ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ เพราะรูปแบบการลงทุนมีได้หลากหลาย สามารถลงทุนได้ด้วยตนเอง ผ่านแฟรนไชส์ เช่าเครื่อง หรือร่วมลงทุนก็ได้ รวมถึงใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก ไม่ต้องจ้างพนักงาน สร้างรายได้ 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์ผู้บริโภค และเป็นช่องทางให้ธุรกิจเข้าใกล้ลูกค้าได้มากขึ้น ประกอบกับสามารถกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ใหม่ได้หลากหลาย นอกจากนี้ยังสามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบชำระเงินดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค มาเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างความแตกต่างในตลาดได้
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยบทวิเคราะห์ธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 พบแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบาย เข้าถึงสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับการชำระเงินที่หลากหลาย ปัจจุบันมีนิติบุคคลประกอบธุรกิจ 760 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 5,962 ล้านบาท โดยในปี 2567 สามารถสร้างรายได้ถึง 10,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.74% จากปี 2566 สะท้อนศักยภาพและความต้องการที่ขยายตัวอย่างชัดเจน ทั้งยังดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติรวมกว่า 619 ล้านบาท ธุรกิจนี้ยังคงสดใสเพราะหลากหลายปัจจัยหนุนให้เติบโต

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยการจัดทำบทวิเคราะห์ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่า ‘ธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ’ (Vending Machine) เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมีช่องทางการชำระเงินได้หลากหลาย ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจดังกล่าวจำนวน 760 ราย ทุนจดทะเบียน 5,962 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) จำนวน 724 ราย คิดเป็น 95% ทุนจดทะเบียน 1,800 ล้านบาท รองลงมาคือ ธุรกิจขนาดกลาง (M) จำนวน 30 ราย คิดเป็น 3.95% ทุนจดทะเบียน 2,303 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ (L) จำนวน 6 ราย คิดเป็น 0.79% ทุนจดทะเบียน 1,860 ล้านบาท ในปี 2567 มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 86 ราย เพิ่มขึ้น 31 ราย คิดเป็น 56.36% จากปี 2566 ทุนจดทะเบียน 91.35 ล้านบาท และ 7 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 13 ราย ทุนจดทะเบียน 15.56 ล้านบาท

สำหรับที่ตั้งของธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติจะกระจุกตัวในเขตกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทำเลที่ติดตั้งตู้จำหน่ายฯ จะอยู่ในบริเวณที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน คอนโดมิเนียม ปั๊มน้ำมัน สถานีรถไฟฟ้า และโรงพยาบาล เป็นต้น
เหตุผลที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าผ่านตู้จำหน่ายฯ คือ สะดวกสบาย ประหยัดเวลา มีสินค้าที่พร้อมจำหน่ายได้ทันที ง่ายต่อการพบเห็นสินค้า และมีช่องทางการชำระเงินได้หลากหลาย โดยลูกค้าเลือกช่องทางการจ่ายเงินผ่าน QR Code มากที่สุด และเงินสดรองลงมา ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดของไทยอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศมีมูลค่ารวมกว่า 619 ล้านบาท คิดเป็น 10.38% ของการลงทุนทั้งหมดในธุรกิจนี้ ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดใน 3 อันดับคือ ฮ่องกง ลงทุน 455 ล้านบาท หมู่เกาะเคย์แมน ลงทุน 76 ล้านบาท และออสเตรีย ลงทุน 27 ล้านบาท













