กลยุทธ์ของคาซัคสถานในการสร้างตัวเองให้โดดเด่นในวงการเทนนิสโลก ตั้งอยู่บนระบบพัฒนากีฬาระดับชาติจัดการอย่างเป็นระบบ ร่วมกับความสำเร็จของนักกีฬาชื่อดัง โดยมี “เอลินา ริบากินา” (Elena Rybakina) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เธอกลายเป็นนักเทนนิสระดับโลกหลังคว้าแชมป์วิมเบิลดัน (Wimbledon) ในปี 2022 และตอกย้ำความยอดเยี่ยมอีกครั้งกับผลงานล่าสุดที่คว้าแชมป์ WTA Finals 2025 ส่งท้ายปีได้สำเร็จ ซึ่งทำให้เธอเป็นนักเทนนิสชาวคาซัคสถานคนแรกที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมและคว้าแชมป์รายการใหญ่นี้ ความสำเร็จเหล่านี้ยกระดับภาพลักษณ์ของคาซัคสถานในวงการเทนนิสโลกอย่างก้าวกระโดด และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในประเทศที่ใฝ่ฝันอยากก้าวตามรอยเธอ
จากเด็กสาวที่ถูกปฏิเสธจากยิมนาสติก สู่แชมป์แกรนด์สแลมเทนนิส
เอลินา ริบากินา เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 1999 ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เธอเริ่มจับไม้เทนนิสตั้งแต่ยังเล็ก และไม่เคยปล่อยมันจากมืออีกเลย ชีวิตวัยเยาว์ของเธอผ่านโรงเรียนกีฬาอย่าง Dinamo และ Spartak ที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นนักกีฬา แต่ก่อนหน้านั้น เธอเคยลองทั้งยิมนาสติกและสเก็ตลีลา ทว่ากลับถูกบอกว่าตัวสูงเกินไป จนไม่มีวันประสบความสำเร็จในกีฬาดังกล่าว
แต่เหมือนโชคชะตาได้ลิขิตเส้นทางชีวิตให้เธอ พ่อของเธอมองเห็นประกายบางอย่างในลูกสาว เขาจึงพาเธอไปสมัครที่สโมสรเทนนิส และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่เปลี่ยนชีวิต เธอใช้จุดอ่อนหรือข้อด้อยที่เธอไม่เหมาะกับยิมนาสติก กลายมาเป็นอาวุธลับในสนามเทนนิส ความสูงโปร่งและช่วงแขนขายาวกลายเป็นข้อได้เปรียบที่คู่แข่งไม่อาจเทียบได้
ปี 2021 เธอสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเทนนิสเมื่อเอาชนะ Serena Williams ตำนานนักเทนนิสหญิงจากสหรัฐฯ ในรอบ 16 คนสุดท้ายของ Roland-Garros (6:4, 7:5) แม้จะพ่ายต่อ Anastasia Pavlyuchenkova ในรอบถัดมา แต่ชื่อของเธอก็ถูกพูดถึงทั่วโลก และในโอลิมปิกที่โตเกียวปีเดียวกัน เธอเฉียดเหรียญทองแดงเพียงเส้นเดียว หลังพ่ายให้ Elina Svitolina จากยูเครน
ต่อมา ปี 2022 คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเธอสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์วิมเบิลดัน (Wimbledon) แกรนด์สแลมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ด้วยเธอโค่น Ons Jabeur จากตูนิเซีย (3:6, 6:2, 6:2) ชัยชนะครั้งนั้นคือ ‘ปาฏิหาริย์แห่งคาซัคสถาน’ และทำให้เธอกลายเป็นฮีโร่ของชาติในชั่วข้ามคืน ในพิธีมอบเหรียญ น้ำตาที่เธอไม่เคยปล่อยให้ใครเห็นง่ายๆ ก็หลั่งออกมา น้ำตาแห่งความโล่งใจ ภูมิใจ และสำนึกในสิ่งที่ต้องแลกมา

“ฉันเครียดมาก ทั้งก่อนและระหว่างแมตช์กับออนส์ ฉันดีใจที่มันจบลงแล้ว ฉันไม่เคยรู้สึกกดดันขนาดนี้มาก่อนเลย อยากขอบคุณทุกคนที่ส่งเสียงเชียร์ และขอบคุณออนส์สำหรับเกมที่ยอดเยี่ยม จริงๆ แล้วฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมาถึงรอบชิง หรือจะชนะวิมเบิลดันได้ ฉันไม่มีคำพูดใดนอกจากความสุข ขอบคุณทีมของฉัน ขอบคุณประธานสหพันธ์เทนนิสคาซัคสถานที่มาดูถึงสนาม และเหนือสิ่งอื่นใด ขอบคุณพ่อแม่ของฉัน เพราะถ้าไม่มีพวกเขา ฉันคงไม่มีวันนี้”
