‘ปอยเปต‘ เมืองชายแดนที่คึกคัก และไม่เคยหลับใหล แต่บัดนี้กลับเงียบงันราวกับเมื องร้าง ภาพสะท้อนของเศรษฐกิจชายแดนที่ หยุดชะงักจากความขัดแย้งระหว่ างกัมพูชาและไทย ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นตั้ งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2025 และนำไปสู่การปิดพรมแดน ได้กลายเป็นชนวนให้เกิดวิ กฤตเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ที่ สุดในรอบหลายปีของกัมพูชา
The Diplomat รายงานว่าจากพรมแดนที่เคยเป็นจุ ดค้าขายคึกคัก มูลค่าการค้ารวมระหว่ างสองประเทศในปี 2024 สูงถึง 10,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่การปิดชายแดนครั้งนี้ได้หยุ ดทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แม้ในระดับมหภาค ไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนั กเพราะกัมพูชามีสัดส่วนการค้ากั บไทยเพียง 2% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด แต่สำหรับกัมพูชา ตัวเลขนี้คิดเป็นถึง 8% ของการค้าต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้า ผลกระทบนี้จึงไม่ได้เพียง เขย่าเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างหนัก หากแต่ยังสั่นคลอนชีวิตของผู้ คนขาวกัมพูชาระดับรากหญ้าอีกด้ วย
เศรษฐกิจที่พังลงทีละภาคส่วน
ไทยเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าจำเป็ นมากถึง 45% ของสินค้าบนชั้นวางซูเปอร์มาร์ เก็ตในกัมพูชา และ 27% ของอาหารทั้งหมด ขณะที่กัมพูชาเองก็เป็นตลาดสำคั ญของไทย โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่คิดเป็ นเกือบ 20% ของการส่งออกของไทย การขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้ซั พพลายเชนหยุดชะงัก ร้านค้าในกัมพูชาต้องลดราคาสิ นค้าจากไทยเพราะกระแสแบนสินค้ าไทยในหมู่ผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้ค้าปลีกขาดทุนหนัก และระบบการค้าภายในประเทศเสี ยสมดุล (แม้จะมีข่าวกระเซ็นกระสายว่าพ่ อค้ากัมพูชาแอบนำเข้าสินค้ าไทยผ่านทางลาว โดยเปลี่ยนฉลากใหม่ก็ตาม)
นอกจากนี้ ในภาคอุตสาหกรรม ไทยเป็นแหล่งนำเข้ารถยนต์และชิ้ นส่วนถึง 30% และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อีก 10% โรงงานของบริษัทข้ามชาติ เช่น Honda ที่ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดน ต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้ห่วงโซ่มูลค่าการผลิ ตโลก (Global Value Chain) ถูกสั่นคลอน และทำลายความเชื่อมั่นของนั กลงทุนในภูมิภาคอินโดจีน
เกษตรกรคือผู้รับกรรมรายแรก
ภาคเกษตรกรรมที่ควรจะเป็น “กันชน” ยามเศรษฐกิจสะเทือน กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่สุด เพราะกัมพูชายังขาดศั กยภาพในการแปรรูปผลผลิ ตภายในประเทศ เดิมทีไทยคือคู่ค้าหลั กของเกษตรกรในจังหวัดทางตะวั นตกของกัมพูชา แต่เมื่อชายแดนปิด เกษตรกรจำต้องหันไปขายให้เวี ยดนามแทน แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะเวียดนามก็ใช้โอกาสนี่ ในการกดราคาลงถึง 20–30% จากราคาที่เคยขายให้ไทย
ผลที่ตามมาคือในเมื่อกัมพูชาไม่ มีทางเลือก จึงกลายเป็นประเทศที่ต้องพึ่ งพาเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันกว่า 63% ของการส่งออกสินค้าเกษตรของกั มพูชา มุ่งหน้าไปยังเวียดนาม และแนวโน้มนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่ างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ตลาดปุ๋ยในกัมพูชาก็ถูกเวี ยดนามยึดครองกว่า 50% หลังการขาดแคลนปุ๋ยจากไทยที่ เคยครองส่วนแบ่งตลาด 25%
ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับพุ่งสูง ส่งผลให้เกษตรกรในจังหวั ดชายแดนอย่างบันเตียเมียนเจย (มีแรงงานในภาคเกษตร 63.7%) และอุดรมีชัย (76.9%) ต้องเผชิญภาวะหนี้สินพุ่งเฉลี่ย 45–50% ของรายได้ครัวเรือน และเมื่อรายได้หดหาย จึงมีแนวโน้มสูงที่จะเข้าสู่ ภาวะหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงต่ อการผิดนัดชำระหรือหนี้ที่ลู กหนี้อาจไม่มี ความสามารถในการชำระคืนได้ ตามกำหนด
“แรงงานคืนถิ่น” ระเบิดเวลาทางสังคม
การปิดพรมแดนยังส่งผลให้ แรงงานกัมพูชากว่า 1.2 ล้านคน ที่เคยทำงานในไทยต้องอพยพกลั บประเทศ โดยเพียงช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม มีแรงงานกว่า 786,899 คน เดินทางกลับผ่านด่านปอยเปต และยังมีอีกจำนวนมากที่กลั บมาโดยไม่มีการรายงานทางการ
แรงงานเหล่านี้คือเส้นเลื อดเศรษฐกิจของครัวเรือนกัมพูชา เพราะเงินโอนกลับจากต่ างประเทศมีมูลค่าสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 หรือคิดเป็น 6.1% ของจีดีพีประเทศ เมื่อรายได้จากแรงงานหายไป ตลาดแรงงานในประเทศจึงล้นทันที เพิ่มขึ้นถึง 8% ภายในเวลาอันสั้น ส่งผลให้ค่าจ้างลดลง และกำลังซื้อในชนบททรุดตัว
เกษตรไม่ช่วย โรงแรมไม่ฟื้น ท่องเที่ยวไม่กลับ
ภาวะที่ภาคเกษตรไม่สามารถรองรั บแรงงานได้เหมือนในอดีต กลายเป็นจุดเปราะบางสำคั ญของเศรษฐกิจกัมพูชา โดยเฉพาะในสี่จังหวัดชายแดนที่ มีประชาชนกว่า 200,000 คน ต้องอพยพไปอยู่ในค่ายพักชั่ วคราว นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้ นในเดือนกรกฎาคม 2025 หลายคนไร้รายได้และยังไม่กล้ ากลับไปทำการเกษตร จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ขณะเดียวกัน ภาคท่องเที่ยวก็ทรุดตัวไม่แพ้กั น หลังวิกฤตโควิด-19 ไทยเคยเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่ างชาติรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา และยังเป็นจุดเชื่อมสำคัญให้นั กท่องเที่ยวจากชาติอื่นเดิ นทางต่อไปยังกัมพูชา บริษัททัวร์ไทยหลายแห่งสร้ างรายได้มหาศาลจากแพ็กเกจทัวร์ “กรุงเทพฯ–เสียมราฐ” รวมถึงแพ็กเกจทัวร์ขาดจังหวัดต่ างๆ ในอีสานใต้ โดยเฉพาะศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี แต่การปิดชายแดนทำให้ระบบนี้พั งลงทันที ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่ เดินทางเข้ากัมพูชาลดลงเกือบ 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (กรกฎาคม 2025) โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่างๆ จึงกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป
ความล้มเหลวของผู้นำ กับราคาที่ประชาชนต้องจ่าย
ทั้งหมดนี้คือผลพวงจาก การตัดสินใจทางการเมืองที่ขาดวิ สัยทัศน์ของผู้นำกัมพูชา ที่ปล่อยให้ความขัดแย้งชายแดนลุ กลามจนกระทบต่อเสถี ยรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ การเลือกใช้ “ชาตินิยมทางการเมือง” เหนือ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ทำให้ประเทศต้องสูญเสียทั้ งตลาดแรงงาน การค้าชายแดน การส่งออกเกษตร และรายได้จากการท่องเที่ยว
ด้านสถาบันทรัพยากรเพื่อการพั ฒนากัมพูชา (Cambodia Development Resources Institute: CDRI) ออกคำเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิ จและสังคมจากการปิ ดชายแดนและความขัดแย้งกั บประเทศไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่ อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2025 ซึ่งสอดคล้องกับ The Diplomat
