มีบางความเห็นจากประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ที่กล้าเอ่ยปากอย่างโอหังว่า “ธรรมชาติของมาเลเซียสวยงามและเหนือกว่าไทยถึง 400 เท่า” พร้อมพยายามลดทอนเสน่ห์ของอ่าวนาง กระบี่ หรือพีพีให้ด้อยค่าเมื่อเทียบกับ Port Dickson หรือเกาะลังกาวี ฟังเผินๆ อาจดูโอ่อ่า แต่เมื่อหันกลับมามองความจริง คำกล่าวอ้างเหล่านั้นแทบไม่ต่างอะไรจากภาพลวงตาที่พังทลายลงทันทีเมื่อเจอสถิติและความนิยมจริงของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพราะในโลกของการท่องเที่ยว ตัวเลขไม่เคยโกหก และตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอย่างชัดเจนว่า Amazing Thailand ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกน แต่คือความจริงที่พิสูจน์ถึงความสำเร็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระดับนานาชาติ
ขณะที่ Malaysia Truly Asia อาจยังคงเป็นเพียงถ้อยคำโฆษณาที่สวยหรู แต่ยังไม่เคยกลายเป็นความจริงที่นักท่องเที่ยวสัมผัสได้ นี่ไม่ใช่การเปรียบเทียบ “ความงามของธรรมชาติ” ที่ใครจะตีความได้ตามรสนิยมส่วนตัว แต่คือการวัดกันด้วยศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐาน ประสบการณ์ที่ครบวงจร และความเชื่อมั่นของตลาดโลก และทั้งหมดนี้คือสนามที่ไทยครองความเหนือกว่ามาเลเซียแบบไร้ข้อกังขา

ศาสตราจารย์ ดาทุก ดร. เอ็มดี อะมิน เอ็มดี ทัฟฟ์ รองอธิการบดีจาก UPSI (Universiti Pendidikan Sultan Idris) หรือ (มหาวิทยาลัยการศึกษาสุลต่านอิดริส) ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยสาธารณะที่มีชื่อเสียงของมาเลเซีย มุ่งเน้นด้านการผลิตครูและการศึกษา อ้างว่าธรรมชาติของมาเลเซีย “งดงามกว่าและได้รับการอนุรักษ์ดีกว่าไทยถึง 400 เท่า” โดยชี้เปรียบเทียบเฉพาะเจาะจงว่า Port Dickson ดีกว่าหาดอ่าวนาง หมู่เกาะลังกาวีเหนือกว่ากระบี่ และน้ำทะเลรอบเกาะเรดัง, หมู่เกาะเมอร์ซิง, และเกาะกะปัส ใสกว่าน้ำใกล้เกาะพีพี ทั้งยังระบุว่าชาวมาเลเซียมาเที่ยวไทย ด้วยเหตุผลหลักๆ เพราะ “ราคาถูกกว่า” ทั้งอาหารและกิจกรรม
โดยเขาเน้นย้ำว่านักท่องเที่ยวบางส่วนชื่นชมกิจกรรมกลางแจ้ง ป่าไม้เขียวขจี ชายหาดที่คนน้อยกว่า รวมถึงความใสของน้ำทะเลรอบลังกาวีและฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย (เรดัง, กะปัส) ว่าเหนือกว่าหาดดังๆ ของไทย (กระบี่, พีพี) โดยยกให้ Port Dickson เป็นเมืองชายฝั่งที่ผ่อนคลาย ขณะที่อ่าวนาง “มีนักท่องเที่ยวมากและแออัด” แต่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและชีวิตชายหาดที่มีชีวิตชีวา ส่วนลังกาวี “เงียบกว่า” ขณะที่กระบี่ได้รับความนิยมในการเที่ยวเกาะแต่ “วุ่นวายกว่า” และค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไทยโดยรวม “ราคาถูกและเป็นมิตรกับงบประมาณมากกว่า” และนั่นคือที่มาของสถิติล่าสุดนี้ที่ทำให้มาเลเซียช้ำใจ
ตลอดช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น และไต้หวัน

“เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าชาวมาเลเซียจะเลือกท่องเที่ยวภายในประเทศ แทนที่จะหันไปพึ่งประเทศไทย? รองอธิการบดี UPSI กล่าวถึงปัญหา พร้อมระบุว่า “เรามีเหตุผลชัดเจนอยู่แล้วที่ควรส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศแต่อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าของที่ระลึกในไทยมีราคาถูกกว่าและตัวเลือกเยอะกว่า “ลองหาแม่เหล็กติดตู้เย็นลวดลสายและชื่อสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ดูสิ หาแทบไม่ได้ แม้แต่ที่เก็นติ้งก็ไม่ชัดเจนเรื่องราคา หรือถ้ามีก็แพงกว่าที่ไทยอีก” รองอธิการบดี UPSI ยอมรับความเป็นจริงในเรื่องนี้
