‘Grand Ring’ จะอยู่ต่อหรือพอแค่นี้!? เมื่อสถาปัตยกรรมชั่วคราว กลายเป็นคำถามใหญ่ที่สังคมญี่ปุ่นกำลังหาคำตอบ

หลัง Expo 2025 Osaka ปิดฉากลง วงแหวนไม้มหึมา ‘Grand Ring’ โครงสร้างไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งได้รับการบันทึกจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ของ Sou Fujimoto (หนึ่งในสถาปนิกญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลก ด้วยสไตล์การออกแบบที่ผสมผสานความเบาบาง โปร่งใส ความเป็นธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์–สถาปัตยกรรม–ภูมิทัศน์อย่างลุ่มลึก) ก็กลายเป็นสนามต่อสู้ทางความคิดที่ซับซ้อนเกินกว่าประเด็น ‘จะรื้อหรือไม่รื้อ’ สิ่งปลูกสร้างชั่วคราวชิ้นนี้กำลังฉายภาพของความลังเลใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ระหว่างการยึดมั่นในวัฏจักรเกิด–ดับแบบดั้งเดิม กับความปรารถนาจะสร้างมรดกเมืองใหม่ที่ยืนยาว


สถาปัตยกรรมเอ็กซ์โป สร้างเพื่อสลาย หรือสร้างเพื่อความทรงจำ?

ญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกับแนวคิด ‘อนิจจัง’ (ความไม่เที่ยงของทุกสิ่ง ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ต้องยอมรับ) ฝังลึกในงานสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นนับศตวรรษ วัดไม้ ศาลเจ้าที่สร้างเพื่อบูรณะหมุนเวียนเป็นระยะเป็นตัวอย่างชัดเจน Grand Ring จึงถูกออกแบบในจิตวิญญาณเดียวกัน นั้นคิือสร้างจากไม้ ใช้ครั้งเดียว แล้วปล่อยให้สลายหายไปอย่างงดงาม

ตัวอย่างคลาสสิกคือ ศาลเจ้าอิเซะ (Ise Jingu) ศาลเจ้าแห่งนี้ ถูกรื้อถอนและสร้างใหม่ทุก 20 ปี วัสดุหลักคือไม้สนญี่ปุ่น (Hinoki) การสร้างซ้ำเป็นวัฏจักรต่อเนื่องมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 จุดประสงค์ไม่ได้เพียงเพื่อรักษาอาคาร แต่เพื่อสืบทอดวิธีการก่อสร้าง วัฒนธรรม และความรู้เชิงช่างจากรุ่นสู่รุ่น ผลลัพธ์คืออาคารไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งถาวร แต่เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ทั้งยังสอดคล้องกับปรัชญาญี่ปุ่นและสุนทรียศาสตร์ เช่น วะบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ที่มองว่าความไม่สมบูรณ์และความชราของวัสดุควรถูกยกย่องและเชิดชู ไม้ที่เปลี่ยนสีตามกาลเวลา มีรอยแตก มีรอยตำหนิ จะถูกมองว่าสวยงามและมีชีวิต นี่คือสิ่งที่ทำให้สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแตกต่างจากตะวันตก ที่มักให้คุณค่ากับความคงทนและความถาวรของอาคาร

แต่โลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะในมหานครที่ต้องต่อสู้กับข้อจำกัดพื้นที่ ความทรงจำ และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ทำให้คำถามใหม่เกิดขึ้นว่า “สิ่งปลูกสร้างยักษ์ที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ควรคงอยู่ต่อหรือไม่?”

เสียงเรียกร้องให้เก็บรักษา: มากกว่าความสวยงาม คือจิตวิญญาณของยุคสมัย

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบางส่วนเสนอให้เก็บส่วนทางใต้ ที่มีความยาว 600 เมตร ไว้ เพราะมองว่าโครงสร้างนี้สามารถเป็นจุดดึงดูดเมือง และสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของโอซาก้า (สื่อท้องถิ่น The Daily Shincho รายงานว่ามีเพียงประมาณ 10% ของ Grand Ring เท่านั้นที่มีแผนจะนำกลับมาใช้ใหม่) ส่วน NHK รายงานว่า ส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของวงแหวน รวมถึงส่วนของหลังคาที่สามารถเดินได้ จะถูกเก็บรักษาไว้และคงอยู่เป็นสวนอนุสรณ์ของเทศบาล เช่นเดียวกับเมื่อ Expo 1970 ที่โอซาก้าสิ้นสุดลง พื้นที่ที่จัดงานทางเหนือของใจกลางเมืองได้ถูกเปลี่ยนเป็นสวนอนุสรณ์ของเทศบาล

นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ไม้จากส่วนที่ถอดออกของวงแหวนจะถูกส่งไปยังเมือง Suzu ซึ่งเป็นเมืองในคาบสมุทรของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากโอซาก้าไปประมาณ 322 กิโลเมตร เพื่อใช้ในการสร้างที่อยู่อาศัยสาธารณะ ซึ่ง Suzu เคยประสบแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อปีที่ผ่านมา ไม้เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการฟื้นฟูโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ขณะที่ Not a Hotel (สตาร์ทอัพด้านอสังหาริมทรัพย์และการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ที่เกิดขึ้นเพื่อท้าทายแนวคิดเดิมๆ ของการใช้พื้นที่เมือง) มองว่าอาคารหรือโครงสร้างที่มีอยู่แล้วสามารถปรับใช้ใหม่ ให้ตอบโจทย์ทั้งเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่เป็นพื้นที่มีชีวิต” พวกเขาใช้สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่แนวคิดและภาพเรนเดอร์ เพื่อสร้างแรงกดดันหรือแรงบันดาลใจให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นความเป็นไปได้ ในกรณีของ Grand Ring นั้น Not a Hotel เสนอให้เก็บ Grand Ring ไว้ทั้งวง และเปลี่ยนเป็นแลนด์มาร์กอเนกประสงค์ประจำเมือง ฟังก์ชันที่เสนอ ได้แก่ สวนสาธารณะ โรงแรม มารีนา และสกายวอล์กบนหลังคา โดยเชื่อว่าโครงสร้างยักษ์ที่ลงทุนสร้างแล้ว สามารถเปลี่ยนเป็นแหล่งรายได้ การท่องเที่ยว และพื้นที่สาธารณะคุณภาพสูงได้ แม้แนวคิดนี้ไม่ใช่แผนอย่างเป็นทางการ แต่นับเป็นวิสัยทัศน์ในการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้ผู้คนและเจ้าหน้าที่มองว่าการรื้อถอนทั้งหมดไม่ใช่ทางออกเดียว กระนั้นแผนการเก็บรักษาพื้นที่ Expo 2025 Osaka จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 37.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครอบคลุมการบำรุงรักษาที่จำเป็นในช่วงเวลา 10 ปี


“เราต้องการอนุรักษ์วงแหวนงานเอ็กซ์โป” NOT A HOTEL นำเสนอข้อเสนอสำหรับพื้นที่จัดงานเอ็กซ์โป! ป่าอันเงียบสงบจะถูกขยายให้เต็มวงแหวนทั้งหมด ก่อให้เกิดสวนสาธารณะ ขณะที่ริมทะเลจะกลายเป็นท่าจอดเรือที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก วงแหวนซึ่งเป็นความท้าทายมาโดยตลอด จะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งด้วยการเปลี่ยนส่วนหนึ่งของวงแหวนให้เป็นโรงแรม ขณะที่ทางเดินเล่นบนดาดฟ้าจะยังคงเดิม

ข้อเสนอนี้สะท้อนถึงความปรารถนาของ Sou Fujimoto ที่ต้องการเชื่อมโยงมรดกของงานเอ็กซ์โปเข้ากับอนาคต


Sou Fujimoto (หนึ่งในสถาปนิกญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลก ด้วยสไตล์การออกแบบที่ผสมผสานความเบาบาง โปร่งใส ความเป็นธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์–สถาปัตยกรรม–ภูมิทัศน์อย่างลุ่มลึก)
ส่วน Fujimoto เองก็อยากเห็นมันอยู่ต่อเช่นกัน เพราะนี่คือสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียว ในโลกที่แตกแยก Grand Ring ไม่ใช่แค่โครงสร้างวงกลมขนาดยักษ์แต่คือสถาปัตยกรรมสัญญะแห่งยุคที่ชวนให้มนุษย์หวนกลับมามองความยั่งยืนและธรรมชาติในบริบทเมือง
คำถามสำคัญคือ แล้วญี่ปุ่นพร้อมหรือยังสำหรับสัญลักษณ์ถาวรรูปแบบใหม่? ข้อถกเถียงนี้สะท้อนความตึงเครียดในสังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด “ความไม่ถาวรคือความงดงาม” ไปสู่ “ความยั่งยืนต้องเริ่มจากการรักษาสิ่งที่มีคุณค่า” Grand Ring อาจเป็นบททดสอบสำคัญว่า ญี่ปุ่นจะให้ความหมายใหม่กับสถาปัตยกรรมสาธารณะอย่างไรในศตวรรษนี้
สำหรับ Fujimoto ขอเพียงอย่างเดียวว่า ถ้าจำเป็นต้องรื้อถอนออกไป ขอให้ไม้มีชีวิตใหม่ เพราะเขาเชื่อว่าจิตวิญญาณของวัสดุสำคัญกว่ารูปร่างทางกายภาพ ความคิดนี้สะท้อนภูมิปัญญาญี่ปุ่นชัดเจน แต่ก็ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า สังคมควรเก็บรักษา ‘รูปทรง’ หรือ ‘ความหมาย’ ของสถาปัตยกรรมกันแน่?

Grand Ring คือกระจกสะท้อนอนาคตเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องรื้อหรือไม่รื้อ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโครงสร้างนี้จะถูกรักษาไว้หรือไม่ Grand Ring ก็ได้กลายเป็นบทสนทนาระดับชาติ ว่าญี่ปุ่นจะใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนวิสัยทัศน์เมืองแห่งอนาคตอย่างไร ถ้ารอด…โอซาก้าจะได้แลนด์มาร์กใหม่ แต่ถ้าถูกย้าย (รื้อถอน)…ญี่ปุ่นจะได้สถาปัตยกรรมใหม่ แต่ในที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น Grand Ring ได้บันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการออกแบบที่สังคมกล้าตั้งถามคำถามยากๆ และท้าทายเกี่ยวกับความยั่งยืน มรดก และความทรงจำร่วมของผู้คน

ท่ี่มา :