กองทุนเพิ่มขีดความสามารถของไทย พร้อมขยายกำลังสร้างทักษะใหม่ (New Skill) ให้คนไทย ตอบสนองความต้องการ 8 อุตสาหกรรมเป้าหมายมาแรง

กองทุนเพิ่มขีดความสามารถของไทย มีเป้าหมายในการสนับสนุนการลงทุน การวิจัยพัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศให้มีศักยภาพในการแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งล่าสุดได้มีการจัดทำ “รายงานข้อมูลและข้อคิดเห็นเชิงนโยบายอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทย” ขึ้นเพื่อการประชุมระหว่าง กระทรวงการคลัง และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในประเด็น “กองทุนเพิ่มขีดความสามารถของไทย” โดย ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ ในรายงานข้อมูลและข้อคิดเห็นเชิงนโยบายฯ ฉบับนี้ ได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ในการทำรายงานฉบับย่อนี้อย่างชัดเจนว่าได้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปภาพรวม ขนาดตลาดโดยประมาณ ข้อจำกัดเชิงระบบ และข้อเสนอเชิงนโยบาย สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 8 กลุ่มสำคัญที่สภาหอการค้าไทยให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้สามารถทำงานร่วมกับนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ สภาหอการค้าไทยยังได้ประสานความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีระดับสูง ผ่านโครงการ 500 ทุนการศึกษาด้านเทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ซึ่งร่วมดำเนินการกับสมาคมวิสาหกิจจีนในประเทศไทย เพื่อขยายกำลังคนไทยที่มีทักษะใหม่ (New Skill) ในระดับไม่น้อยกว่า 10,000 คน ภายในระยะเวลาอันใกล้อีกด้วย

เปิดภาพรวมและขนาดตลาด 8 อุตสาหกรรมเป้าหมายมาแรงของไทย

สำหรับภาพรวมและขนาดตลาดของ 8 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ในรายงานฉบับย่อได้ให้รายละเอียดไว้ ดังนี้
1. การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

มูลค่าตลาดระดับโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 90–140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านพืชเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการเชิงมหภาคของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการขาดระบบข้อมูลและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดภาวะ “supply ไม่เจอ demand” ส่งผลให้เกษตรกรไทยไม่สามารถก้าวสู่สภาวะ “ร่วมกันรวย ดีกว่าแข่งกันจน” ได้อย่างแท้จริง
2. อาหารแปรรูปมูลค่าสูง

ไทยมีมูลค่าการส่งออกอาหารแปรรูปประมาณ 28 พันล้านดอลลาร์ (ปี 2024) มีโอกาสเพิ่มมูลค่าผ่านการผลิต Functional Food และอาหารเสริมสุขภาพจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ควรเร่งส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิต Dry/Freeze/Vacuum-Dried Fruits เพื่อเพิ่มมูลค่าผลไม้ที่ไม่สามารถจำหน่ายในรูปแบบผลสด พร้อมสนับสนุนการลงทุนด้านเครื่องจักร ระบบบรรจุภัณฑ์ และคลังสินค้าโลจิสติกส์สมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลิตภาพอย่างยั่งยืน
3. ยานยนต์สมัยใหม่ (EV/AV)

อีวีไทย

มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไทยอยู่ที่ประมาณ 24 พันล้านดอลลาร์ (ปี 2024) การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีนโยบายส่งเสริมเงินทุนให้บริษัทไทยในห่วงโซ่อุปทานสามารถปรับปรุงศักยภาพการผลิต โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ไทยยังผลิตได้กว่า 70% ของชิ้นส่วน EV ทั้งหมด ควรมีมาตรการ Local Content และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตต่างชาติสู่บริษัทไทย พร้อมพัฒนาบุคลากรร่วมกับสถาบันการศึกษา
4. เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

มูลค่าตลาดโลกประมาณ 800 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.1–1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030
ห่วงโซ่อุตสาหกรรมประกอบด้วย Chip Design 30%, Wafer Fabrication 50%, และ Test & Packaging (OSAT/ATP) 20%
ในประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่า Chip Design ราว 1 ล้านล้านบาท และ OSAT/ATP ประมาณ 250,000 ล้านบาท แต่ยัง ไม่มีโรงงาน Wafer Fabrication
รัฐบาลไม่ควรเร่งลงทุนในส่วนต้นน้ำ (Wafer Fab) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงและขาดบุคลากรเชี่ยวชาญ ควรเน้นสนับสนุนอุตสาหกรรม กลางน้ำและปลายน้ำ ได้แก่
  • IC Design: ลงทุนน้อยแต่สร้างมูลค่าสูง เช่น ชิปตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งไทยมีองค์ความรู้ทางการแพทย์โดดเด่น
  • OSAT/ATP: สนับสนุนบริษัทไทยที่มีอยู่แล้วให้ขยายกำลังผลิต
  • Photonics: เป็นสาขาที่ไทยมีความแข็งแกร่ง ควรได้รับการสนับสนุนเต็มที่
5. ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