กระนั้น ดร. เอ็มดี อามิน ยังคงผยอง กล่าวด้วยความมั่นใจเต็มร้อยอีกว่า แม้ว่าธรรมชาติในมาเลเซียจะสวยงามกว่าประเทศไทยหลายเท่า แต่เพียงความงามอย่างเดียวไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ สิ่งที่สำคัญยิ่งคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การจัดทำแพ็กเกจ “Rahmah” และการดำเนินโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือเกณฑ์หลักที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียพิจารณา
ทั้งนี้ แพ็กเกจ Rahmah ในวงการท่องเที่ยวมาเลเซีย หมายถึงโครงการ RAHMAH Madani Package Initiative ซึ่งเป็นโครงการอย่างเป็นทางการของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ธุรกิจต่างๆ นำเสนอสินค้าและบริการแบบรวมเป็นชุดพร้อมส่วนลดในหลากหลายด้าน รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย แพ็กเกจเหล่านี้ต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 รายการ และมอบส่วนลดตั้งแต่ 10–30% เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถเข้าถึงการท่องเที่ยวได้อย่างคุ้มค่าและง่ายขึ้น

นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าราคาของอาหารในไทยยังต่ำกว่าและมีตัวเลือกหลากหลายมากกว่าในมาเลเซีย ลองจินตนาการถึงข้าวต้มยำและอาหารทะเลสำหรับ 6 คนในราคาเพียง 100–150 ริงกิต
“ถ้าประเทศไทยสามารถรักษาราคาอาหาร Rahmah ไว้ได้ แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเป็นล้านคนทุกปี นั่นแสดงให้เห็นว่าการควบคุมราคาสินค้าและบริการในแหล่งท่องเที่ยวหลักเป็นไปได้ ดังนั้น มาเลเซียเองก็น่าจะทำได้เช่นกัน หากจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายและโปรโมชั่นอย่างเหมาะสม” ดร. เอ็มดี อามิน กล่าวกับ Harian Metro
Rahmah ในภาษามลายูแปลว่า “เมตตา” หรือ “กรุณา” ในบริบทของอาหาร Rahmah จึงหมายถึง อาหารที่ขายในราคาย่อมเยา เป็นมิตรกับผู้บริโภค เน้นให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพดีได้โดยไม่แพง มักเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือสวัสดิการสังคม เช่น ร้านอาหารในสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งจะมีเมนู Rahmah ให้เลือก สรุปสั้นๆ คือ อาหาร Rahmah คือ อาหารราคาถูก ถูกใจคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวในประเทศนั่นเอง

ความตื้นเขินทางวิชาการและทัศนะแคบๆ ที่ขาดการพิจารณา
เห็นได้ชัดเจนว่าทัศนะของรองอธิการบดี UPSI ที่อ้างความเหนือกว่าของธรรมชาติมาเลเซียถึง “400 เท่า” เป็นการกล่าวอ้างที่ “ตื้นเขิน” และ “ขาดความน่าเชื่อถือทางวิชาการ” อย่างสิ้นเชิง อ่าวมาหยา ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะพีพีเล ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะหลักของหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ถูกจัดอันดับให้เป็นชายหาดที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกในปี 2024ตามผลสำรวจของ Beachatlas สตาร์ทอัพจากลอนดอน
