เป็นที่ทราบกันว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา โดยในปี 2567 สัดส่วนจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 14 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรรวมทั้งหมด และมีการคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปี ข้างหน้า ประชากรไทยจะมีจำนวนลดลงจาก 66.7 ล้านคน เป็น 65.4 ล้านคน และจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นจาก 12.5 ล้านคน เป็น 20.5 ล้านคน ในอีก 20 ปีข้างหน้าด้วย
โดยความท้าทายของปรากฎการณ์สังคมสูงวัยในไทยไม่ได้อยู่แค่ที่ปริมาณของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ทว่า ข้อมูลของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยังอัปเดตเพิ่มเติมว่า “1 ใน 3 ของผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน” โดยมากกว่าร้อยละ 40 มีเงินออมต่ำกว่า 50,000 บาท
ขณะที่ อีกหนึ่งกลุ่มเปราะบางในสังคม นั่นคือ กลุ่มผู้พิการ ซึ่งปัญหาหลักของประชากรกลุ่มนี้ คือ การเข้าถึงงานที่เหมาะสมกับสมรรถนะทางร่างกายของพวกเขา โดย กระทรวง พม. ได้ระบุว่าสถานการณ์การจ้างงานคนพิการในประเทศไทย (ข้อมูลเดือนสิงหาคม 2567) พบว่าในจำนวนคนพิการทั้งหมด 2.2 ล้านคน มีคนพิการอยู่ในวัยแรงงาน 850,396 คน ในจำนวนนี้มีคนพิการที่ประกอบอาชีพเพียง 186,136 คน ดังนั้น ในสังคมไทยจึงยังมีคนพิการจำนวนมากที่ไม่มีงานทำ และควรจะมีโอกาสได้งานทำมากกว่านี้

ด้วยเหตุนี้ ภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุรวมถึงคนพิการในสังคมไทย จึงจำเป็นต้องมีการวางกลไกหลากหลายด้านหนึ่งในนั้น คือ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุและผู้พิการมีงานทำ หรือสำหรับผู้ที่ยังต้องทำงาน ก็ควรต้องมีนวัตกรรม เทคโนโลยี ช่วยเหลือ เพื่อยืดระยะเวลาการทำงานหารายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัวให้นานกว่านี้
จากเหตุผลสำคัญนี้ บวกกับความเชื่อมั่นว่าการสร้างสังคมที่น่าอยู่ ต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะเราจะ “คิดเผื่อ” และช่วยเหลือกัน AIS ACADEMY for THAIs จึงมุ่งมั่นส่งต่อทั้งแรงบันดาลใจและทักษะดิจิทัลสำคัญเพื่อให้คนไทยทุกเพศทุกวัยพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และได้รับโอกาสในการต่อยอดไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น ด้วยการเปิดเวทีด้วย JUMP THAILAND Hackathon 2025 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงาน AIS ACADEMY for THAIs | LIFE FEST 40+ โดยจัดให้มีการแข่งขันประชันไอเดียนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการ ภายใต้โจทย์ “นวัตกรรมเทคโนโลยียุคปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้สูงอายุและคนพิการสามารถมีงานทำและมีรายได้อย่างยั่งยืน” และงานนี้จัดขึ้นร่วมกับกระทรวง พม.

คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดงาน JUMP THAILAND Hackathon 2025 ว่า
“JUMP THAILAND Hackathon 2025 เป็นการแข่งขันประชันไอเดียนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการ ภายใต้โจทย์ “นวัตกรรมเทคโนโลยียุคปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้สูงอายุและคนพิการสามารถมีงานทำและมีรายได้อย่างยั่งยืน” โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นร่วมกับกระทรวง พม. และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้สมัครจากทั่วประเทศกว่า 295 ทีม 1,100 คน จาก 55 สถาบันชั้นนำจากทั่วประเทศ”
“โดยในการแข่งขัน มีพนักงานอุ่นใจอาสาของเอไอเอสได้เข้ามาร่วมเติมเต็มด้วยองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มสมัยใหม่ ช่วยให้น้องๆ นิสิต นักศึกษา ผู้เข้าร่วมแข่งขันสามารถต่อยอดและพัฒนาออกมาเป็น 10 ไอเดียต้นแบบที่โดดเด่น มีศักยภาพในการนำไปใช้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและคนพิการ ให้สามารถยืนหยัด มีงานทำ และสร้างรายได้อย่างมั่นคง ตอบโจทย์สังคมไทยอย่างแท้จริง”
“เพราะที่ AIS เราเชื่อมั่นและมองเห็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่มาเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ทั้งความคิดสร้างสรรค์ ทักษะดิจิทัล และหัวใจที่อยากทำเพื่อสังคมอย่างเห็นได้ชัด”
“JUMP THAILAND” จึงไม่ใช่แค่โครงการ แต่เป็นเวทีที่พิสูจน์ว่า เมื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้นได้จริง โดยในปีนี้เราได้เห็นพลังของนิสิต นักศึกษา ที่จับมือกับพนักงานอุ่นใจอาสาสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่ไม่ได้หยุดแค่ไอเดีย แต่ตั้งใจจะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้คน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และรับมือกับโจทย์ท้าทายระดับประเทศ”
และในวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา วันที่ทีมที่ผ่านเข้ารอบชนะเลิศทั้ง 10 ทีมในการแข่งขัน JUMP THAILAND Hackathon 2025 รอคอยก็มาถึง กับการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศซึ่งจัดขึ้นในงาน “Life Fest 40+ รู้ก่อน ดีกว่า” โดยหลังจากการประชันไอเดียกันอย่างเข้มข้น น้องๆ ทั้ง 10 ทีม ก็ได้มา Pitching นำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการ หลังจากฟังไอเดียดีๆ ของทั้ง 10 ทีมแล้วเราก็ได้ทีมผู้ชนะ 3 ทีม ที่มีไอเดียเข้าตากรรมการและแพลตฟอร์มนั้นสามารถต่อยอดไปสู่การนำมาปรับใช้สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการได้จริง

เริ่มจากทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศพ่วงด้วยรางวัล Popular Vote ไปครอง ได้แก่ ทีม Teletubbies จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับผลงานนวัตกรรมที่ประยุกต์การใช้ระบบ IoT ในการช่วยให้ผู้สูงอายุทำงานด้านประมงได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดย ชัญญาภัค ทรัพย์สวัสดิ์กุล, อนัญญา อุจจธรรมรัตน์, นันท์นภัส นันทพรนิรชา, ณัชณศา เลิศมหากูล และมี ดร.บุญฑริกา เกษมสันติธรรม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โดยน้องๆ ทั้ง 4 คนได้มาบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในการคิดค้นนวัตกรรมนี้ว่า