เงินรางวัล 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้จากวิมเบิลดัน เธอบริจาคบางส่วนให้การกุศล และปฏิเสธโบนัสจากสหพันธ์เทนนิสคาซัคสถาน ด้วยเหตุผลเรียบง่ายแต่ทรงพลัง “ฉันมีพอแล้ว ไม่ต้องการเงินเพิ่มอีก”
ริบากินากลายเป็นนักเทนนิสชาวคาซัคสถานคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลม ความสำเร็จครั้งนั้นไม่เพียงสร้างชื่อให้กับเธอ แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศที่เคยไม่ถูกนับในแผนที่เทนนิสโลก ให้กลายเป็นชาติที่น่าจับตามากขึ้น
เมื่อต้องเลือกระหว่าง ‘ความฝัน’ กับ ‘แผ่นดินเกิด’
ย้อนกลับไปก่อนที่เธอจะประสบความสำเร็จระดับโลก เธอเติบโตมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง แม้พ่อของเธอจะทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ในช่อง NTV-Plus ของรัสเซีย แต่ค่าใช้จ่ายในการเป็นนักเทนนิสอาชีพนั้นสูงเกินเอื้อม ทั้งค่าเดินทาง ค่าฝึกซ้อม และค่าจ้างโค้ช ทุกอย่างล้วนเกินกำลังของครอบครัว พวกเขาพยายามหาสปอนเซอร์ในรัสเซียอยู่หลายปี แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จ สุดท้าย ครอบครัวของเธอจึงตัดสินใจในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงนั่นคือเปลี่ยนสัญชาติให้เธอเล่นภายใต้ธงคาซัคสถาน ในปี 2018 หลังได้รับข้อเสนอจาก KTF ที่มอบทั้งการสนับสนุนด้านทุน การจัดการทีมฝึกซ้อม และโอกาสแข่งขันในระดับโลก เธอยอมรับว่า “หากไม่ได้การสนับสนุนจากคาซัคสถาน ฉันคงไม่สามารถเดินทางไปถึงระดับนี้ได้”
ภายใต้การอุปถัมภ์ของบูลัต อูเตมูราตอฟ ประธานสหพันธ์เทนนิสคาซัคสถาน ไรบากินาได้รับทุกสิ่งที่เธอเคยขาด ทั้งทีมงาน มืออาชีพ และการสนับสนุนเต็มที่ แม้ปี 2018 เธอยังอยู่อันดับที่ 425 ของโลก แต่หลังแปะธงชาติคาซัคสถานพียงไม่กี่เดือน เธอก็ไต่ขึ้นสู่อันดับ 191 และในปีต่อมา คว้าแชมป์ WTA ครั้งแรกที่บูคาเรสต์ พร้อมพุ่งทะยานสู่อันดับ 37 ของโลก ชัยชนะครั้งนั้น คือใบเบิกทางสู่สปอนเซอร์รายใหญ่ และจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต ต่อมาปี 2020 เธอคว้าแชมป์ WTA อีกครั้งที่โฮบาร์ต ออสเตรเลีย และจบฤดูกาลในอันดับ 19 ของโลก นับเป็นนักเทนนิสหญิงจากคาซัคสถานคนแรกที่ไปได้ไกลถึงขนาดนั้น (อันดับ 19 คืออันดับสูงสุดที่แทมมี่-แทมมารีน ธนสุกาญจน์ อดีตนักเทนนิสหญิงมือหนึ่งของไทยเคยทำได้เช่นกัน)

ในยุคที่โลกาภิวัตน์ทำให้พรสวรรค์เคลื่อนย้ายได้อิสระ การโอนสัญชาติของนักกีฬาจึงไม่ควรถูกมองด้วยมุมแคบแบบชาตินิยมอีกต่อไป แต่ควรถูกมองในมิติความร่วมมือระหว่างบุคคลกับระบบที่มีประสิทธิภาพ ถ้านักกีฬาโอนย้ายสัญชาติเพราะต้องการโอกาสในการเติบโต นั่นคือการตัดสินใจที่ควรได้รับการเคารพ ขณะเดียวกันถ้าประเทศใดโอบรับนักกีฬาโอนสัญชาติเพราะต้องการร่วมสร้างคุณค่า ไม่ใช่ใช้ประโยชน์ชั่วคราว นั่นคือการสนับสนุนที่น่าชื่นชม

