อิหร่าน–รัสเซีย ดีลนิวเคลียร์ 25,000 ล้านดอลลาร์ สั่นสะเทือนภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างไร

อิหร่านและรัสเซียต่างเป็นประเทศที่รู้ซึ้งถึงรสชาติของการถูกคว่ำบาตรจากโลกตะวันตก ทั้งสองต่างเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทูตมาอย่างยาวนาน จึงไม่แปลกที่ทั้งสองประเทศจะเข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี ทำให้มีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เหนียวแน่นกว่าความร่วมมือเชิงผลประโยชน์ทั่วไป การลงนามข้อตกลงสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ระหว่างอิหร่านและรัสเซีย จึงไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนด้านพลังงาน แต่เป็นการตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองร่วมกันว่า ทั้งสองประเทศพร้อมจะเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากตะวันตกโดยไม่หวั่นเกรง


ดีลครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อสหรัฐฯ และยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี กำลังกดดันอิหร่านด้วยมาตรการ Snapback sanctions ที่มีเป้าหมายสกัดกั้นศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่แทนที่อิหร่านจะยอมอ่อนข้อ กลับเลือกเดินหน้าจับมือกับรัสเซีย ซึ่งกำลังเผชิญการโดดเดี่ยวจากตะวันตก จากปฏิบัติการพิเฟสทางทหารในยูเครนมาอย่างต่อเนื่อง ที่กินระยะเวลานากว่า3 ปี มาแล้ว

ทั้งนี้ มาตรการ Snapback sanctions คือกลไกสำคัญที่ถูกร่างไว้ในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 (Joint Comprehensive Plan of Action – JCPOA) ระหว่างอิหร่านกับมหาอำนาจโลก หากมีฝ่ายใด (เช่น สหรัฐฯ หรือยุโรป) เชื่อว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี เช่น การจำกัดโครงการนิวเคลียร์ ก็สามารถ ร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ และหากไม่สามารถหาทางออกได้ในกรอบเวลาที่กำหนด มาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดของสหประชาชาติที่เคยถูกยกเลิกภายใต้ JCPOA จะ “เด้งกลับ” มามีผลบังคับอีกครั้งโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องผ่านมติใหม่ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) พูดง่ายๆ Snapback sanctions คือ “มาตรการคว่ำบาตรอัตโนมัติ” ที่สามารถฟื้นคืนได้ทันทีหากอิหร่านถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลง เป้าหมายคือการใช้เป็นแรงกดดันสูงสุด เพื่อสกัดไม่ให้อิหร่านก้าวไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ความร่วมมือที่ทำให้โลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิดนี้เป็นการประกาศเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนการก่อรูปของพันธมิตรขั้วใหม่บนเวทีโลก พันธมิตรที่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการถูกบีบคั้นให้ต้องหันมาพึ่งพากันและกัน เพื่อต่อกรกับโครงสร้างอำนาจดั้งเดิมที่ตะวันตกครอบงำมายาวนาน อย่างไม่เป็นธรรม
สำหรับอิหร่านมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้งานได้จริงเพียงแห่งเดียวในบูเชร์ มีกำลังการผลิตเพียง 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการพลังงานภายในประเทศ การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่อีก 4 แห่ง แต่ละแห่งมีกำลังการผลิต 1,255 เมกะวัตต์ จึงตอบโจทย์การบริหารพลังงานโดยตรง แต่แท้จริงแล้ว ความหมายเชิงยุทธศาสตร์มีมากกว่านั้น ดังนี้
1. ความมั่นคงทางพลังงาน : อิหร่านถูกกดดันจากนานาชาติด้วยมาตรการคว่ำบาตรด้านการค้าและเทคโนโลยีต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในยุโรป ทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนจากต่างชาติเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานถูกจำกัดอย่างมาก แม้อิหร่านจะมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ติดอันดับโลก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเพียงไม่กี่ชนิดทำให้ประเทศเสี่ยงต่อ Price Shock หรือความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก อีกทั้งรายได้ของรัฐก็ถูกกระทบโดยตรงจากมาตรการคว่ำบาตรที่ห้ามส่งออกไปยังบางประเทศ ดังนั้น การลงทุนพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่านจึงถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ที่จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่อาจหมดลงในอนาคตพร้อมสร้างพลังงานภายในประเทศ ที่ไม่ต้องอิงการนำเข้าเทคโนโลยีจากตะวันตกมากนัก หากสามารถพัฒนาเองได้ รวมถึงเป็นการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศที่มีความต้องการสูงขึ้นตามจำนวนประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจ

