรกเริ่มของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ
ตลอด 156 ปีที่ผ่านมา ไทยและสวีเดนได้หล่อหลอมความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและหลากมิติ ทั้งในระดับราชสกุล ระดับรัฐบาล และภาคประชาชน โดยมีเหตุการณ์สำคัญคือการเสด็จฯ เยือนสวีเดนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี  2440 อันเป็นการวางรากฐานมิตรภาพระหว่างราชอาณาจักรทั้งสองสืบต่อมา

“ความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรามีความแข็งแกร่ง ครอบคลุมทั้งการเจรจาทางการเมือง ความร่วมมือด้านกลาโหม และพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ได้รับการเสริมสร้างจากการเข้ามามีบทบาทอย่างคึกคักของภาคธุรกิจสวีเดน ตัวอย่างเช่น บริษัท Ericsson ผู้นำด้านโทรคมนาคม ได้ติดตั้งสถานีโทรศัพท์ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2451 ด้วยจำนวนคู่สาย 2,400 เลขหมาย และจนถึงปัจจุบันยังคงร่วมมือกับบริษัทไทยหลายแห่งในการพัฒนาโซลูชัน 5G ที่ล้ำสมัย เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย เช่นเดียวกับ Scania ที่เคยจัดส่งรถพยาบาลคันแรกมายังสยามเมื่อกว่าศตวรรษก่อน และปัจจุบันรถบรรทุก Scania ยังคงโลดแล่นบนถนนไทย เป็นกำลังสำคัญในระบบโลจิสติกส์และการเติบโตทางเศรษฐกิจ”
สายสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสวีเดนไม่ได้หยั่งรากลึกเพียงในอดีต แต่ยังคงเจริญรุ่งเรืองในปัจจุบัน โดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศทะลุ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 42,256 ล้านบาท) แสดงถึงความแข็งแกร่งของพันธมิตรทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีบริษัทสวีเดนกว่า 100 แห่งที่เข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่า 170,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ บริษัทยังนำมาซึ่งนวัตกรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี รวมถึงมาตรฐานที่เป็นเลิศด้านความยั่งยืนและสภาพการทำงาน โดยสวีเดนเป็นที่ยอมรับในฐานะประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมสีเขียวและแนวทางธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจ

ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนสะท้อนให้เห็นผ่านโครงการต่างๆ ที่บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติสวีเดนในไทยได้ริเริ่ม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียม ตัวอย่างล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสภาการค้าและการลงทุนสวีเดนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานชีวมวลและระบบกักเก็บพลังงานไฮโดรเจน มุ่งสู่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและบรรลุเป้าหมาย Net Zero
เมื่อมองไปในอนาคต แนวโน้มความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสวีเดนยังคงสดใส ผลการสำรวจล่าสุดระบุว่า 40% ของบริษัทสวีเดนที่ดำเนินธุรกิจในไทยมีแผนขยายการจ้างงานในปี 2567 ซึ่งตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและความมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
แม้สองประเทศจะอยู่ห่างกันกว่า 5,000 ไมล์ (ราว 8,046 กิโลเมตร) แต่สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกลับแนบแน่นยิ่งกว่าที่คาด ปัจจุบันมีชาวไทยกว่า 70,000 คนที่อาศัยอยู่ในสวีเดน และได้กลายเป็นส่วนสำคัญของสังคมที่หลากหลายของประเทศ ขณะเดียวกันก็มีชาวสวีเดนจำนวนมากที่เลือกพำนักอยู่ในทุกภูมิภาคของไทย สร้างเครือข่ายมิตรภาพและความเข้าใจอันลึกซึ้งระหว่างสองชนชาติ
เฉพาะในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวสวีเดนกว่า 200,000 คนเดินทางมาเยือนไทย ดึงดูดด้วยวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา ภูมิอากาศเขตร้อน อาหารอร่อย และเหนือสิ่งอื่นใดคือไมตรีและการต้อนรับอันอบอุ่นจากคนไทย ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวเหล่านี้สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 26,200 ล้านบาทต่อปี

