บัญชีมลพิษ..ความจริงที่ต้องแจ้ง

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเอกฉันท์รับหลักการ ร่าง พระราชบัญญัติการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษและการถ่ายโอนสารมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register) (ร่าง พ.ร.บ. PRTR) ในวาระแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกลไกการจัดทำบัญชีมลพิษ และระบบการรายงานข้อมูลที่โปร่งใสของประเทศไทย คล้ายกับที่ใช้ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป เป็นต้น


ร่าง พ.ร.บ. PRTR กำหนดให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่มีน้ำเสีย อากาศเสีย หรือขยะอันตราย เช่น อุตสาหกรรมเคมีและพลังงาน อุตสาหกรรมหนัก รวมถึงการขนส่งและคลังสินค้าอันตราย จะต้องรายงานข้อมูล โดยจะกำหนดบทลงโทษทางกฎหมายสำหรับการไม่รายงานจำนวน 1% ของรายได้บริษัทในปีที่กระทำความผิด หรือปรับ 5 แสน – 5 ล้านบาท หากรายงานไม่ถูกต้อง
ปัจจุบันกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ได้นำระบบ PRTR มาใช้ในการจัดการมลพิษและคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษ ต้องรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยหรือเคลื่อนย้ายมลพิษให้กับสาธารณชนได้รับทราบ เพื่อให้หน่วยงานที่กำกับดูแลทราบชนิดและปริมาณของสารเคมีหรือขยะมลพิษที่ถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งในอากาศ แหล่งน้ำ และพื้นดิน จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลากหลายรูปแบบ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า เหมืองแร่ ยานพาหนะ รวมถึงการใช้สารเคมีในภาคการเกษตร

โลกร้อน

ฐานข้อมูลดังกล่าวจะถูกเปิดเผยในรูปแบบ Open Data เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สามารถนำไปใช้ติดตาม ประเมินสถานการณ์ปัญหามลพิษในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีมาตรฐานและประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมและแก้ปัญหามลพิษ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 บนฐานของการใช้ข้อมูลจากทุกแหล่งกำเนิดอย่างครอบคลุม
หัวใจสำคัญของร่าง พ.ร.บ. PRTR คือ “สิทธิของชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ” ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนต่อสาธารณชน การรับหลักการร่างกฎหมาย PRTR ภาคประชาชน ถือเป็นก้าวแรกสู่สิทธิการอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ช่วยให้คนไทยมีฐานข้อมูลมลพิษที่เข้าถึงได้ และสามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างตรงจุด
โดยขั้นตอนการจัดทำรายงานภายใต้ พ.ร.บ. PRTR ประกอบด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูลของสถานประกอบการเกี่ยวกับการปล่อยสารมลพิษและการเคลื่อนย้ายของเสียที่มีสารมลพิษ ก่อนส่งรายงานข้อมูลที่เก็บรวบรวมให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ และเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ ผ่านระบบฐานข้อมูลออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนและชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษ มีส่วนร่วมในการประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก PRTR ยังช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถพัฒนามาตรการควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิภาพและตรงจุด กระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตามมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตาม การนำระบบ PRTR มาใช้ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่น ความพร้อมของสถานประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง อาจขาดทรัพยากรหรือความรู้ในการเก็บรวบรวมและรายงานข้อมูลการปล่อยหรือเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ซึ่งต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ ในการเผยแพร่ข้อมูล อบรมแนวทางปฏิบัติอย่างทั่วถึง
ปัจจุบันมีโรงงานที่อยู่ในข่ายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะการปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5 ปริมาณ 44,476.46 ตันต่อปี และ PM10 ปริมาณ 70,987.91 ตันต่อปี ขณะที่ข้อมูลในภาคขนส่งพบว่ามีการปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5 และ PM10 ในปริมาณ 197.67 ตันต่อปี และ 203.08 ตันต่อปี ตามลำดับ
ขณะที่ข้อมูลการรายงานด้านการเกษตรพบว่า ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรสูงถึง 0.114 ล้านตัน ซึ่งมีแนวโน้มการนำเข้าในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้มีการตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชในผลผลิตทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อมในปริมาณที่มากตามไปด้วย โดยเฉพาะการสะสมในดินและน้ำ รวมถึงในห่วงโซ่อาหาร ถือเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ควรตระหนัก
ร่าง พ.ร.บ PRTR จึงเป็นความหวังที่ทุกคนกำลังรอพิจารณาการเรียกประชุมสภาในวาระที่ 2 และ 3 โดยคาดการณ์ว่าจะได้รับการอนุมัติและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ภายในปี 2570