2.เพิ่มอำนาจต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ : เพราะการมีศักยภาพนิวเคลียร์ ทำให้อิหร่านมีแต้มต่อสำคัญในเวทีโลก เพราะเป็นการป้องปรามเชิงสัญลักษณ์ (Deterrence by ambiguity) แม้อิหร่านจะยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์มีจุดประสงค์เพื่อสันติ (energy use) แต่การที่ประเทศมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถก้าวข้ามเส้นไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้หากจำเป็น ก็ทำให้มหาอำนาจตะวันตกไม่สามารถมองข้ามได้ เป็นการบังคับกลายๆ ให้อีกฝ่ายต้องเปิดโต๊ะเจรจา อิหร่านสามารถนำโครงการนิวเคลียร์มาใช้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างๆ ที่อิหร่านได้มากกว่าเสีย เช่น ยอมชะลอการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร หรือการปลดล็อกการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเราเห็นแล้วจากกรอบ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA)
3. สร้างพันธมิตรนอกตะวันตก : ความก้าวหน้าด้านนิวเคลียร์ทำใหอิหร่านมีน้ำหนักในการเจรจากับจีน รัสเซีย หรือแม้แต่ประเทศในกลุ่ม BRICS ที่พร้อมเข้ามาลงทุนหรือซื้อพลังงานจากอิหร่าน โดยไม่แยแสต่อการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทำให้อิหร่านมีไพ่สำคัญในการเจรจากับมหาอำนาจ
4. สัญลักษณ์ของความเป็นอิสระและอธิปไตย : โครงการนิวเคลียร์ของของอิหร่าน ย้ำชัดว่าแดนเปอร์เซียจะไม่ยอมตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของมหาอำนาจตะวันตก โครงการนิวเคลียร์เป็นเครื่องยืนยันสถานะรัฐอธิปไตย ที่ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันของสหรัฐฯและพรรคพวก ไม่เพียงเทานี้ อิหร่านสามารถใช้โครงการนิวเคลียร์เป็นการต่อรองในการเจรจากับสหรัฐฯ และยุโรป ทั้งในมิติการคว่ำบาตรและความสัมพันธ์ทางการทหาร
ส่วนรัสเซีย โดยเฉพาะ Rosatom (ผู้ส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์รายใหญ่ที่สุดของโลกผลิตไฟฟ้ามากที่สุดในรัสเซีย และเป็นเจ้าของกองเรือตัดน้ำแข็งพลังงานนิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวในโลก) ไม่เพียงมองเห็นผลกำไรงอกงามจากดีลมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยังใช้โครงการนี้เป็นสะพานอิทธิพล เชื่อมต่อมอสโกกับตะวันออกกลางในหลากหลายมิติทั้งมิติทางเศรษฐกิจ ดีลนี้ช่วยให้รัสเซียมีรายได้จำนวนมาก ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน, มิติทางการเมือง การเป็นพันธมิตรพลังงานนิวเคลียร์กับอิหร่าน ทำให้รัสเซียยกระดับความน่าเชื่อถือในฐานะ ผู้สนับสนุนรัฐที่ถูกตะวันตกกีดกัน รวมถหตะวันออกกลางคือภูมิภาคยุทธศาสตร์ด้านน้ำมัน ก๊าซ และเส้นทางเดินเรือ การมีพันธมิตรอย่างอิหร่าน ทำให้รัสเซียสามารถเพิ่มแรงกดดันต่อชาติตะวันตกได้ในเชิงยุทธศาสตร์

“Snapback Sanctions”  จุดปะทะของมหาอำนาจ

การที่อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีเป็นผู้ริเริ่มนำมาตรการคว่ำบาตร Snapback กลับมาใช้อีกครั้ง ถือเป็นการยกระดับแรงกดดันต่ออิหร่าน โดยกล่าวหาว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) อย่างไรก็ตาม จีนและรัสเซียได้ยื่นร่างมติ UNSC เพื่อขยายเวลาเจรจาออกไปอีก 6 เดือน แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกเชิงโครงสร้างในคณะมนตรีความมั่นคง รวมถึงสะท้อนว่า UN กลายเป็นสมรภูมิแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจ มากกว่าจะเป็นเวทีแก้ปัญหาความมั่นคงโลกอย่างแท้จริง

สงครามวาทกรรม นิวเคลียร์เพื่อพลังงานหรือเพื่อระเบิด?

โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงเชิงเทคนิคว่าควรใช้เครื่องปั่นแยกยูเรเนียมเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือไม่ แต่กลายเป็นสงครามวาทกรรมที่เดิมพันสูง
  • ตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป มองว่า “พลังงานนิวเคลียร์เพื่อพลเรือน” เป็นเพียงข้ออ้างทางการทูต ที่อิหร่านใช้ปกปิดเป้าหมายแท้จริง นั่นคือการพัฒนาอาวุธปรมาณู ความหวาดระแวงนี้ยิ่งทวีคูณเพราะอิหร่านอยู่ในภูมิภาคที่เปราะบางอย่างตะวันออกกลาง และมีประวัติการเผชิญหน้ากับอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย
  • อิหร่าน กลับยืนยันหนักแน่นว่า ตนมีสิทธิอันชอบธรรมตามสนธิสัญญา NPT (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons) ที่เปิดทางให้ประเทศภาคีสามารถใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์สันติ เช่น การผลิตไฟฟ้า การแพทย์ หรือการวิจัยวิทยาศาสตร์ อิหร่านจึงวาดภาพตัวเองว่าเป็น “ประเทศเอกราช” ที่กำลังถูกมหาอำนาจรังแก
  • ยุทธศาสตร์ที่ซ่อนอยู่คือ ฝ่ายตะวันตก ใช้ “ภัยคุกคามนิวเคลียร์” เป็น เครื่องมือสร้างความชอบธรรมต่อมาตรการคว่ำบาตร ฝ่ายอิหร่าน ใช้ “สิทธิแห่งเอกราชและความชอบธรรม (legitimacy)” เป็นโล่ทางการเมือง ทั้งในเวทีภายในและระหว่างประเทศ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนกำลังปกป้องศักดิ์ศรีชาติ และสร้างการยอมรับในกลุ่มประเทศที่เห็นอกเห็นใจ เช่น รัสเซีย จีน และชาติอาหรับบางส่วน มาตรการคว่ำบาตร การกดดันทางเศรษฐกิจ และการสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยจำกัดขีดความสามารถของอิหร่านทั้งในเชิงทหารและเศรษฐกิจ ตะวันตกมองโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านว่าเป็น “ข้ออ้าง” เพื่อนำไปสู่การครอบครองอาวุธปรมาณู ขณะที่อิหร่านยืนยันสิทธิอันชอบธรรมในการพัฒนาโครงการพลังงานเพื่อพลเรือน
นี่ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งด้านเทคนิค แต่คือยุทธศาสตร์สงคราม ฝ่ายตะวันตกใช้ภัยคุกคามของปรมาณู เป็นเครื่องมือชอบธรรมต่อการคว่ำบาตร ฝ่ายอิหร่านใช้สิทธิความเป็นเอกราช เพื่อสร้างความชอบธรรมต่อการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์


บทเรียนอดีต…จากบูเชร์สู่สิริก

โรงไฟฟ้าบูเชร์ที่รัสเซียสร้างให้ตั้งแต่ปี 1993 เป็นบทพิสูจน์ว่าความร่วมมืออิหร่าน–รัสเซียมีรากฐานยาวนาน แม้โครงการนี้จะถูกเยอรมนีทอดทิ้งหลังการปฏิวัติอิสลาม จากนั้นในปี 1979 รัสเซียก็เข้ามาสานต่อและกลายเป็นพันธมิตรที่อิหร่านไว้วางใจ ดังนั้นการที่รัสเซียเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มในสิริกและบูเชร์ จึงเป็นการย้ำชัดว่าพันธมิตรนี้ไม่ได้เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้น แต่คือความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว

การสร้างขั้วอำนาจใหม่ในระบบโลก

หากมองให้กว้างขึ้น ข้อตกลงนิวเคลียร์ครั้งนี้คือหนึ่งฟันเฟืองสำคัญของการจัดระเบียบโลกใหม่
1. การเสื่อมถอยของขั้วตะวันตก สหรัฐฯ ถอนตัวจาก JCPOA ในปี 2018 ทำให้ความน่าเชื่อถือของตะวันตกลดลงในสายตาประเทศกำลังพัฒนา
2. การผงาดของพันธมิตรต่อต้านตะวันตก อิหร่าน จีน และรัสเซียกำลังเชื่อมโยงกันทั้งทางพลังงาน การทหาร และเศรษฐกิจ
3. การกระจายศูนย์อำนาจโลก ความร่วมมือเช่นนี้อาจเป็นแรงเร่งให้โลกก้าวสู่ระบบหลายขั้ว (multipolar world) ที่ไม่ถูกครอบงำโดยสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว
ดีลนิวเคลียร์ 25,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างอิหร่านกับรัสเซีย จึงเป็นมากกว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มูลค่ามหาศาล เพราะสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่สะท้อนถึงการเคลื่อนย้ายอำนาจจากตะวันตกไปสู่พันธมิตรใหม่ที่ท้าทายระเบียบโลกดั้งเดิม ในขณะที่ตะวันตกพยายามใช้คว่ำบาตรเป็นเครื่องมือบังคับ อิหร่านและรัสเซียกลับใช้ความร่วมมือทางนิวเคลียร์เป็นการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์และเป็นหมากยุทธศาสตร์ที่อาจกำหนดทิศทางการเมืองโลกในทศวรรษต่อไป

ที่มา :