ตลาดระบบอัตโนมัติราว 500 ล้านดอลลาร์ และตลาดหุ่นยนต์อุตสาหกรรมประมาณ 60–70 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการ System Integrator ราว 250 ราย ภายใต้สมาคม TARA ที่เติบโตจากมาตรการส่งเสริม BOI (Three-Year Tax Deduction)
ระยะต่อไป ควรมุ่งสร้าง “อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ไทย” อย่างแท้จริง โดยเฉพาะหุ่นยนต์ทางการแพทย์และ Humanoid Robotics ผ่านแนวทาง Demand-Driven — บริษัทที่ได้รับทุนสนับสนุนควรสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้อย่างน้อย 100 เท่าของเงินทุนภายใน 5 ปี
6. การแพทย์ครบวงจร

Medical AI Data Platform

มูลค่าตลาดบริการสุขภาพของไทยประมาณ 6.8 แสนล้านบาท (ปี 2025) และคาดว่าจะเติบโตถึง 8.8 แสนล้านบาทในปี 2030 มีศักยภาพสูงในการดึงดูด Medical Tourism และการผลิตอุปกรณ์การแพทย์คุณภาพสูง
7. เชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ

มูลค่าตลาดประมาณ 0.8–1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยมีฐานวัตถุดิบเกษตรที่แข็งแรง แต่ยังขาดเทคโนโลยีระดับสูงและนโยบายส่งเสริมที่ชัดเจน
8. ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตลาดดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของไทยมีมูลค่าราว 10 พันล้านดอลลาร์ (ปี 2025) การเติบโตของ AI Data Centers ในประเทศเป็นโอกาสสำคัญ แต่ปัจจุบันผลประโยชน์หลักยังตกอยู่ที่ค่าเช่าที่ดินและสาธารณูปโภค ขณะที่โมเดล AI ที่พัฒนาในไทยถูกนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ในต่างประเทศ ซึ่งกระทบต่อ “อธิปไตยทางข้อมูล”
รัฐควรสนับสนุนบริษัทไทย ภายใต้ สมาคมผู้ประกอบการ AI ไทย (AIEAT) ให้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและบริการ AI กับนักลงทุนต่างชาติ พร้อมกำหนดให้โครงการ AI ภาครัฐเปิดให้ “บริษัทไทย” เข้าร่วมประมูลเท่านั้น

เจาะลึกข้อจำกัดและความท้าทาย ข้อเสนอเชิงนโยบาย พร้อมนำเสนอประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งต่อไป

ในการจัดทำรายงานฉบับย่อนี้ยังมีการนำเสนอข้อจำกัดและความท้าทายในการทำงานของ “กองทุนเพิ่มขีดความสามารถของไทย” ด้วย ดังนี้
1. ขาดแคลนบุคลากรเทคโนโลยีขั้นสูงในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และ Industry 5.0
2. กฎระเบียบล่าช้าและขาดความยืดหยุ่น โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีชีวภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ใหม่
3. โครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน เช่น EV Charging, Data Center และ Cold Chain ยังไม่ครอบคลุม
4. SME และสตาร์ทอัพยังเข้าถึงเงินทุนได้ยาก
5. การแข่งขันในภูมิภาคจากประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำและนโยบายอุดหนุนเข้มข้น

อุตสาหกรรม EV conversion

นอกจากนั้น ยังมีการระบุถึงข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ข้อ ดังนี้
1. สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่มีมูลค่าสูง เช่น Semiconductor (กลางน้ำ–ปลายน้ำ), Bio-Refinery, และ EV Battery Plant
2. จัดตั้ง Innovation Grant สำหรับโครงการนำร่องและงานวิจัยเชิงพาณิชย์ของ SME
3. สนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากรในสาขา AI, Robotics, Digital Engineering
4. ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อเทคโนโลยีใหม่ เช่น Genome Editing และมาตรฐานอาหารสุขภาพ
5. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น EV Charging, 5G/Cloud และ Logistics
6. ส่งเสริมการจัดตั้ง คลัสเตอร์อุตสาหกรรม และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน

ส่วนประเด็นสำคัญที่มีการนำเสนอต่อที่ประชุมมีใน 4 ประเด็น ต่อไปนี้
  • พิจารณารูปแบบการร่วมลงทุน (Co-Funding) แบบ “คนละครึ่ง” สำหรับโครงการลงทุนสูง และทุนสนับสนุน 100% สำหรับบริษัทที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม 100 เท่าภายใน 5 ปี
  • จัดตั้ง กองทุนพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill Fund) เพื่อสร้างกำลังคนเทคโนโลยี
  • ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น Ag-Biotech และ AI
  • ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ครบวงจร

อัปเดตประเด็นสำคัญในการพัฒนาบุคลากร

4 แสนคนว่างงาน เรียนไม่ตรงสาย หรือสถาบันการศึกษาสอนไม่ตรงจุด

การศึกษา 4.0 “AI” กับ “Mindset” อะไรสำคัญกว่า

อัปเดตผลสำเร็จเกินคาดของภารกิจการผลิต & พัฒนาบุคลากรใน EEC ด้วย EEC Model จากงานมอบ ‘รางวัล EEC HDC Awards 2024’