อีกหนึ่งรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์คือเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่แน่นแฟ้น ปัจจุบันมีความร่วมมือกว่า 40 โครงการระหว่างมหาวิทยาลัยของสองประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การแลกเปลี่ยนนักศึกษา ทุนการศึกษาและฝึกงาน ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนอาจารย์และโครงการวิจัยร่วม โดยจนถึงวันนี้มีศิษย์เก่าชาวไทยกว่า 600 คนที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาของสวีเดน ซึ่งต่างได้รับการศึกษาระดับโลกและมุมมองสากล พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตให้แก่ประเทศไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาขีดความสามารถอย่างต่อเนื่อง
“เมื่อหันกลับไปมองเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ร่วมกัน ไทยและสวีเดนยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าบนหนทางเดียวกัน ด้วยความมุ่งมั่นสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าร่วมกัน สวีเดนพร้อมที่จะยืนเคียงข้างในฐานะมิตรและหุ้นส่วนที่มั่นคงของไทย เพื่อร่วมกันไขว่คว้าโอกาสใหม่ๆ และเผชิญความท้าทายไปด้วยกันในอนาคต” Anna Hammargren เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าว
ปี 2568 นับเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อไทยและสวีเดนร่วมกันยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ซึ่งสะท้อนถึงระดับความไว้วางใจและวิสัยทัศน์ร่วมที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยมีมา กรอบความร่วมมือใหม่นี้ครอบคลุมทั้งการเจรจาทางการเมืองระดับสูง เทคโนโลยีกลาโหม นวัตกรรม การพัฒนาที่ยั่งยืน พลังงานสะอาด การค้า การลงทุน และแม้กระทั่งการศึกษาและการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าสำหรับพลเมืองไทยในกลุ่มประเทศเชงเก้น ทั้งสองประเทศยังร่วมกันสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย รวมถึงการเร่งรัดข้อตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ความแน่นแฟ้นของความสัมพันธ์นี้ไม่เพียงจำกัดอยู่ในเอกสารหรือคำกล่าวในที่ประชุมเท่านั้น หากแต่สะท้อนอย่างชัดเจนผ่านความเคลื่อนไหวในมิติด้านกลาโหมตามรายงานข่าวข้างต้น ซึ่งสร้างแรงสะเทือนทางยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ
นอกเหนือจากบริษัทสวีเดนชั้นนำที่กล่าวมา ยังมี Volvo, ABB, Electrolux และ Tetra Pak ต่างมีบทบาทในเศรษฐกิจไทยมายาวนาน ทั้งในด้านการจ้างงาน นวัตกรรม และความยั่งยืน สะท้อนถึงความผูกพันทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้น ไทยเองก็กลายเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวีเดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีแตะระดับ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 81,168 ล้านบาท) ในปี 2566 และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
นี่มิใช่ครั้งแรกที่ไทยซื้อ Gripen เพราะกองทัพอากาศไทยมีฝูงบิน Gripen C/D ประจำการอยู่แล้ว แต่การสั่งซื้อ Gripen E/F ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดและทันสมัยที่สุดของเครื่องบินขับไล่แบบมัลติ-โรลรุ่นนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับศักยภาพทางทหารอย่างมีวิสัยทัศน์ และเชื่อมั่นในความร่วมมือระยะยาวกับสวีเดน ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาฉบับนี้ยังรวมถึงแผน “การชดเชย” (Offset Package) ซึ่งจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านกลาโหมให้แก่ไทยอย่างลึกซึ้ง พร้อมความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในเศรษฐกิจไทยอย่างหลากหลายมิติ
การเดินเกมแบบ “พันธมิตรเทคโนโลยี” นี้ยิ่งตอกย้ำสถานะของสวีเดนในฐานะประเทศที่ไม่ได้เพียงขายอาวุธ แต่เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่เน้นการลงทุนในศักยภาพระยะยาวของประเทศคู่ค้าที่รักใคร่กลมเกลียวกันดีอย่างไทย 