นี่ไม่ใช่การทรยศต่อมาตุภูมิ หากแต่คือการยอมแลกทุกอย่างเพื่อรักษาความฝัน “ฉันคงไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีพ่อ” เธอกล่าวภายหลังด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง
หลายครั้งการเปลี่ยนสัญชาตินำมาซึ่งคำถามเรื่องความภักดีหรือผลประโยชน์ แต่ในกรณีของริบากินาเธอไม่เคยละทิ้งรากเหง้าความเป็นรัสเซีย เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาหลายครั้งว่า “ฉันขอบคุณรัสเซียที่ทำให้ฉันเริ่มต้นเส้นทางนี้ และขอบคุณคาซัคสถานที่ทำให้ฉันไปต่อได้”
นั่นคือความสง่างามในเชิงจิตวิญญาณ เธอไม่ได้ ‘หนี’ จากประเทศบ้านเกิด แต่ ‘เดินต่อ’ ไปกีลประเทศที่เชื่อในศักยภาพของเธอ ในขณะเดียวกัน คาซัคสถานเองก็ปฏิบัติต่อเธอด้วยความเคารพ ไม่ได้ใช้เธอเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ให้พื้นที่ให้เธอเติบโตอย่างมืออาชีพ ได้รับการสนับสนุนจากทีมโค้ชระดับโลก การฝึกซ้อมเต็มระบบ และการดูแลในฐานะชาวคาซัคสถานอย่างแท้จริง
เมื่อเธอคว้าแชมป์วิมเบิลดันในปี 2022 และล่าสุดคว้า WTA Finals 2025 เธอไม่ได้พูดคำว่า “ฉันพิสูจน์ตัวเองแล้ว” แต่เธอกล่าวว่า “ฉันดีใจที่ได้เห็นธงของคาซัคสถานอยู่ในสนามใหญ่ของโลก” สื่อความหมายว่าการเปลี่ยนสัญชาติไม่ใช่การเปลี่ยนตัวตน แต่คือการใช้พลังของตัวตนเพื่อสร้างคุณค่าให้กับบ้านใหม่ต่างหาก
คาซัคสถานกับยุทธศาสตร์ Soft Power ทางกีฬา
เมื่อกีฬาไม่ได้เป็นแค่เกม แต่คือการประกาศตัวตนของชาติ การเติบโตของเอลินา ริบากินา ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จของนักเทนนิสหญิงคนหนึ่ง แต่คือการขยายขอบเขต Soft Power ของคาซัคสถานอย่างมีระบบ ในโลกที่ภาพจำของประเทศนี้มักผูกกับทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน หรือพื้นที่ทะเลทราย วันนี้พวกเขากำลังเปลี่ยนเรื่องเล่าใหม่ ผ่านพลังของกีฬา
หลังแยกตัวจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 คาซัคสถานต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ คือจะทำอย่างไรให้โลก ‘รู้จัก’ ชาติที่เพิ่งเกิดนี้ในเชิงบวก คำตอบที่รัฐบาลคาซัคสถานเลือกคือ ‘กีฬา’ พื้นที่ที่ไม่ต้องใช้กำลังทางการทหารหรือการเมือง แต่ใช้แรงบันดาลใจ
ตั้งแต่ยุคต้น 2000s คาซัคสถานเริ่มลงทุนอย่างจริงจังในโครงสร้างกีฬา ทั้งการสร้างศูนย์ฝึกซ้อม สปอนเซอร์ระดับชาติ และกองทุนสนับสนุนนักกีฬาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะกีฬาเดี่ยวที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ระดับบุคคล เช่น เทนนิส มวย และกีฬาฤดูหนาว
สำหรับแผนการพัฒนาเทนนิสของคาซัคสถานไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉาบฉวย หากแต่ถูกออกแบบอย่างรอบคอบโดยสหพันธ์เทนนิสคาซัคสถานหรือ Kazakhstan Tennis Federation (KTF) ซึ่งมี ‘บูลัต อูเตมูราทอฟ’ (Bulat Utemuratov) นักธุรกิจพันล้านผู้มีวิสัยทัศน์ เป็นประธาน ผู้ขับเคลื่อนเบื้องหลังแนวคิด ‘สร้างระบบก่อนสร้างแชมป์’


