“ไมโครชิพ” ขยายลงทุนในไทย รวมมูลค่ากว่า 3.8 หมื่นล้านบาท หนุนศูนย์กลางทดสอบชิปของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมสายการผลิตและพบหารือกับผู้บริหารบริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ว่า “ไมโครชิพ” เป็นบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่รายแรกจากสหรัฐอเมริกาที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2538 และได้ขยายการลงทุนต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการของบีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการขยายการลงทุนโครงการประกอบและทดสอบชิป (Wafer Testing, IC Packaging and Testing) เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดโลก มูลค่าลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมถึงปัจจุบัน บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 12 โครงการ มูลค่าลงทุนรวมกว่า 38,000 ล้านบาท ยกระดับสู่ฐานหลักในการประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง ย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพและระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทยแบบครบวงจร
กกร. ยื่นทบทวน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ หวั่นกระทบ SMEs ปิดกิจการ-เลิกจ้าง

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ยื่นหนังสือถึงภาครัฐและนายจรัส คุ้มไข่น้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อแสดงข้อกังวลและข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ณ อาคารรัฐสภา
กกร. ยืนยันว่าภาคเอกชนสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานตามหลักสากล ทั้งในด้านชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม สิทธิการลา และการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อส่งเสริม Work-Life Balance อย่างไรก็ตาม การปรับลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 ชั่วโมง เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมถึงการเพิ่มวันหยุดและสิทธิการลาอื่นๆ ตามร่างกฎหมายใหม่ อาจส่งผลให้ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงและสภาพคล่องจำกัด อาจนำไปสู่การปิดกิจการและการเลิกจ้างแรงงาน ขณะที่กระบวนการจัดทำร่างกฎหมายควรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ซึ่งในกรณีนี้ยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอและอาจส่งผลต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง
เยาวชนไทยติดหน้าจอสูงถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน เสี่ยงภาวะ “ออทิสติกเทียม”
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและสสส.ชี้ว่าเยาวชนไทยเกือบ 100% เข้าถึงโลกดิจิทัล และใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสูงถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน ในปี 2567 ซึ่งเป็นเวลาที่มากเกินพอดีและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกายและกิจกรรมทางกาย พบว่ามีเยาวชนเพียง 23.1% เท่านั้นที่มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการ “ติดเก้าอี้” และหน้าจอ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วน และปัญหาพัฒนาการ โดยเฉพาะ กรมอนามัย ได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะเกิดพัฒนาการช้า หากใช้จอมากเกินไป มีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล รวมถึงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงและการเสพติดเกม ตามผลวิจัยจาก กรมสุขภาพจิต โดยเฉพาะในเด็กเล็ก มีคำเตือนถึงความเสี่ยงที่จะเกิด “ออทิสติกเทียม” ซึ่งมีผลให้พัฒนาการช้าและควบคุมอารมณ์ไม่ได้
คอมพิวเตอร์ควอนตัมฝีมือจีน ประมวลผลเร็วกว่าซูเปอร์ฯ พันล้านล้านเท่า พร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์