สวีเดนปิดสถานทูตกัมพูชา สัญญาณสิ้นสุดความร่วมมือรัฐต่อรัฐ

อย่างไรก็ตาม ดีล Gripen E/F ซึ่งประกาศในช่วงเวลาที่ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังตึงเครียด จึงไม่อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการจัดซื้ออาวุธธรรมดา เพราะฝั่งกัมพูชามีท่าทีระส่ำระสายและทุรนทุรายอย่างชัดเจน โดยรัฐมนตรีและนักวิเคราะห์จากพนมเปญบางรายออกมาแสดงความกังวลว่าไทยอาจกำลังเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางทหารในภูมิภาค อีกทั้ง สวีเดนเองเพิ่งประกาศปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงพนมเปญ ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมในหมู่ภาคประชาสังคมและสื่อในกัมพูชาอย่างกว้างขวาง
การที่สวีเดนตัดสินใจ “ปิดฉาก” สถานทูตในกัมพูชา ไม่ใช่แค่การลดงบประมาณหรือการปรับโครงสร้างการทูต แต่คือสัญญาณทางการเมืองที่ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลฮุน มาเน็ต และกัมพูชาดูย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม หลังประชาธิปไตยถูกบีบจนแทบไร้พื้นที่ และสิทธิมนุษยชนถูกลดทอนลงอย่างต่อเนื่อง การระบาดใหญ่ของโควิด-19 อาจเป็นตัวเร่ง แต่ปัจจัยลึกคือการประเมินใหม่อย่างรอบคอบของสวีเดนว่า “ความร่วมมือรัฐต่อรัฐกับกัมพูชา” ไม่คุ้มค่าอีกต่อไป
การปิดสถานทูตเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของสวีเดนที่จะยุติความร่วมมือเพื่อการพัฒนาทวิภาคีกับรัฐบาลกัมพูชาภายในสิ้นปี 2567 โดยเปลี่ยนไปเน้นที่การสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม แทนที่จะเป็นความร่วมมือโดยตรงของรัฐบาล รัฐบาลสวีเดนอ้างถึงการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงภายนอกและข้อกำหนดด้านบริการใหม่ๆ ที่ทำให้การปิดสถานทูตเกิดขึ้น 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา รัฐบาลกัมพูชาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในระดับนานาชาติเรื่องการจำกัดเสรีภาพสื่อ การสลายพรรคฝ่ายค้าน และการควบคุมภาคประชาสังคม การที่สวีเดนถือเป็นประเทศที่มีจุดยืนชัดเจนด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย การที่รัฐบาลกัมพูชาไม่เปิดพื้นที่ให้ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์จึงทำให้การพัฒนาแบบ “รัฐต่อรัฐ” แทบเป็นไปไม่ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่สวีเดนหันไปสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมโดยตรง มากกว่าจะทำงานผ่านรัฐบาล
การปิดสถานทูตนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สวีเดนตัดสินใจก่อนหน้านี้ในปี 2564 ที่จะตัดความช่วยเหลือทวิภาคีแก่รัฐบาลกัมพูชา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่ประชาธิปไตยที่หดตัวลงและสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา สถานทูตสวีเดนประจำกรุงพนมเปญปิดทำการในช่วงปลายปี 2564 และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นสำนักงานชั่วคราว ซึ่งปิดทำการในเดือนกันยายน 2567 ปัจจุบัน สถานทูตสวีเดนประจำกรุงเทพฯ เป็นตัวแทนผลประโยชน์ทางการทูตของสวีเดนในกัมพูชา (ภารกิจหลักด้านการเมืองและการทูต) โดยมีสถานกงสุลที่ยังคงเปิดทำการในกรุงพนมเปญเพื่อให้บริการด้านกงสุลขั้นพื้นฐาน เช่น วีซ่า เอกสาร หรือการช่วยเหลือพลเมือง เป็นต้น 
กัมพูชา
รัฐบาลกัมพูชาตอบโต้ว่าเป็นกิจการภายในของสวีเดน ไม่ได้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เสื่อมถอย แต่ภาคประชาสังคมทั้งในกัมพูชาและสวีเดนแสดงความกังวลว่า การไม่มีสถานทูตจะทำให้พื้นที่สนับสนุนผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนในท้องถิ่นอ่อนแอลง และอาจลดการรับรู้ของนานาชาติต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา
ต่อให้สวีเดนจะให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่าเป็นการปรับโครงสร้างทางการทูตระดับโลก แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับดีลอาวุธและการยกระดับความสัมพันธ์กับไทยในระดับยุทธศาสตร์ หลายฝ่ายเชื่อว่า สวีเดนกำลัง “เลือกข้าง” ในสมการภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความชัดเจนที่ไม่จำเป็นต้องประกาศออกมาตรงๆ
แม้สวีเดนจะมีบทบาทเชิงสันติภาพและสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก แต่ในกรณีนี้กลับแสดงท่าทีเฉียบขาดผ่านทั้งการค้าอาวุธและการปรับลดสถานะทางการทูตในกัมพูชา การปิดสถานทูตสวีเดนในพนมเปญ อาจสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาในประเด็นสิทธิมนุษยชน การปราบปรามฝ่ายตรงข้าม หรือการวางตัวในเวทีระหว่างประเทศที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของสวีเดน แต่ขณะเดียวกัน การขยายความร่วมมือกับไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่า และมีบทบาททางเศรษฐกิจ การทูต และการทหารในภูมิภาค ก็ดูจะเป็นการเดินหมากอย่างรอบคอบของสตอกโฮล์ม