“เรามีญาติของเพื่อนร่วมทีม ที่เป็นผู้สูงอายุทำอาชีพประมงเพาะเลี้ยงปลานิล ปลาดุก อยู่ที่ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอีกไม่นาน คุณลุง คุณป้า ก็อาจต้องเลิกทำอาชีพนี้แล้ว เพราะอาชีพประมงนี้ใช้พลังกายที่หนักมาก ต้องตื่นมาให้อาหารปลาตั้งแต่ตี 2 และตลอดทั้งวัน ยังมีสิ่งที่ต้องทำเยอะมาก ทั้งต้องวัดค่า PH อุณหภูมิของน้ำว่าเหมาะสมหรือไม่ ต้องคอยดูว่ามีฝนตกลงมาหรือไม่ เพราะปลาเป็นสัตว์เลือดเย็น จะกินอาหารเฉพาะตอนอุณหภูมิอุ่นเท่านั้น ดังนั้นเมื่อฝนตก อุณหภูมิน้ำก็เปลี่ยน ปลาอาจไม่กินอาหารจนทำให้น้ำในบ่อเสียก็ได้ ส่วนลูกปลา ก็ต้องให้อาหารทุก 3-4 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ จึงบั่นทอนสุขภาพผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ขณะที่ จากการสำรวจล่าสุด พบว่าจากผู้สูงอายุทั้งหมด 14 ล้านคน มีกว่า 2 ล้านคนอยู่ในภาคการประมงเพราะเลี้ยงและมีมากกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานที่ทำงานโดยไม่มีลูกจ้าง ดังนั้น คงจะดีกว่ามาก ถ้าเราสามารถลดแรงกายในการทำงานลดรายจ่ายในการทำประมงเพื่อให้คืนทุนได้ไวขึ้น และที่สุดแล้วควรต้องยืดอายุการทำงานให้สามารถทำงานเดิมได้ต่อไปเป็นเวลานานขึ้น
“ทีม Teletubbies จึงได้ออกแบบ AIoT SmartAqua Guardian ระบบ IoT ที่สามารถตรวจวัดคุณภาพน้ำได้อัตโนมัติและแสดงผล Dashboard ได้แบบเรียลไทม์ และยังสามารถเปิดปิดเครื่องตีน้ำอัตโนมัติตามค่าออกซิเจนที่วัด ทำให้ไม่ต้องเปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอด ลดค่าไฟลงได้ และยังมี AI Smart Feeder System ที่ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการกินของปลา จึงให้อาหารได้เหมาะสมตามอุณหภูมิ สภาพอากาศได้ ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้ถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์ต่อ 1 รอบการเลี้ยง”

“นอกจากนั้น ยังได้เพิ่มฟังก์ชันในแอปพลิเคชั่น I-Farm โดยจะปรับขนาดและรูปแบบตัวอักษร เพื่อให้ผู้สูงอายุอ่านง่าย และเพิ่มระบบการสั่งการด้วยเสียงรวมทั้งมีระบบแจ้งเตือนด้วยเสียงอีกด้วย ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดทำให้เราแตกต่างจากแพลตฟอร์มบริหารจัดการสมาร์ทฟาร์มทั่วไป เพราะเราออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ มีการใช้ AI ควบคุมการให้อาหารปลาตามพฤติกรรมการกิน โดยเจ้าอื่นมีแค่การวางระบบ IoT เท่านั้น”
“เพราะเรามองว่า ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ไม่ใช่ภาระแต่เป็นพลังของชาติ และแพลตฟอร์ม SmartAqua Guardian จะช่วยให้พวกท่านทุกคนทำงานได้ง่ายขึ้น พร้อมเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทยได้อย่างยั่งยืน โดยแพลตฟอร์มที่เราคิดค้นนี้ยังสามารถต่อยอดไปใช้ในภาคการเกษตรอื่นได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น การปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์อื่นๆ”
“การได้รับโอกาสมาแข่งขันในเวที JUMP THAILAND Hackathon 2025 ได้ทั้งความรู้ในด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม และได้เปิดโอกาสในการทำความเข้าใจความต้องการของผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการใช้แพลตฟอร์มนี้อย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้เองที่เราได้นำไปปรับใช้เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม SmartAqua Guardian ให้ตอบโจทย์พวกเขาได้มากที่สุด”
ต่อมาเป็นทีม “ตัวจี๊ดพร้อมจั๊มพ์” จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กับผลงานเครื่องมือช่วยให้คนพิการทางการได้ยินสามารถไลฟ์ขายของได้ ที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ซึ่งทีมนี้มีสมาชิก 4 คน ได้แก่ พิชญ์ ซึมกลาง, สุดารัตน์ เหลืองไทย, รพีภัทร ใจบุญ, ศิวรัตน์ ศรีเทพ และมี รศ.ดร.บุณย์ชนะ ภู่ระหงษ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โดยน้องทั้ง 4 คนได้บอกเล่าที่มาของนวัตกรรมนี้ว่า