KTF ได้ปรับโครงสร้างการพัฒนาเทนนิสทั้งประเทศ ด้วยโมเดลที่ได้แรงบันดาลใจจากอิตาลีและแคนาดา สองประเทศที่เคยสร้างนักเทนนิสดาวรุ่งได้อย่างต่อเนื่อง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการตั้งศูนย์ฝึกเยาวชนระดับภูมิภาค ลงทุนในโค้ชต่างชาติ และกำหนดชั่วโมงฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นตั้งแต่อายุไม่เกิน 14 ปี เพื่อหล่อหลอมเยาวชนให้มีทั้งวินัย เทคนิค และความเข้าใจเกมในระดับลึก
ผลลัพธ์ของระบบนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเยาวชนคาซัคฯ หลายสิบคนสามารถแข่งขันในระดับเยาวชนโลกได้อย่างสูสี แต่สิ่งที่ผลักดันประเทศเข้าสู่แผนที่โลกอย่างแท้จริง คือ เอลินา ริบากินา ผลผลิตแห่งระบบที่ได้รับโอกาสและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากสหพันธ์ แม้จะมาจากสายเลือดรัสเซียก็ตาม
สิ่งที่น่าสนใจคือเธอไม่ถูกบังคับให้พูดการเมือง หรือแสดงภาพชาตินิยม แต่กลับถูกปล่อยให้พูดด้วยผลงาน และเมื่อเธอคว้าแชมป์ Wimbledon 2022 กับ WTA Finals 2025 โลกต่างพูดถึงคาซัคสถานเองโดยอัตโนมัติ
เธอทำให้ธงของคาซัคสถานขึ้นสู่จอทีวีในกว่า 100 ประเทศ โดยไม่ต้องใช้งบโฆษณาแม้แต่น้อย นี่คือพลังของ Soft Power ที่มาจากความสามารถแท้จริง (Authentic Soft Power) ต่างจากบางประเทศที่พยายามสร้างภาพด้วยการจัดอีเวนต์ใหญ่โตมโหฬาร แต่กลับไม่มีแชมป์ในสนาม
นอกจากนี้ สิ่งที่คาซัคสถานกำลังทำ ไม่ได้หยุดแค่การมีนักกีฬาชื่อดัง แต่คือการต่อยอดระบบให้ยั่งยืน KTF ได้ขยายศูนย์ฝึกสู่กว่า 18 แห่งทั่วประเทศ จัดการแข่งขันเยาวชนระดับนานาชาติประจำปี และร่วมมือกับสหพันธ์เทนนิสโลก (ITF) เพื่อผลักดันเด็กคาซัคเข้าสู่เส้นทางนักเทนนิสอาชีพอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้คือ การบริหาร Soft Power แบบมีฐานข้อมูล (Data-driven Soft Power) ไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่อง แต่คือการสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้

บทเรียนจากคาซัคสถาน
สร้างระบบก่อนสร้างชื่อเสียง ประเทศเล็กก็มีโอกาสยิ่งใหญ่ ถ้ามีระบบที่ดีพอ
ยืดหยุ่นเรื่องอัตลักษณ์ แต่มั่นคงในคุณค่า การเปิดรับนักกีฬาต่างชาติมาเป็นตัวแทน ไม่ได้ลดทอนศักดิ์ศรี ถ้าทำด้วยความจริงใจ
ให้กีฬาเล่าเรื่องแทนชาติ Soft Power ที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ได้มาจากคำพูด แต่มาจากชัยชนะ
ราชินีผู้เงียบงัน
ในขณะที่นักเทนนิสหญิงหลายคนเลือกใช้พลังอารมณ์ ปลุกเร้าเสียงเชียร์ หรือปล่อยเสียงคำรามเพื่อกระตุ้นตัวเองในทุกแต้ม แต่เอเลนา ริบากินา กลับเลือกความเงียบเป็นอาวุธ
บนคอร์ท เธอแทบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้ ไม่กรีดร้องโวยวาย แม้จะตีพลาด หรือทำแต้มเด็ดจนคนดูปรบมือสนั่น เธอก็ยังคงสีหน้าเรียบเย็นดุจน้ำแข็ง นักข่าวเคยถามว่า “ทำไมเธอดูไม่ดีใจเลยแม้จะชนะ?” ริบากินาเพียงตอบเรียบๆ ว่า “ฉันดีใจ… เพียงแต่ฉันไม่ค่อยแสดงออกเท่านั้นเอง”
นั่นคือเสน่ห์ของเธอ ความนิ่งที่ไม่ใช่ความเฉยชา แต่คือ ความนิ่งของคนที่รู้จักควบคุมตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ
