บนเวทีเสวนา Revitalize & Resonate: The Tech & Tradition of Future Wellness ภายในงาน อว.แฟร์ 2025 แสงไฟจับจ้องไปยังสองนักวิชาการผู้คร่ำหวอดในแวดวงสมุนไพรและนวัตกรรมสุขภาพ คือ ศ.ดร.ภญ.กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม และ รศ.ดร.ภก.เนติ วระนุช ผู้อำนวยการสถานวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ที่ร่วมบรรยายในหัวข้อ “มรดกอายุรเวทผสานกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่” (Brahmi: Ayurvedic heritage meets cutting-edge science) เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของ “พรมมิ” สมุนไพรที่ถูกยกระดับจากภูมิปัญญาโบราณ สู่วิถีใหม่แห่งสุขภาวะที่ีดี ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. ทั้งในแง่ของทุนวิจัย ส่งเสริมมาตรฐานการผลิต และการเชื่อมโยงนักวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผลงานวิจัยสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและตอบสนองต่อความต้องการเชิงพาณิชย์ได้
“อายุรเวท” มรดกภูมิปัญญาสู่วิทยาศาสตร์
“ภูมิปัญญาอายุรเวทไม่ได้เป็นเพียงศาสตร์การรักษาโรค หากแต่คือระบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่อยู่คู่ผู้คนมานับพันปี” ศ.ดร.ภญ.กรกนก กล่าวอย่างชัดเจน
ศาสตร์การแพทย์อายุรเวทจากอินเดีย เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา ใช้สมุนไพรและธรรมชาติเป็นเครื่องมือสำคัญ หลักการนี้สอดคล้องกับแนวคิดการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างยิ่งในศตวรรษปัจจุบัน แต่การจะทำให้ภูมิปัญญาเหล่านี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ต้องอาศัย “การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์” เพื่อยืนยันทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพที่ควบคุมได้

ทั้งนี้การแพทย์เชิงป้องกัน คือแนวทางการดูแลสุขภาพที่เน้น “ป้องกันก่อนเกิดโรค” มากกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วยแล้ว เป้าหมายคือการลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับสังคม ผ่านการสร้างเสริมสุขภาพ การตรวจคัดกรอง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคระบาด การตรวจสุขภาพประจำปีและการคัดกรองโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การส่งเสริมโภชนาการที่ดี การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด รวมถึงการใช้สมุนไพรหรือวิถีธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและปรับสมดุลร่างกาย
แนวคิดนี้สะท้อนชัดเจนว่าการลงทุนลงแรงเพื่อ “ป้องกัน” มักคุ้มค่ากว่าการรักษาโรคเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ทั้งในแง่คุณภาพชีวิตและค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจ
เมื่อเชื่อมโยงกับอายุรเวท จะเห็นว่าเป็นศาสตร์ที่ยึดแนวคิดเดียวกัน คือการรักษาสมดุลของร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนมีสุขภาพดีตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงรอรักษาเมื่อเกิดโรค ซึ่งนี่เองทำให้ภูมิปัญญาโบราณสามารถสอดรับกับการแพทย์สมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
“พรมมิ” สมุนไพรแห่งความทรงจำ ชะลออัลไซเมอร์
พรมมิ หรือ Brahmi ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีดอกสีขาวหรือสีม่วงอ่อน พบทั่วไปในเขตร้อนและทุกภาคของประเทศไทย และมักพบตามที่ชื้นแฉะหรือริมตลิ่งของแหล่งน้ำต่างๆ เช่น แม่น้ำ หนอง คลอง บึง เพราะเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้นสูง ในตำรายาไทย พรมมิถูกยกให้เป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ ใช้เป็นยาช่วยขับโลหิต แก้อาการไข้ ถอนพิษร้อน ขับเสมหะ อีกทั้งยังเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ และประสาทให้ทำงานอย่างสมดุล ขณะที่ในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียมีการบันทึกการใช้พืชชนิดนี้มาเนิ่นนานกว่า 3,000 ปี โดยเฉพาะในฐานะยาสำหรับเสริมสร้างความจำและฟื้นฟูสมรรถภาพของสมอง
พรมมิได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะสุดยอดสมุนไพรบำรุงสมอง โดยมีสรรพคุณที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ด้วยสารสำคัญอย่างบาโคไซด์ที่ช่วยฟื้นฟูและปกป้องเซลล์ประสาท ส่งผลให้ความสามารถในการเรียนรู้และความจำดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ พรมมิยังมีส่วนช่วยให้จิตใจสงบและจดจ่อได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มสมาธิและอาจช่วยบรรเทาอาการของภาวะสมาธิสั้นได้อีกด้วย