“ปัญหาที่ผู้พิการทางการได้ยินมักเจออยู่เสมอ คือ การปฏิเสธไม่รับเข้าทำงานเพียงจากความบกพร่องทางการได้ยิน โดยจากการสำรวจมีคนหูหนวกกว่า 438,174 คน และในจำนวนนี้มีงานทำเพียงร้อยละ 21.2 หรือเท่ากับ 92,893 คนเท่านั้น ขณะที่ ในปัจจุบัน ตลาดอีคอมเมิร์ช มีมูลค่าตลาดกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของการไลฟ์สดและมีคนไทยกว่า 34 เปอร์เซ็นต์ ซื้อของผ่านไลฟ์สด และในตลาดไลฟ์สดขายของออนไลน์นี้เอง ที่เป็นตลาดที่เปิดกว้างให้กับคนว่างงานได้มีอาชีพ มีรายได้ โดยไม่จำกัดอายุ วัย หรือใบปริญญา แต่สำหรับคนหูหนวก โอกาสนี้ก็ยังไม่เปิดกว้าง เพราะยังคงมีกำแพงภาษาระหว่างคนหูดีและคนหูหนวก ทำให้เป็นอุปสรรคในการซื้อขายของออนไลน์”
“จากปัญหานี้เอง ทำให้ทีมของเราคิดค้นและออกแบบ Dlife แพลตฟอร์มแปลภาษามือให้กลายเป็นเสียงแบบเรียลไทม์ โดยหลักการทำงาน คือ Dlife จะแปลภาษามือของคนหูหนวก (กริยา-ประธาน-กรรม) ให้เป็นโครงสร้างการสื่อสารของคนหูดี (ประธาน-กริยา-กรรม) เพราะโครงสร้างการสื่อสารของคนหูหนวกกับคนหูดีไม่เหมือนกัน”

“โดยกลไกการทำงานของแพลตฟอร์ม Dlife เริ่มจากการที่คนหูหนวกเข้ามาในแพลตฟอร์มของเราแล้วเลือกว่าจะไลฟ์สดผ่านแพลตฟอร์มไหน เมื่อเลือกแล้วการไลฟ์สดนั้นก็จะเผยแพร่ออกไปยังแพลตฟอร์มนั้นๆ โดยแพลตฟอร์มนี้จะอาศัยระบบ AIS Cloud, AIS Telco API และขั้นตอนต่อมาเราก็ได้ไปที่สมาคมคนหูหนวก เพื่อให้พี่ๆ น้องๆ คนหูหนวกได้มาทดลองใช้แพลตฟอร์ม Dlife จริง ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก”
“และในตอนนี้เราได้ขยายผล โดยการนำแพลตฟอร์ม Dlife ไปเผยแพร่ยังศูนย์คนพิการทั้งหมด 574 แห่งทั่วประเทศ และความภูมิใจของเรายังอยู่ที่การสร้าง Social Impact เพราะสามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้มากกว่า 15,000 คน สร้างรายได้ให้กับคนหูหนวก 3 เท่า หรือประมาณ 5,000-8,000 บาท ต่อเดือน สร้างเงินหมุนเวียนได้มากกว่า 30 ล้านบาทต่อปี ตลอดจนสร้างอาชีพให้กับคนหูหนวกจากการไลฟ์สดขายของได้มากกว่า 1,000 ตำแหน่ง”
“การได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเวทีการแข่งขัน JUMP THAILAND Hackathon 2025 นี้ทำให้เราได้ประสบการณ์มากมาย ได้ความรู้จากพี่ๆ เอไอเอส และมากไปกว่านั้นประสบการณ์ที่ได้มาสามารถต่อยอดสู่การผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและสร้างสังคมที่น่าอยู่ด้วย โดยสิ่งที่พวกเราทำเอาไว้สามารถส่งต่อให้ผู้อื่นนำไปพัฒนาและสานต่อได้ด้วย”
มาถึงทีมคนรุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ซึ่งมาพร้อมกับไอเดีย Eye Touch เทคโนโลยีที่ช่วยในการฝึกอบรมและพัฒนาการนวดแผนไทยให้กับคนพิการทางการมองเห็น โดยสมาชิกในทีมเป็นนิสิตมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย & มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ก้องภพ ปกรโณดม, อุชุกร ธีระประดิษฐผล, โชติพิสิฐ อดุลสีหวัตต์, ลักษมน ศิริสารโสภณ, วรณัฐ วรเศรษฐศักดิ์ และมี ผศ.ดร.เอกพล ช่วงสุวนิช เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โดยสมาชิกทั้ง 5 คนได้มาบอกเล่าแนวคิดและแรงบบันดาลใจที่เป็นที่มาของนวัตกรรมนี้ว่า
“ในสังคมไทยปัจจุบันมีผู้พิการทางสายตากว่า 180,000 คน และในจำนวนนี้มีกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ว่างงานหรือมีอาชีพไม่มั่นคง ทั้งที่ผู้พิการทางสายตาไม่ได้บกพร่องด้านความสามารถ แต่พวกเขาขาดการเข้าถึงทั้งการศึกษา การฝึกอาชีพ และเทคโนโลยี ที่จำเป็นต่อการทำงานจริง เพราะอาชีพที่เราพบเห็นผู้พิการทางสายตาทำนั้นมีอยู่ไม่กี่อาชีพ ทั้งที่ผู้พิการทางสายตามีสมาธิและประสาทสัมผัสที่ล้ำลึกกว่าคนทั่วไป”