ตามรายงาน Rapid Policy Note ของ CDRI ในหัวข้อ “Demographic and Economic Profile of Returned Migrant Labourers” ระบุว่าการที่แรงงานกัมพู ชาประมาณ 900,000 คน (ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 11 สิงหาคม 2025) ต้องเดินทางกลับกัมพูชา ภายหลังเหตุการณ์ความไม่ สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์นี้มิใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชี้ให้ เห็นถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิ งทั้งในเชิงโครงสร้างและการบริ หารจัดการวิกฤตของรัฐบาล เพราะขณะนี้กำลังก่อให้เกิ ดแรงกดดันอย่างรุนแรงต่ อตลาดแรงงานภายในประเทศกัมพูชา นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอั ตราการว่างงานและการลดลงของค่ าจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท

การกลั บมาของแรงงานจำนวนมหาศาลในระยะเ วลาอันสั้น สร้างความตึงเครียดอย่างรุ นแรงต่ อตลาดแรงงานภายในประเทศและระบบบ ริการสังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานของ CDRI ย้ำว่า “จำเป็นต้องมีภาพรวมที่ชั ดเจนของข้อมูลประชากรและเศรษฐกิ จของแรงงานคืนถิ่นเพื่ อออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ทั นเวลาและมีประสิทธิภาพ”
เมื่อการตัดสินใจทางการเมื
องของผู้นำลวงโลก นำพาประเทศสู่ความล่ มสลายทางเศรษฐกิจ นี่คือราคาที่ ประชาชนกัมพูชาต้องจ่ ายจากความขัดแย้งชายแดนกับไทย
น่าหดหู่ที่รัฐบาลกัมพูชาไม่มี แผนสำรองที่พร้อมใช้งานสำหรั บการรับมือกับวิ กฤตการอพยพแรงงานขนาดมหึมาเช่ นนี้ ผู้นำกัมพูชาแสดงให้เห็นถึ งการบริหารจัดการวิกฤตแบบตั้งรั บ ไม่ใช่การเตรียมการแบบเชิงรุก การที่รัฐบาลกัมพูชาต้องเริ่มต้ นเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนรู ปแบบการสนับสนุน ในขณะที่ประชาชนหลายแสนคนกำลั งเผชิญกับปัญหาหนี้สินและการว่ างงาน คือความล่าช้าที่ไม่อาจยอมรั บได้ และเป็นการผลักภาระความอยู่ รอดให้แก่ประชาชนที่เปราะบางที่ สุด
ความรับผิดชอบต่ อชะตากรรมของแรงงานเกือบล้ านคนนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้นำไม่ อาจปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย

ปัญหาที่ร้ายแรงอีกประการหนึ่ งคือการลดลงอย่างมากของเงิ นโอนกลับจากแรงงานในไทย (Remittances) ซึ่งคาดว่าจะลดลงถึง 30% ส่งผลให้รายได้ของครัวเรื อนและเงินไหลเข้าสู่ ประเทศลดลงในสัดส่วนที่เทียบเท่ ากับ กว่า 6.1% ของจีดีพีกัมพูชา การลดลงนี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ ยงต่อความยากจน เนื่องจากเงินโอนกลับเป็น แหล่งรายได้สำคัญของครัวเรื อนจำนวนมาก โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีหนี้สิ นจากสินเชื่อรายย่อย
CDRI คาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ปิ ดชายแดนและความชะงักทางเศรษฐกิ จที่เกี่ยวเนื่องกันนี้ ยืดเยื้อนานเกิน 2–3 เดือนอัตราความยากจนของครัวเรื อนในกัมพูชาอาจพุ่งสูงขึ้นอย่ างรุนแรง จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 30% เป็นสูงสุดถึง 50% ภายในสิ้นปี 2025 การคาดการณ์นี้สะท้อนถึง ความเสี่ยงที่น่ากังวลอย่างยิ่ งต่อครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งต้องเผชิญกับทั้งรายได้ จากเงินโอนที่ลดลงและโอกาสการจ้ างงานที่จำกัด ปัจจัยสองประการที่ผนวกกั นจนกลายเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิ จและสังคมที่ลึกขึ้น
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการหยุดชะงั กทางเศรษฐกิจชั่วคราว แต่เป็นบทเรียนราคาแพง ที่แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้ งทางการเมือง หากปราศจากการบริหารจัดการอย่ างรับผิดชอบ ก็สามารถทำลายชีวิตของผู้คนนั บล้านได้ในเวลาไม่กี่เดือนเท่ านั้น
ที่มา :
- Cambodia is Beginning to Feel the Economic Costs of the Border Conflict With Thailand
- Demographic and Economic Profile of Returned Migrant Labourers