การที่มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นถึงศาสตราจารย์และเป็นผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการศึกษาที่มีภารกิจในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนและสังคม กลับเอ่ยอ้างตัวเลขที่เกินจริงเช่นนี้ แสดงถึงความภาคภูมิใจในชาติที่ไร้เหตุผลและละเลยที่จะพิจารณาภาพรวมของการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค การเปรียบเทียบที่เลือกหยิบยกมานั้นเป็นการมองข้ามปัจจัยเชิงปริมาณและคุณภาพที่ทำให้การท่องเที่ยวไทย “เหนือกว่า” มาเลเซียในทุกมิติที่แท้จริงและไม่อาจหาข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผลได้

มิติที่ 1: “ความเหนือกว่า” ของโครงสร้างพื้นฐานและภาพลักษณ์ระดับโลก (Global Recognition & Infrastructure)
การเปรียบเทียบ Port Dickson กับ อ่าวนาง หรือ ลังกาวี กับ กระบี่/พีพี เป็นการเทียบมาตรฐานคนละระดับอย่างชัดเจน
การเข้าถึงและเชื่อมต่อ (Accessibility) ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Regional Hub) ที่แท้จริง สนามบินหลักในกรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต สมุย และกระบี่ มีเที่ยวบินตรงจากทั่วโลกหลายร้อยเส้นทางต่อวัน ในขณะที่มาเลเซียต้องพึ่งพาสนามบินหลักเพียงแห่งเดียว (KLIA) ที่รัฐสลังงอร์ ก่อนจะต่อเครื่องภายในประเทศ ซึ่งสร้างความซับซ้อนและต้นทุนที่สูงกว่ามาก
โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว แม้อ่าวนางจะ “แออัด” กว่า แต่ก็เป็นสัญญาณของ “ความต้องการตลาดโลก (Global Demand)” ที่สูงลิ่ว ความแออัดนี้มาพร้อมกับ “โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก” ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งโรงแรมหรูระดับโลก, โรงพยาบาลมาตรฐานสากล, และระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Port Dickson และ Langkawi ยังไม่อาจทาบติด ทั้งในแง่ของจำนวนและความหลากหลายของตัวเลือกที่พักและบริการ ตลอดจนมาตรฐานการบริการของมาเลเซียที่ยังห่างชั้นจากไทยมากเหลือเกิน โดยเฉพาะหากจะเทียบโรงแรมในกระบี่ทั้งจังหวัดกับลังกาวีและ พบว่าไทยกินขาด ทั้งความหรูหราและการขึ้นแท่นเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวที่มีระดับอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Rayavadee Resort, Banyan Tree Krabi, Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve และThe Tubkaak Krabi Boutique Resort
การยอมรับระดับโลก ชื่อชั้นของ ภูเก็ต, กระบี่, เกาะสมุย, และกรุงเทพฯ เป็นแบรนด์การท่องเที่ยวที่ทรงพลังและได้รับการจัดอันดับให้เป็น “จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดในโลก” อย่างสม่ำเสมอในสื่อระดับสากลหลายสำนักหลายครั้งหลายครา ต่อเนื่องกันมานานหลายสิบปี ซึ่งเป็นสิ่งที่มาเลเซียปรารถนา

มิติที่ 2: “ความเหนือกว่า” ของประสบการณ์และมูลค่าที่ได้รับ (Experience & Value Proposition)
ข้ออ้างที่ว่าชาวมาเลเซียมาเที่ยวประเทศไทยเพราะ “ราคาถูกกว่า” นั้นเป็นมุมมองที่ “คับแคบ” และมองข้าม “มูลค่า (Value)” ที่แท้จริง
ความหลากหลายของประสบการณ์ ประเทศไทยไม่ได้มีดีแค่ราคาถูก แต่มีความหลากหลายของประสบการณ์ที่ไร้คู่แข่ง ตั้งแต่การใช้ชีวิตท่ามกลางสีสันในเมืองอันคึกคักอย่างกรุงเทพฯ หรือหาดใหญ่ ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียโดยเฉพาะมุสลิมมีอิสระเสรีกว่าในประเทศตัวเอง, วัฒนธรรมและธรรมชาติอันบริสุทธิ์งดงามทางเหนือที่มาพร้อมกับน้ำใจไมตรีและอาหารท้องถิ่นรสเลิศ, ชายหาดที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาทางใต้, ไปจนถึงการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ซึ่งมาเลเซียยังคงจำกัดอยู่ในประสบการณ์ด้านธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้งเป็นหลัก
เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงลึก (Depth of Tourism Economy) การท่องเที่ยวไทยสร้าง “งาน” และ “รายได้” ที่กระจายตัวในวงกว้างและมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ามาก (GDP Contribution) ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเกืิอบ 40 ล้านคนต่อปี (ก่อนโควิด-19) เป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มาเลเซียยังไม่สามารถเทียบได้ แม้ทางการมาเลเซียจะพยายามสร้างสถิติลวงๆ ด้วยการนับจำนวนคนเข้าออกแต่ละด่าน ซึ่งไปทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับด้วยก็ตาม
มิติทางวัฒนธรรมและอาหาร (Cultural & Gastronomy Tourism) อาหารไทยเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับระดับโลกไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง ผัดไทย มัสมั่น ฯลฯ เช่นเดียวกับมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวย วัดวาอาราม และประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้“สมบูรณ์แบบ” เหนือกว่าแค่ความสวยงามของธรรมชาติที่อาจ “เงียบ” และ “ปราศจากชีวิตชีวา”

มิติที่ 3: “ความเหนือกว่า” ทางสถิติที่ไม่อาจปฏิเสธ (Statistical Dominance)
ตัวเลขสถิติเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดในการล้มล้างข้อโต้แย้งนี้ ในปี 2024 การท่องเที่ยวของไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมีจำนวนผู้เดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศประมาณ 35.04–35.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 35% เมื่อเทียบกับปี 2023 รายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท โดยอัตราการเข้าพักในที่พักสูงถึงประมาณ 72.6% ประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวมากที่สุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย และอินเดีย การดำเนินนโยบายสำคัญของรัฐบาล เช่น การยกเว้นวีซ่าและการอำนวยความสะดวกด้านการตรวจคนเข้าเมือง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตนี้
ขณะที่มาเลเซียในปี 2024 มีจำนวนผู้เดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศเพียงกว่า 25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 24.2% จากปี 2023 แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 27.3 ล้านคน ประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวมากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ 9.1 ล้านคน รองลงมาคือ อินโดนีเซีย จีน และประเทศอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของความโดดเด่นระหว่างประเทศ ไทยยังคงเหนือกว่าด้วยจำนวนผู้เดินทางต่างชาติและรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความสำเร็จเชิงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวรวมรวมของมาเลเซีย แม้จะดูสูง แต่ไม่ได้สะท้อนถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างตรงไปตรงมา กลยุทธ์นี้แม้จะทำให้ภาพลักษณ์ภายนอกดูดี แต่ก็เป็นการหลอกทั้งตัวเองและคนอื่น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถเทียบเคียงกับไทยได้ทั้งในแง่รายได้และนักท่องเที่ยวต่างชาติได้
การนับนักท่องเที่ยว: หลักสากล vs วิธีของมาเลเซีย
โดยทั่วไป องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) กำหนดนิยามมาตรฐานการนับนักท่องเที่ยวไว้ชัดเจนว่า
การนับจำนวนครั้ง
นักท่องเที่ยว 1 คน หากเดินทางไปประเทศใดประเทศหนึ่ง 3 ครั้งในปีเดียวกัน และเข้าเงื่อนไขการเป็นนักท่องเที่ยว ก็จะถูกนับเป็น 3 คน