คุณสมบัติเด่นของพรมมิยังครอบคลุมไปถึงการดูแลสภาวะอารมณ์ โดยทำหน้าที่เป็นสารปรับสมดุลที่ช่วยให้ร่างกายปรับตัวต่อความเครียดได้ดีขึ้น พร้อมลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและคลายความวิตกกังวล ที่สำคัญ สารบาโคไซด์ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงที่คอยปกป้องเซลล์สมองจากการถูกทำลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคความจำเสื่อมอย่างอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน และด้วยคุณสมบัติที่ช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายนี้เอง จึงส่งผลต่อเนื่องไปถึงการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับให้ดีขึ้นอีกด้วย
จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ม.นเรศวร สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการสมุนไพรไทยด้วย “พรมมิ” โมเดล
ด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับวงการสมุนไพรไทย มหาวิทยาลัยนเรศวรได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญผ่านความสำเร็จในการพัฒนาระบบวิจัยพรมมิอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างหลักประกันด้านคุณภาพและความปลอดภัยทัดเทียมมาตรฐานสากล พร้อมแปรองค์ความรู้จากหิ้งวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จนี้อยู่ที่กระบวนการต้นน้ำ ซึ่งเป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่งให้แก่วัตถุดิบ โดยมหาวิทยาลัยนเรศวรได้ส่งเสริมการเพาะปลูกต้นพรหมมิภายใต้มาตรฐานการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices – GAP) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่รับรองว่าพรมมิที่ปลูกมีคุณภาพสม่ำเสมอ ปลอดภัยต่อการบริโภค และเหมาะสมสำหรับการสกัดสารออกฤทธิ์

ยิ่งไปกว่านั้น ยังสะท้อนความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันไม่ให้พรหมมิกลายเป็นพืชรุกรานที่กระทบต่อระบบนิเวศ
ศ.ดร.ภญ.กรกนก และทีมวิจัยได้ดำเนินการศึกษาการปลูกพรมมิอย่างเป็นระบบในหลายสภาพแวดล้อม ทั้งในเรือนเพาะชำเพื่อควบคุมปัจจัยพื้นฐาน เช่น แสง ความชื้น และอุณหภูมิ ในแปลงทดลองที่มีการปรับสภาพดินและปุ๋ยอย่างแม่นยำ และในแปลงเกษตรจริงเพื่อประเมินความสามารถในการปลูกเชิงพาณิชย์
จากแปลงปลูกคุณภาพ วัตถุดิบจะถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการกลางน้ำ ณ คณะเภสัชศาสตร์และสถานวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญจะนำมาผ่านกระบวนการสกัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้ได้สารสำคัญทางยาที่บริสุทธิ์และเข้มข้น ก่อนจะนำไปทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพอย่างละเอียด ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการ สัตว์ทดลอง ไปจนถึงการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพในการบำรุงสมองและความจำ และยืนยันความปลอดภัยสูงสุด

“งานวิจัยยืนยันว่าพรมมิช่วยปกป้องสมองจากภาวะความจำเสื่อมหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ภาวะเลือดไหลเวียนสมองลดลง หรืออาการคล้ายอัลไซเมอร์ โดยในสัตว์ทดลอง พรมมิช่วยปกป้องหนูจากการถูกเหนี่ยวนำให้ความจำเสื่อม ส่วนในมนุษย์ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดพรมมิในรูปแบบยาเม็ดเคลือบ ขนาด 300 มิลลิกรัม ซึ่งมีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสมและมีความคงตัวดี พร้อมทั้งทำการศึกษาผลลัพธ์ในกลุ่มอาสาสมัครวัยกลางคนและผู้สูงอายุ อายุ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 60 คน ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ได้รับยาหลอก และกลุ่มที่ได้รับสารสกัดพรมมิในขนาด 300 และ 600 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ผลการทดลองพบว่า กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจริงมีพัฒนาการด้านความจำ สมาธิ และการตอบสนองต่อสิ่งเร้า รวมถึงการทรงตัวที่ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก โดยผลลัพธ์เริ่มเห็นได้ชัดหลังรับประทานต่อเนื่องตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ที่สำคัญไม่พบผลข้างเคียงใดๆ ขณะเดียวกันก็มีการทดสอบความเป็นพิษในทุกระยะตามแนวทาง อย. ยืนยันได้ว่าปลอดภัย” ศ.ดร.ภญ.กรกนก บอกเล่าถึงความสำเร็จของการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพรมมิ
ด้าน รศ.ดร.ภก.เนติ กล่าวว่า “ความท้าทายของสมุนไพรไม่ใช่แค่เรื่องสรรพคุณ แต่คือการควบคุมคุณภาพและปริมาณสารสำคัญให้แน่นอน เพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลจริงทุกครั้งที่ใช้”















