EEC HDC เดินหน้าพัฒนากำลังคน ป้อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย สร้างอนาคตประเทศในโลกยุคใหม่

ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC กล่าวเสวนาหัวข้อ The Next Gen Workforce for EEC ในงาน EEC EXPO 2025 ว่า การพัฒนากำลังคนเป็นเรื่องสำคัญต่อความก้าวหน้ายั่งยืนของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในปัจจุบัน การสร้างคนและบุคลากรจึงมีสถานะของงานที่เป็นยุทธศาสตร์การรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ งานพัฒนากำลังคนและการศึกษาสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนในการพัฒนาสังคมโดยรวม บอกถึงศักยภาพการแข่งขันของประเทศและการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน EEC Model มุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนบนฐานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ศูนย์ฝึกอบรม มุ่งเป้าพัฒนาทักษะ สมรรถนะร่วมกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้มีบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการในงาน เพื่อยกระดับปรับสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
“การพัฒนากำลังคน เป็นงานยากที่ต้องใช้เครือข่ายความร่วมมือร่วมใจสูง ขณะที่การพัฒนาเชิงพื้นที่แบบ EEC เป็นเสมือน LAB ของการสร้างอนาคตประเทศในโลกยุคใหม่ โดยมีการพัฒนาศูนย์เครือข่ายความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ 13 ศูนย์ฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างประเมินและปรับเปลี่ยนยกระดับงาน ร่วมเคลื่อนไหวเชื่อมประสานสร้างกำลังคนกับอุตสาหกรรมในพื้นที่กว่า 5 พันแห่ง หนุนให้การลงทุนมีความมั่นใจ และบุคลากรของประเทศมีศักยภาพในการสร้างสังคม เศรษฐกิจให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนสืบไป” ประธาน EEC HDC กล่าว
กลุ่มทอป 5 ครองส่วนแบ่งถึง 82% ตลาดบริการคลาวด์สาธารณะ IaaS โตแรงทั่วโลก

การ์ทเนอร์เผยตลาดตลาดบริการคลาวด์สาธารณะ หรือ Infrastructure as a Service (IaaS) ทั่วโลกเติบโต 22.5% ในปี 2567 มีมูลค่า 171.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ให้บริการคลาวด์กำลังลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถด้าน AI เพื่อเป็นผู้นำในตลาด AI-optimized IaaS ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว พวกเขาคาดหวังว่า AI จะกลายเป็นผู้สนับสนุนรายได้ที่ใหญ่กว่าในอนาคต แม้ว่าขณะนี้จะยังคงเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของรายได้โดยรวมในพื้นที่ IaaS
ในปี 2567 ผู้ให้บริการ IaaS 5 อันดับแรกครองส่วนแบ่งตลาดถึง 82.1% Amazon ยังเป็นผู้นำตลาด IaaS ทั่วโลกด้วยรายได้ 64.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีส่วนแบ่งตลาด 37.7% ตามด้วย Microsoft ที่มีส่วนแบ่งตลาด 23.9% Google, Alibaba Group และ Huawei ยังคงรักษาตำแหน่งของตนเมื่อเทียบกับปีก่อน
สแกนม่านตาแลกรับเงิน 1,000 บาท ได้ไม่คุ้มเสีย เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล ส่งผลเสียระยะยาว

ข้อมูล สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) รายงานว่า พบการชักชวนให้ประชาชนสแกนม่านตาแลกรับเงิน 500 – 1,000 บาท ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย โดยอ้างถึงว่าจะไปแลกเหรียญคริปโต ซึ่งผู้ที่สแกนม่านตาจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินรายละ 1,000 บาท ภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ผู้แนะนำสมาชิกจะได้รับเงิน 500 บาทต่อราย สูงสุดไม่เกิน 10 ราย
นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ม่านตา” ถือเป็นข้อมูลทรัพย์สินดิจิทัลส่วนบุคคลที่มีมูลค่าสูงสุด เนื่องจากยากต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถนำไประบุและยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นๆ ได้อย่างเฉพาะเจาะจง การยินยอมให้เก็บหรือสแกนจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเสี่ยง ดังนี้ 1. การรั่วไหลของข้อมูล หากข้อมูลรหัส Iris Code ที่ถูกสร้างขึ้นเกิดการรั่วไหล แฮกเกอร์หรือผู้ไม่หวังดีอาจนำข้อมูลนี้ไปใช้ในทางที่ผิดได้ในอนาคต 2.การถูกสวมรอย ข้อมูลม่านตาเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ หากถูกขโมยไป อาจนำไปสู่การสวมรอยทำธุรกรรมทางการเงินหรือเข้าถึงบริการต่างๆ ที่ใช้ และ 3.การสร้าง Deepfake ข้อมูลชีวภาพสามารถนำไปใช้ในการสร้าง Deepfake เพื่อก่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่ซับซ้อนและจับตัวได้ยาก รัฐบาลขอให้ประชาชนตระหนักว่าข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพที่ได้ทำการแลกเปลี่ยนกับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย อาจได้ไม่คุ้มเสีย หากเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต อาจเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้และไม่อาจจะสามารถแก้ไขได้อีกเลย
แห่งแรกในโลก! บริษัทจีนเปิดใช้ “อาคารปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์”