นอกสนาม เธอก็ไม่ต่างกัน ริบากินาเป็นคนพูดน้อย ขี้อาย และไม่ชอบอยู่ในสปอตไลต์ เธอไม่ใช่นักกีฬาที่ชอบโพสต์ภาพหรูหราบนโซเชียลมีเดีย หรือออกอีเวนต์บ่อยๆ หากมีเวลาว่าง เธอมักเลือกใช้มันอย่างเรียบง่าย อยู่กับครอบครัว ออกไปเดินเล่น หรืออ่านหนังสือเงียบๆ แต่เบื้องหลังความเงียบนั้น คือพลังแห่งสมาธิและความเยือกเย็น ที่ทำให้เธอสามารถคุมเกมได้แม้ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุด

ปี 2025 เริ่มต้นแบบทุลักทุเล แต่ปิดท้ายปีด้วยแชมป์ใหญ่
ช่วงต้นฤดูกาล เธอต้องเผชิญกับความวุ่นวายเรื่องโค้ช หลังเกิดกรณีปัญหาระหว่างเธอกับโค้ช สเตฟาโน วูคอฟ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนถูกแบนชั่วคราวจาก WTA (องค์กรที่ดูแลและจัดการแข่งขันเทนนิสหญิงอาชีพทั่วโลก) เธอออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนโดยยืนยันว่าเขาไม่เคยทำร้ายเธอเลย ทั้งยังเคารพในทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อเธอ ตั้งแต่ตอนที่เธออยู่อันดับ 200 ของโลก จนก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์แกรนด์สแลมและติดอันดับต้นๆ ได้สำเร็จ และเธอรู้สึกไม่พอใจต่อการตัดสินของคนในวงการที่วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์นี้อย่างไม่เป็นธรรม

คำพูดของริบากินาไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความกตัญญูต่อโค้ชของเธอ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อระบบการตัดสินและเสียงวิจารณ์ในวงการเทนนิส ที่เธอมองว่ายังขาดความเป็นธรรม ต่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬาอีกด้วย
การแบนครั้งนั้นทำให้ริบากินาจำเป็นต้องเปลี่ยนโค้ชโดยปริยาย โดยได้ทดลองร่วมงานกับโกรัน อีวานิเซวิช อดีตนักเทนนิสชายชาวโครเอเชีย เจ้าของแชมป์วิมเบิลดัน 2001 ในช่วงสั้นๆ ก่อนจะกลับมาทำงานกับวูคอฟอีกครั้งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากเจ้าตัวได้รับการอนุญาตให้กลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติ และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฟอร์มเธอกลับมาเฉียบอีกครั้ง
แม้ปีนี้จะเป็นปีที่ผลงานโดยรวมไม่สม่ำเสมอตามมาตรฐานของเธอ เพราะไม่สามารถผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศในศึกแกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการได้ แต่เธอก็สามารถจบฤดูกาลอย่างแข็งแกร่ง โดยสามปีหลังจากคว้าแชมป์วิมเบิลดัน ริบากินาได้ประกาศศักดาอีกครั้งในเวทีใหญ่ที่สุดของปลายฤดูกาล WTA Finals 2025 ที่จัดขึ้น ณ กรุงริยาดห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในรอบชิงชนะเลิศเธอเอาชนะมือวางอันดับ 1 ของโลก Aryna Sabalenka มือหนึ่งของโลก ไปอย่างเหนือชั้น 6-3, 7-6(0) นับเป็นชัยชนะในรายการนี้ 5 แมทช์รวดติดต่อกัน (รวมถึงชนะทั้งมือหนึ่งและมือสองของโลก) ทั้งๆ ที่เธอทำคะแนนผ่านเข้ารอบเป็นคนสุดท้่ายของรายการนี้

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปิดฤดูกาลอย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังทำให้เธอสร้างสถิติ คว้าชัย 11 แมตช์ติดต่อกันนับตั้งแต่ที่เธอคว้าแชมป์รายการ Ningbo Open ประเทศจีน และกลายเป็นนักเทนนิสคนแรกจากคาซัคสถานและจากภูมิภาคเอเชีย ที่คว้าแชมป์ WTA Finals ได้สำเร็จ และทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 5 ของโลก (อันดับโลกสูงสุดที่เธอเคยทำได้คือ อันดับ 3 เมื่อปี 2022)
