ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจไทย ต่างเตรียมปรับตัวเพื่อรับกับมาตรการการเก็บ ภาษีคาร์บอน (CBAM) มาระยะหนึ่งแล้ว โดยกลไกนี้ เป็นการเก็บ “ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน” ของ EU ซึ่งปรับราคาคาร์บอนของสินค้านำเข้าให้เทียบเท่ากับราคาคาร์บอนภายในสหภาพยุโรปที่กำหนดโดยระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU ETS) โดยมีเป้าหมายหลักคือการป้องกันไม่ให้บริษัทภายใน EU ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มีกฎควบคุมคาร์บอนต่ำกว่า และกระตุ้นให้ประเทศคู่ค้าเร่งปรับการผลิตให้ให้สะอาดและปล่อยคาร์บอนน้อยลง
และปี 2025 นับเป็นปีสุดท้ายก็ว่าได้ที่ภาคธุรกิจปรับตัวรับ CBAM หากต้องส่งสินค้าไปยุโรป โดยเน้นไปที่ธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง เช่น ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ก่อนจะขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ และมีการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026

ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วง “นับถอยหลัง” สู่การที่ สหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มเก็บ ภาษีคาร์บอน (CBAM) ต้นปีหน้า โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 ขณะที่ประเทศไทยยังต้องรอการออกมาตรการภาคบังคับ แต่ความล่าช้าของกฎหมายอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ
นอกจากนั้น ยังมองว่าภาคอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นในช่วงปี 2568 – 2573 จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ
ดังนั้น เพื่อแนะนำแนวทางและมุมมองน่าสนใจให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในการปรับตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบ รับกฎเกณฑ์ใหม่ที่ สหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มเก็บ ภาษีคาร์บอน (CBAM) ต้นปีหน้า 3 ผู้เชี่ยวชาญจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ให้แง่มุมที่น่าสนใจ

โดยเริ่มจาก ดร.กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ที่เปิดเผยว่า “ถึงแม้สหรัฐฯ มีการชะลอการดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แต่ประเทศคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะ EU จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากมาตรการ EU CBAM ตั้งแต่ต้นปีหน้า ส่งผลให้สินค้านำเข้าจากไทยต้องรับภาระต้นทุนคาร์บอน และ EU จะทยอยเพิ่มความเข้มข้นจนต็มรูปแบบหลังปี 2577 นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จีนและญี่ปุ่น จะดำเนินมาตรการในทำนองเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง”

จักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า “โครงสร้างตลาดคาร์บอนของประเทศไทยในลักษณะภาคสมัครใจยังเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างแรงจูงใจ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ได้แก่ การปลดล็อคข้อกำหนดการใช้โครงข่ายไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด เช่น เช่น Direct Power Purchase Agreement รวมถึงกฎหมายภาคบังคับมาอุดช่องว่าง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะทำให้ประเทศไทยมี Carbon Tax และระบบ Emission Trading Scheme (ETS)”
อย่างไรก็ดี ความล่าช้าในการบังคับใช้ ร่าง พ.ร.บ.ฯ หลังสหภาพยุโรป (EU) เริ่มเก็บ ภาษีคาร์บอน (CBAM) EU CBAM ต้นปีหน้า ประมาณ 2 ปี อาจทำให้ไทยเสียโอกาสนำเงินค่าธรรมเนียมคาร์บอนมาเป็นกองทุนสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศแทนการจ่ายให้กับต่างประเทศ

ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “EU CBAM มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ครอบคลุมมูลค่าสินค้าเพียง 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ประกอบการไทยจะพยายามปรับตัวโดยดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก แต่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าค่ามาตรฐานของ EU CBAM ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า อาจต้องเสียค่าปรับโดยเฉลี่ย 5 แสนบาทต่อการส่งออกสินค้า 1 ล้านบาทไปยัง EU ก็ได้”
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงให้คำแนะนำว่า ตอนนี้ผู้ประกอบการไทยมีสองทางเลือก ได้แก่ “รอหรือลุย” คือจะรอให้กฎหมายและแรงกดดันจากต่างประเทศบังคับ หรือเริ่มและลงมือทันทีเพื่อสร้างความได้เปรียบ ลดความเสี่ยง และเตรียมรับภาษีคาร์บอน โดยช่วงปี 2568 – 2573 คือหัวเลี้ยวหัวต่อ ใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ สิ่งสำคัญคือ การทำธุรกิจให้ “กรีนขึ้น” ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เพียงเริ่มจากมาตรการง่ายๆ เช่น ใช้พลังงานคุ้มค่า จัดการของเสีย หรือเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม ก็ช่วยลดต้นทุน เสริมภาพลักษณ์รวมถึงทยอยปรับตามมาตรฐานสากลอีกด้วย