“โดยหนึ่งในอาชีพที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสายตามารถทำได้ นั่นคือ อาชีพหมอนวด โดยการนวดแผนไทยถือเป็น Soft power ที่ทุกภาคส่วนให้การสนับสนุนและกำลังโตต่อเนื่อง แต่วิชาชีพนี้กลับประสบปัญหาการขาดแคลนหมอนวดที่เกิดจากการฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากการฝึกอบรมหมอนวด 1 คน ต้องใช้เวลานานมากอย่างน้อย 255 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ เราจึงสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงศักยภาพของผู้พิการทางสายตาเข้ากับความต้องการในภาคอุตสาหกรรมด้วย Eye Touch”

“ทั้งนี้ ในปัจจุบันการอบรมหมอนวดจะแบ่งออกเป็นภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่ง Eye Touch จะเข้ามามีส่วนในการยกระดับการฝึกอบรมผ่าน 2 เครื่องมือหลัก หนึ่ง แพลตฟอร์ม Eye Touch ที่จะเป็นเสมือนแพลตฟอร์มการเรียนภาคทฤษฎี และ สอง กล้อง Eye Image ที่จะเป็นเครื่องมือการมองเห็นเสมือน ที่มีขนาดเล็กและเบา มี Adjustable Strap ที่ติดอยู่บริเวณหัวหรือลำตัว ที่มาช่วยในการฝึกเรียนภาคปฏิบัติ”
“นอกจากนั้น แพลตฟอร์ม Eye Touch ยังได้รับการออกแบบมาให้กับผู้พิการทางสายตาโดยเฉพาะ รองรับระบบ Screen Reader และสั่งการได้ด้วยเสียง ทำให้ผู้พิการสามารถใช้ระบบนี้โดยไม่มีปัญหา และเรายังออกแบบระบบนี้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งคอร์สเรียนก็จะแบ่งตามสัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น คอ บ่า ไหล่ เป็นต้น ส่วนภาคปฏิบัติผู้เรียนจะได้ฝึกกับอุปกรณ์ Eye image ที่ผสานเทคโนโลยี AI และ Image Processing พร้อมไปกับเทคโนโลยี AIS 5G และ AIS Cloud ที่ช่วยแจ้งเตือนท่าทางการฝึกนวดให้ผู้พิการแบบเรียลไทม์”
“และเรายังวางแผนว่าจะเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์กับศูนย์ฝึกคนพิการและสมาคมคนตาบอดทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถใช้ Eye Touch ได้ฟรี เพราะเราไม่ได้สร้างนวัตกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อหากำไรสูงสุด แต่ต้องการช่วยผู้พิการทางการมองเห็นให้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เพิ่มขึ้น ส่วนการตัดสินใจเข้ามาร่วมแข่งขันในงาน JUMP THAILAND Hackathon 2025 ยังต่อยอดให้แพลตฟอร์ม Eye Touch นี้ สร้าง Social Impact ให้เกิดขึ้นในสังคมได้เป็นวงกว้างอย่างแท้จริงด้วย”
“ที่สุดแล้ว เรามองว่าการปรับเอา AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทันสมัย มาแรงในยุคนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยใช้ควบคู่ไปกับทักษะมนุษย์จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของ AI ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง Eye Touch จะช่วยให้ครูฝึกหนึ่งคนสามารถดูแลผู้เรียนได้มากขึ้นโดยยังรักษาประสิทธิภาพการสอนได้เหมือนเดิม”
หลังจากได้รับรู้แนวคิดที่เป็นจุดกำเนิดไอเดียการสร้างนวัตกรรมดีๆ เพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการที่ได้รับรางวัลจากงาน JUMP THAILAND Hackathon 2025 ทำให้ได้เห็นภาพแห่งความหวังที่จะเกิดขึ้นจริงตามคำกล่าวของคุณกานติมาที่ว่า
“นวัตกรรมจากเวทีนี้เปรียบเสมือนแสงไฟเล็กๆ ที่พร้อมส่องประกาย และเมื่อแสงไฟเหล่านี้ถูกรวมกัน จะกลายเป็นพลังที่ส่องสว่างให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแรงและยั่งยืน เพราะเรามั่นใจว่าทุกความคิด ทุกโอกาส และทุกการลงมือทำ จะกลายเป็นก้าวสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้จริง”
ความตั้งใจดีๆ ของภาคเอกชน ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
จากคลังความรู้สู่ภูมิคุ้มกันสังคม AIS Academy ขับเคลื่อนไทยสู่อนาคตสังคมสูงวัยที่ไม่มีใครเป็นภาระ