เธอรับเงินรางวัลรวมสูงถึง 5.235 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 170 ล้านบาท) ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในประวัติศาสตร์เทนนิสหญิง และยังจบฤดูกาลด้วยสถิติ 58 ชนะ 19 แพ้ รวมถึงคว้าแชมป์รายการใหญ่ถึง 3 รายการในปีเดียว (Strasbourg, Ningbo และ WTA Finals) ถือเป็นหนึ่งในปีที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตการเล่นอาชีพของเธอ


ไม่เพียงเท่านี้ ในปี 2025 เอลินา ริบากินา ยังได้รับฉายาว่า ‘ราชินีแห่งเอซ’ (Ace Queen) เพราะเธอกลายเป็นนักเทนนิสหญิงคนแรกนับตั้งแต่ปี 2016 (Karolína Plíšková) ที่สามารถเสิร์ฟเอซได้มากกว่า 500 ครั้งภายในฤดูกาลเดียว ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลัง ความแม่นยำ และความสม่ำเสมออันเหนือชั้นของเธอ เสิร์ฟของไรบาคินาไม่เพียงเป็นอาวุธลับ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญที่พาเธอคว้าชัยชนะในแมตช์สำคัญ และรักษาอัตราการชนะในระดับสูงตลอดทั้งปี
ตลอดฤดูกาล 2025 ริบากินาทำสถัติเฉลี่ยได้ถึง 6.67 เอซต่อแมตช์ ซึ่งเหนือกว่านักเทนนิสหญิงกว่า 86% ในทัวร์นาเมนต์ทั้งหมด ในรอบชิงชนะเลิศของรายการ WTA Finals 2025 เสิร์ฟของเธอกลายเป็นอาวุธเด็ดที่พาเธอคว้าชัยเหนือ Aryna Sabalenka ได้อย่างสง่างาม โดยริบากินาสามารถเซฟเบรกพอยต์ได้ทั้งหมด และเสิร์ฟเอซไปถึง 13 ครั้ง ในแมตช์เดียว
จากเด็กสาวที่เคยถูกปฏิเสธในสนามยิมนาสติก สู่แชมป์วิมเบิลดันในวัยเพียง 23 ปี ก่อนจะเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่และหวนคืนบัลลังก์ได้สง่างามกับแชมป์ WTA Finals 2025 ในวัย 26 ปี เรื่องราวของ ‘เอเลนา ริบากินา’ คือบทพิสูจน์ว่า “ความฝันไม่รู้จักพรมแดน และชัยชนะย่อมเป็นของผู้ไม่ยอมแพ้”
Did you know?
เอลินา ริบากินา ไม่ได้ถ่ายรูปคู่กับ Portia Archer ซีอีโอของ WTA ในพิธีมอบถ้วยรางวัล WTA Finals 2025 เนื่องจากความตึงเครียดที่ยังคงอยู่จากการแบนโค้ชของเธอโดย WTA เคยระงับการทำหน้าที่ของเขาเป็นเวลา 1 ปี อ้างเหตุผลเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อตัวริบากินา แต่เธอยืนยันเสมอว่าโค้ชไม่เคยทำร้ายเธอ หลังจากที่เธอประสบความสำเร็จในการอุทธรณ์ การแบนก็ถูกยกเลิกในเดือนสิงหาคม ริบากินาแสดงความไม่พอใจว่าทาง WTA ไมได้แสดงท่าทีจริงใจในการการแก้ไขความขัดแย้งผ่านการสื่อสารอย่างจริงจัง ดังนั้นระหว่างการถ่ายภาพบนคอร์ท เมื่อมีการขอให้เธอถ่ายคู่กับเบอร์หนึ่งของ WTA ร่วมกับ Aryna Sabalenka รองแชมป์ เธอปฏิเสธ ทำให้เกิดช่วงเวลาที่อึดอัดขึ้น ต่อมาเธอให้สัมภาษณ์ว่า WTA มีโอกาสหลายครั้งที่จะติดต่อและแก้ไขปัญหา แต่กลับมีการสื่อสารน้อยมากหรือแทบไม่มี ทำให้เธอตัดสินใจเว้นระยะจากผู้นำ WTA ในงานดังกล่าว
ที่มา :
- Kazakhstan’s tennis star: The story of Elena Rybakina
- How Elena Rybakina rose to a “challenging” 2025 with WTA Finals victory
- Elena Rybakina Stats