ไม่ใช่แค่ซื้อ Gripen ไทยกำลังก้าวสู่หุ้นส่วนเทคโนโลยีระดับชาติ

ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของความสัมพันธ์ไทย–สวีเดนในปัจจุบัน มิได้เป็นเพียงความคุ้นเคยจากอดีต แต่คือความร่วมมือที่เต็มไปด้วยเจตจำนงทางยุทธศาสตร์ ที่ผสาน Hard Power ผ่านเทคโนโลยีและความมั่นคง เข้ากับพลังอ่อน Soft Power ผ่านเศรษฐกิจสีเขียว นวัตกรรม และวัฒนธรรมความเข้าใจระหว่างกั
ในโลกที่ความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ได้วัดกันด้วยคำหวานในถ้อยแถลง แต่วัดกันด้วยการลงทุน ความไว้ใจ และการเดินเกมอย่างมีวิสัยทัศน์ ความสัมพันธ์ไทย–สวีเดน คือบทพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมของความเป็น “หุ้นส่วนแห่งอนาคต” ที่งอกงามจากอดีตอันหวานชื่น ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ปัจจุบัน แต่พร้อมเผชิญความท้าทายของศตวรรษที่ 21 ไปด้วยกัน

ประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่ลูกค้าของ Gripen แต่เป็นพันธมิตรที่มีประสบการณ์ตรงในการใช้งานฝูงบิน Gripen C/D มานานนับทศวรรษ การตัดสินใจจัดหาเครื่องบิน Gripen E/F รุ่นล่าสุด สะท้อนถึงความไว้วางใจในเทคโนโลยีของสวีเดนอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “แผนการชดเชย” (Offset Package) ที่ Saab จะดำเนินการร่วมกับกองทัพอากาศไทย ซึ่งจะไม่ใช่แค่การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางทหาร แต่รวมถึงความร่วมมือทางอุตสาหกรรม และการลงทุนในเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านวิศวกรรม อุตสาหกรรมการบิน และแม้แต่เทคโนโลยีระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับชาติ
นี่คือการก้าวข้าม “การซื้อขาย” แบบเดิมๆ ไปสู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ระหว่างไทยและสวีเดน

ที่มา :