ดังนั้น สถิติที่เราเห็นจึงสะท้อน “จำนวนครั้ง” ของการเดินทาง ไม่ใช่ “จำนวนบุคคล”
เงื่อนไขสำคัญ ต้องพักแรมอย่างน้อย 1 คืน
นี่คือเกณฑ์สากลที่ใช้กันทั่วโลก ถ้าเข้าประเทศแล้วไม่พักแรม เช่น แค่แวะเปลี่ยนเครื่องบิน (transit) หรือเข้ามาเช้าเย็นกลับ จะไม่นับเป็นนักท่องเที่ยว
เกณฑ์นี้มีเหตุผล เพราะการพักแรมหมายถึงการใช้จ่ายกับโรงแรม ร้านอาหาร และกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นหัวใจของรายได้จากการท่องเที่ยวจริงๆ
แต่วิธีการนับของมาเลเซีย “นับทุกก้าวที่เหยียบแผ่นดิน” ตรงนี้แหละที่ทำให้มาเลเซียหลุดจากมาตรฐานสากลแบบสุดๆ เพราะมาเลเซียนับ ทุกคนที่เข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ คนข้ามมาทำงานคนเข้ามาเช้าเย็นกลับ นักท่องเที่ยวที่มาแค่เปลี่ยนเครื่องบิน แต่แวะออกจากสนามบินเหยียบแผ่นดินมาเลเซียเพียงก้าวเดียว ทั้งหมดนี้ถูกนับรวมเป็นนักท่องเที่ยว โดยไม่สนใจว่าจะมีการพักค้างหรือไม่
นักท่องเที่ยวที่เห็นหนาแน่นฝั่งยะโฮร์บาห์รู (JB) นั้น แท้จริงแล้วส่วนใหญ่ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่เป็นชาวสิงคโปร์ที่นิยมข้ามแดนไปใช้บริการต่างๆ ในวันหยุด ทั้งการจับจ่ายซื้อของ รับประทานอาหาร ล้างรถ หรือแม้แต่ตัดผม เนื่องจากราคาถูกกว่ามาก หลายคนเดินทางไปกลับแทบทุกวันหรือทุกสัปดาห์ โดยด่านพรมแดน JB เปิดตลอด 24 ชั่วโมง การขับรถข้ามไปก็สะดวกสบาย ไม่จำเป็นต้องลงจากรถให้ยุ่งยาก
ผลลัพธ์จากการนับสถิตินักท่องเที่ยวแบบไม่สนโลก ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวของมาเลเซียจึงสูงผิดปกติ แต่ไม่ได้สะท้อนการใช้จ่ายท่องเที่ยวจริงอย่างที่ไทย ญี่ปุ่น หรือประเทศใหญ่ๆ นับกันและมักจะเอาไปอ้างในเชิงการตลาดว่า “มาเลเซียมีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในอาเซียน” แต่ถ้าดูเชิงคุณภาพ เช่น รายจ่ายต่อหัวจะเห็นว่าไทยเหนือกว่าอย่างท่วมท้น

จากข้อมูลข้างต้นทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับโลก Amazing Thailand ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มากกว่า Malaysia Truly Asia การท่องเที่ยวไทยเหนือระดับทั้งในด้านธรรมชาติที่หลากหลาย การเข้าถึงที่สะดวกสบาย กิจกรรมทางน้ำที่หลากหลาย รวมถึงประสบการณ์ท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและน่าจดจำ
ดังนั้น ความเห็นของรองอธิการบดี UPSI ที่กล่าวว่า “ธรรมชาติของมาเลเซียสวยงามและได้รับการอนุรักษ์ดีกว่าประเทศไทยถึง 400 เท่า” จึงเป็นความเห็นที่ขาดความเข้าใจและข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน
หากรองอธิการบดี UPSI ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ขอแนะนำให้ท่านศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้และมีความเป็นกลาง เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบและประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม
สิ่งที่รองอธิการบดี UPSI พึงทราบและควรทราบตั้งแต่แรกคือ นักท่องเที่ยวมาเลเซียชอบสิ่งที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย เช่น การแวะปั๊ม ปตท. หรือเข้า 7-Eleven ซึ่งเป็นความชอบพื้นฐานแต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของการท่องเที่ยวในประเทศตัวเอง หมู่เกาะสวยๆ ของมาเลเซียมีอยู่มาก แต่กลับไม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศให้มาเยือนอย่างจริงจัง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกที่จะข้ามพรมแดนไปหาดใหญ่ กันอย่างล้นหลาม จนห้องพักเต็มทุกโรงแรม และด่านชายแดนแทบแตกทุกช่วงหยุดยาว แม้ว่ามาเลเซียจะมีธรรมชาติสวยงามและยังไม่ถูกทำลาย แต่กลับไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของประชาชน

สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งอาหารที่ซ้ำซากจำเจ ไก่ ปลา ซ้ำๆ กลางคืนไม่มีร้านนั่งชิลล์ ปิดไฟเร็ว ไม่สามารถดื่มเบียร์หรือสนุกสนานได้ตามต้องการ ทำให้ความบันเทิงและการท่องเที่ยวในประเทศไม่ครบวงจร เมื่อนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางมาเยือนหาดใหญ่ พฤติกรรมของพวกเขาก็สะท้อนถึงความชอบนี้อย่างชัดเจน ทั้งการซื้อสินค้าจาก 7-Eleven ในปริมาณมากแบบแพ็คใหญ่ จนร้านค้าต้องปรับตัวจัดสินค้าและโปรโมชั่นให้ตอบสนองนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้
นั่นหมายความว่าไทยสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมาเลเซียได้ครบ ทั้งโรงแรมและบริการระดับ 5 ดาว อาหารหลากหลาย ความบันเทิงกลางคืน และความสะดวกสบายทุกด้าน
สรุปคือ ปัญหาการท่องเที่ยวในมาเลเซียไม่ได้อยู่ที่ว่ามีดีแค่ไหน แต่เป็นเรื่องความพร้อมและการตอบสนองความต้องการของประชาชนตัวเองที่ยังทำได้ไม่เต็มที่ ขณะที่ไทยทำได้ครบถ้วน จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียโปรดปรานนั่นเอง
Fast Check
ถ้าคิดจะเปรียบเทียบ Port Dickson กับอ่าวนาง หรือ ลังกาวีกับกระบี่/พีพี ก็ขอให้แน่ใจก่อนว่าโลกทั้งใบไม่ได้หมุนอยู่บนแผนที่ท่องเที่ยวมาเลเซียเท่านั้น เพราะความเห็นที่ว่า “ธรรมชาติของมาเลเซียงดงามกว่าไทยถึง 400 เท่า” นั้น ไม่เพียงเกินจริง แต่ยังสะท้อนถึงความตื้นเขินทางวิชาการที่น่าอับอายอย่างที่สุด
ข้อเท็จจริงคือ นักท่องเที่ยวมาเลเซียเองยังไม่เลือกเที่ยวประเทศตัวเอง แต่กลับเดินข้ามแดนมาหาดใหญ่กันจนด่านชายแดนแทบแตก โรงแรมเต็มทุกหยุดยาว และห้างร้าน 7-Eleven ต้องสต็อกสินค้าเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการ นี่ไม่ใช่เพราะไทยถูกกว่าอย่างเดียว แต่เพราะไทย “ครบกว่า สนุกกว่า และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์” ในขณะที่เกาะสวยน้ำใสของมาเลเซีย แม้จะมีอยู่มาก แต่กลับเงียบเหงาเพราะขาดเสน่ห์ ความสะดวก และสีสันของชีวิต
สถิติก็ฟ้องชัดเจน 8 เดือนแรกของปี 2025 ประเทศที่เดินทางมาเที่ยวไทยมากที่สุดอันดับ 1 คือ “มาเลเซีย” เอง แซงหน้าจีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ เยอรมนี ญี่ปุ่น และไต้หวัน นี่คือหลักฐานแบบไม่ต้องเถียงว่าคนมาเลเซียไว้ใจและโปรดปราน “เที่ยวไทย” มากกว่าการเที่ยวในบ้านตัวเอง
ดังนั้น หากจะอ้างความเหนือกว่าของมาเลเซียด้วยถ้อยคำโอ่อ่าโดยไม่สนข้อเท็จจริง ก็เท่ากับกำลังหลอกตัวเองและคนในชาติให้หลงเชื่อภาพลวงตา ขณะที่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว การท่องเที่ยวไทยยังคงเหนือกว่ามาเลเซียในทุกมิติ ทั้งชื่อเสียงระดับโลก โครงสร้างพื้นฐาน ความหลากหลายของประสบการณ์ และรายได้ที่สร้างให้ประเทศอย่างมหาศาล
ที่มา :
- UPSI VC Says Malaysia’s Nature is 400x More Beautiful Than ‘Overrated’ Thailand, But High Prices Deter Tourists
- Foreign tourist arrivals Thailand 2015-2024
- Now Be Able To Enjoy Visa-Free Entry To Thailand
- Thailand receives over 35.5 mln foreign tourists in 2024
- Malaysia misses 2024 tourist arrival targets despite reporting over 25 mln visitors












